*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนส.ค. ปิดที่ 86.83 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.49 ดอลลาร์ หรือ +2.95% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนก.ย. ปิดที่ 94.07 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 3.06 ดอลลาร์ หรือ +3.36% ราคาน้ำมันของวันพุธ (23 ก.ค.) ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย. จากความกังวลด้านอุปทานที่เพิ่มขึ้น หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรงต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มฮูตีขู่โจมตีการเดินเรือในทะเลแดงยังเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ขู่ว่าจะตอบโต้ด้วยการโจมตีสะพานหรือโรงไฟฟ้าของอิหร่าน รวมถึงในกรุงเตหะราน เพื่อตอบโต้ทุก ๆ ครั้งที่อิหร่านยิงโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ คำขู่ดังกล่าวเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังข้อตกลงหยุดยิงล่มลง และสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นจากการเสียชีวิตล่าสุดของทหารสหรัฐฯ 3 นายจากการปะทะระลอกล่าสุด *** สหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียลงนามข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาโครงการนิวเคลียร์พลเรือนในซาอุดีอาระเบีย โดยกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นรากฐานทางกฎหมายสำหรับความร่วมมือระยะยาวมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และเปิดทางให้บริษัทสหรัฐฯ เข้าถึงโครงการพลังงานนิวเคลียร์ของซาอุดีอาระเบีย นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังลงนามข้อตกลงทวิภาคีด้านมาตรการป้องกันการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ โดยรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะยึดมาตรฐานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ระดับสูง พร้อมใช้เทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ในการพัฒนาโครงการ *** สงครามอิหร่านกำลังผลักดันราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในสหรัฐฯ ให้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกระทบค่าครองชีพของชาวอเมริกันในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะราคาดีเซลที่ถือเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมากกว่า เนื่องจากมีผลต่อต้นทุนขนส่ง ค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง และราคาสินค้าในวงกว้าง ขณะเดียวกัน โรงกลั่นน้ำมันของสหรัฐฯ เดินเครื่องใกล้เต็มกำลังการผลิตแล้ว ทำให้ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงอาจไม่สามารถส่งผ่านไปยังราคาน้ำมันหน้าปั๊มได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีเครื่องมือจำกัดในการช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานในระยะสั้น *** อินเดียเรียกร้องให้จีนเปิดทางเข้าถึงตลาดมากขึ้น เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้ รวมถึงดำเนินมาตรการเพื่อลดความไม่สมดุลทางการค้าที่กำลังขยายตัวระหว่างสองประเทศ ขณะที่สุพรหมณยัม ชัยศังกระ รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย กล่าวว่า การกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกัน การผ่อนคลายกฎวีซ่า และการฟื้นฟูเส้นทางแสวงบุญไกรลาส มานซาโรวาร์ เป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนว่าความสัมพันธ์กำลังทยอยกลับสู่ภาวะปกติ *** สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายจำกัดการซื้อหุ้นของสมาชิกสภาคองเกรส การผ่านร่างกฎหมายในครั้งนี้สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่า สมาชิกสภาอาจได้รับผลประโยชน์จากการดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ชิป รอย กล่าวว่า “สมาชิกสภาคองเกรสไม่ควรซื้อขายหุ้น” มาตรการดังกล่าวจะห้ามสมาชิกสภาคองเกรสและครอบครัวซื้อหลักทรัพย์บางประเภท แต่ยังอนุญาตให้ลงทุนในกองทุนรวมที่กระจายการลงทุนในวงกว้าง และไม่ได้จำกัดการถือครองหุ้นในบริษัทเอกชนหรือสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ เศรษฐกิจเกