กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน เหรียญทุกชนิดคือชิพคาสิโน โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โดย
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

:-
.

เหรียญทุกชนิดคือชิพคาสิโน

 

โลกในมุมมองของ Value Investor

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

 

เหรียญทุกชนิดคือชิพคาสิโน

 

     การประกาศ “แบน” การใช้บิทคอยน์หรือเหรียญดิจิทัลอื่นไม่ให้ใช้เป็นสื่อกลางการชำระค่าสินค้าและบริการของแบงก์ชาติ และการห้ามผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลทุกประเภทต้องไม่ให้บริการ หรือกระทำการอันมีลักษณะที่เป็นการสนับสนุนหรือส่งเสริมการชำระสินค้าและบริการด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น การโฆษณาและการชักชวนใดๆ  ของ ก.ล.ต. ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 เป็นต้นไปนั้น ถือว่าเป็น “จรวด”

     อีกลูกหนึ่งที่เข้าโจมตีเหรียญดิจิทัลโดยเฉพาะบิทคอยน์ที่นักลงทุนหรือคนเล่นบิทคอยน์หวังว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็น “เงินดิจิทัล” ที่สามารถใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการแทนเงินเฟียตหรือ “เงินกระดาษ” ที่ใช้กันทั่วโลกมานานได้ 

     อย่างไรก็ตาม ทางการไทยเองก็ยังไม่ได้ห้ามการ “ลงทุน” ในบิทคอยน์ที่ยังคึกคักทั่วโลกแม้ว่าจะชะลอตัวลงบ้างอานิสงส์จากการที่รัฐบาลของประเทศใหญ่ๆ หลายแห่งรวมถึงจีนที่แบนบิทคอยน์อย่างสิ้นเชิงรวมถึงการทำเหมืองด้วย

 

     ผมคงไม่ต้องพูดซ้ำว่าบิทคอยน์นั้นมีคุณสมบัติไม่พอที่จะเป็นเงินที่จะใช้กันแพร่หลายอยู่แล้ว และในไม่ช้ารัฐบาลของหลายๆประเทศก็คงออกเหรียญของตนเอง เช่น หยวนคอยน์ หรือ บาทคอยน์ เพื่อใช้เสริมหรือแทนเงินเฟียตของตนเอง 

    แต่บิทคอยน์เองก็มีคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือ มันเหมือนกับ  “ทองดิจิทัล” ที่มีค่าในแง่ที่สามารถจะเก็บรักษาความมั่งคั่งและใช้เป็น “เงินสำรอง” ของบริษัทหรือของประเทศหรือแม้แต่บุคคลธรรมดาได้ เพราะมันมีจำนวนจำกัดและจะไม่เฟ้อจนมีค่าลดลงมากแบบเงินเฟียตที่มีการพิมพ์ออกมาเรื่อยๆ โดยรัฐบาล  

     อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ผมก็ยังคิดว่าบิทคอยน์ก็ไม่น่าจะไปได้ถึงจุดนั้นอย่างกว้างขวาง เหตุผลก็เพราะว่าบิทคอยน์ยังไงก็คงไม่ได้รับการยอมรับเท่ากับทองคำที่มีมานานกว่า 5-6,000 ปี และทุกคนบนโลกเห็นว่ามันมีค่าที่แท้จริงและไม่มีคนทำลายหรือทำให้มันหายไปได้ การขุดก็ไม่ง่าย และต้องมีต้นทุนสูงพอๆกับราคาของมันในตลาด นี่ก็แตกต่างจากบิทคอยน์หรือเหรียญดิจิทัลต่างๆ ที่เสกขึ้นมาได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก คือใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เขียนขึ้นมา หรือบางทีในอนาคตก็อาจจะ “หาย” ไปได้ในเสี้ยววินาทีด้วยวิธีเดียวกัน

 

     คำถามก็คือ ถ้าบิทคอยน์ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถแทนทั้งเงินและทอง แล้วมันเป็นอะไรกันแน่ ทำไมจึงมีมูลค่ามหาศาล คำตอบของผม “ในขณะนี้” ก็คือ มันคือเครื่องมือของการเก็งกำไร พูดให้เท่ๆ ก็คือ  “เหรียญ” อย่างบิทคอยน์หรือเหรียญอื่นๆ รวมถึงเหรียญที่เอาไปใช้ประโยชน์เฉพาะ เช่น ไปซื้อหรือรับบริการจากผู้ให้บริการรายอื่นนั้น 

     ส่วนใหญ่แล้วก็คือเป็นเหรียญที่คน “เอามาเล่นเก็งกำไร” หรือ  “เล่นการพนัน”  ซึ่งถ้าจะพูดให้เห็นภาพแบบง่ายๆ ก็คือ เหรียญเหล่านั้นก็คล้ายๆ  กับ  “ชิพคาสิโน” ที่คนเข้าไปเล่นการพนันจะต้องซื้อจากคาสิโนเพื่อที่จะเข้าไปเล่น แน่นอนว่าคนจำนวนมากหรือส่วนใหญ่ก็จะขาดทุน  บางคนก็อาจจะกำไร แต่คนที่น่าจะกำไรมหาศาลโดยแทบไม่ต้องเสี่ยงก็คือ เจ้าของคาสิโน ซึ่งในความคิดของผมก็คือ “คนที่ผลิตเหรียญดิจิทัล” ให้คนเข้ามาซื้อเพื่อที่จะเล่น  เหตุเพราะต้นทุนการผลิตต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าของเหรียญที่ตนเองจะได้  

 

     คนที่ผลิตเหรียญ หรือ เปิดคาสิโนนั้น ไม่ทุกรายที่จะทำเงิน ถ้าคนไม่เข้ามาเล่น มาซื้อชิพก็ไม่มีรายได้ และอาจจะขาดทุนได้ วิธีที่จะทำเงินนั้นจึงอยู่ที่การ “สร้างสตอรี่” ว่าคาสิโนนั้นจะมีคนสนใจเข้าไปเล่นมาก เพราะคนอยากเล่น อยากมีสิทธิพิเศษที่หาได้ยาก เช่น เข้าไปเล่นเกม มีสิทธิเข้าชมคอนเสิร์ตพิเศษสุด เข้าไปท่องเที่ยวซื้อของใน “เมตาเวิร์ส”  เป็นต้น 

     นี่คือคนที่สนใจอยากทำกิจกรรมจริงๆ อย่างไรก็ตาม ก็เป็นคนจำนวนน้อยมาก ไม่พอที่จะทำให้คนเข้าคาสิโนมากและเจ้าของทำกำไรได้  สิ่งที่จะดึงดูดคนทั่วไปจริงๆ ก็คือ คนที่จะเข้าไปซื้อขายสิทธิหรือเหรียญเหล่านั้นเพื่อ “เก็งกำไร”  ยิ่งถ้าคิดว่าจะมีคนสนใจอยากได้เหรียญมาก พวกนักเก็งกำไรก็จะเข้าไปดักซื้อก่อนเพื่อที่จะขายต่อในราคาที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ 

    ดังนั้น เหรียญหรือชิพที่จะประสบความสำเร็จอย่างน้อยก็จะต้องสร้างภาพว่าเหรียญจะเป็นที่ต้องการและราคาเหรียญก็จะต้องปรับตัววิ่งขึ้นโดดเด่น  วันเดียวกำไร 10-20%  หรือบางทีเป็น 100% เลยก็จะยิ่งดี  

 

     การปั่น หรือ สร้างราคาเทียม ให้กับเหรียญหรือชิพนั้น ในยามที่ตลาดหลักทรัพย์ และ/หรือ ตลาดเหรียญซบเซาคงทำไม่ได้ง่ายนัก แต่ในยามที่  “นักลงทุนรุ่นใหม่” ทั้งโลกกำลังคลั่งไคล้การลงทุน การปั่นเหรียญก็ทำได้ไม่ยากนัก  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ดูเหมือนว่ากฎหมายการปั่นราคาเกี่ยวกับเรื่องของเหรียญยังไม่ชัดไม่ต้องพูดถึงคนที่คอยตรวจตราแบบในตลาดหลักทรัพย์ก็ยังไม่มี 

     ดังนั้น การทำราคาโดยการไล่ซื้อต่อเนื่องจึงน่าจะได้ผลดีมาก ที่สำคัญก็คือ เหรียญมักจะ “ไม่มีพื้นฐาน” เชิงเศรษฐกิจที่จะคำนวณหรือประเมินได้ว่าอะไรคือราคาที่เหมาะสม ราคาที่ขึ้นไปใน “รอบแรก” ก็มักจะดึงดูดให้ “คนนอก” หรือนักเล่นทั่วไปสนใจเข้าไปซื้อซึ่งก็ทำให้ราคาปรับตัวขึ้นไปอีก จนถึงจุดหนึ่งการปั่นโดย “สปอนเซอร์หรือเจ้ามือ” ก็อาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป  โดยเฉพาะถ้าเหรียญนั้นถูก  “Corner” หรือไล่ซื้อจนหมด  ราคาก็จะวิ่ง “ทะลุฟ้า” และนี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเร็ว ๆ  นี้  ตั้งแต่เหรียญระดับโลกจนถึงเหรียญที่ถูกผลิตขึ้นในประเทศไทย

 

ถ้ายกเรื่องของการปั่นเหรียญออกไป  ถามว่าผมสนใจที่จะเข้าลงทุนในเหรียญดิจิทัลหรือไม่  คำตอบผมซึ่งยังอิงกับอุปมาอุปไมเรื่องชิพคาสิโนก็คือ  ผมจะยังคงไม่สนใจเลยโดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้

 

     ข้อแรก การประเมินมูลค่าที่แท้จริงของเหรียญแทบทั้งหมดนั้นมักจะทำไม่ได้  เพราะมันไม่มีธุรกิจและคนทำงานที่จะผลิตสินค้าหรือบริการขายที่จะทำให้มีรายได้  มีกำไรและจ่ายปันผลให้กับนักลงทุน  เราเข้าไปซื้อก็เพราะหวังว่าราคาจะขึ้นไปเพราะมีคนต้องการเหรียญมากกว่าคนต้องการขาย แต่เราก็ไม่มีทางรู้ว่าคนเหล่านั้นต้องการเหรียญเพื่ออะไรกี่คน และมีกี่คนที่ต้องการเก็งกำไรแบบเรา ดังนั้น นี่ก็ผิดหลักการ VI อย่างสิ้นเชิงที่เราไม่รู้มูลค่าที่แท้จริงของเหรียญก่อนที่จะลงทุน

 

     ข้อสอง รายละเอียดว่าเหรียญแต่ละอันใช้ทำอะไรได้และการผลิตเพิ่มหรือลดจำนวนเป็นอย่างไรมีเงื่อนไขอะไรบ้างนั้น ผมคิดว่าเข้าใจยาก  นอกจากนั้น เจ้าของคาสิโนหรือผู้ผลิตเหรียญหรือชิพออกมาขายนั้น ก็มักจะต้องใส่เกณฑ์หรือเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยแก่ตนเองมากที่สุด ให้อำนาจกับตนเองที่จะทำอะไรต่างๆ  ที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองมากที่สุด  ดังนั้น  ถ้าเราเข้าไปเล่น โอกาสที่เขาจะรวยและเราจะจนก็จะมีมากกว่าปกติ  หลายๆครั้งผมเองก็แปลกใจเมื่อได้ข่าวว่าเหรียญหรือชิพที่ว่าต้องไม่หายไปและกำหนดตัวตนได้เสมอนั้น  “ถูกเผา” ไป 90% โดยคนที่ควบคุมได้ ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจแนวคิดที่ว่า เหรียญอย่างบิทคอยน์นั้น  “ไม่มีใครควบคุมได้” จึงทำให้มันมีค่า หรือนี่เป็นเหรียญเดียวที่เป็นแบบนั้นหรือเปล่า?  ส่วนเหรียญอื่นๆ  นั้นต่างก็มีคนคุม

 

     ข้อสาม เมื่อ 3-4 ปีก่อน เฟซบุคเคยพยายามออกเหรียญ Libra ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็น Diem ที่จะนำมาใช้เป็นเงินดิจิทัลโดยที่มีบริษัทยักษ์ระดับโลกหลายแห่งจะเข้ามาร่วมรับเงินนี้ในการซื้อขายสินค้าด้วย  อย่างไรก็ตาม  หลังจากติดต่อกับหน่วยงานและรัฐบาลหลายแห่งก็พบว่าไม่มีใครสนับสนุนจนต้องเลิกโครงการไป  ในความคิดของผม  ขนาดเฟซบุคที่มีความพร้อมมากที่สุดรายหนึ่งก็ยังยอมแพ้  ดังนั้น บิทคอยน์หรืออีกหลายๆ เหรียญที่หาสปอนเซอร์ไม่พบก็อาจจะมีปัญหาในอนาคตจนไปไม่รอดได้  นี่ไม่ต้องพูดถึงเหรียญเล็กเหรียญน้อยที่ออกโดยบริษัทไทยที่ก็ไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่ที่ในอนาคตอาจจะมีปัญหาต้องล้มเลิกไปแล้วเหรียญจะไปอยู่ไหนและจะเหลือค่าอะไรได้ ว่าที่จริงเราก็เคยได้ยินข่าวอยู่เนืองๆ ว่ามีเหรียญบางอย่างที่คนผลิตทำออกมาขายทำกำไรเสร็จแล้วก็หนีหายไปทันที นี่ก็คือความเสี่ยงของการเล่นกับเหรียญที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่ง

 

     ข้อสี่ก็คือเรื่องของการแฮ็คหรือขโมยเหรียญหรือการเพิ่มจำนวนเหรียญโดยใครก็ตามที่มีความรู้ความสามารถในด้านของ IT ซึ่งในบางครั้งเราอาจจะไม่รู้เลยก็ได้  กฎหมายก็อาจจะคุมไม่ถึงหรือบางทีก็หาตัวคนผิดไม่พบแต่เขาได้เงินไปแล้ว  และปัญหาอีกสารพัดที่ถ้าเราประสบอาจจะไม่สามารถทำอะไรได้เลยนี่ก็คือความเสี่ยงที่เราไม่รู้  และนี่ก็อาจจะรวมไปถึงการโกงโดยคนที่คุมระบบอยู่ก็ได้

 

     สุดท้ายก็คือ ทั้งหมดนั้น ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเรื่องเฉพาะตัวผมเองที่อาจจะตามกระแสหรือความรู้ใหม่ ๆ  ไม่ทันหรือมีความเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงบางอย่าง ผมไม่ปฏิเสธ ที่จริงผมขี้เกียจเรียนรู้ในสิ่งที่ผมคิดว่า “ยากเกินไป” อยู่แล้ว  เพราะของแบบนี้เราอาจจะผิดหรือพลาดง่าย ผมชอบอะไรที่ง่ายๆ แบบที่บัฟเฟตต์พูดว่า หารั้วสูง 3 ฟุต เพื่อที่จะกระโดดข้ามดีกว่าพยายามกระโดดข้ามรั้ว 6 ฟุต เพราะไม่มีใครให้รางวัลการกระโดดข้ามรั้วสูง







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh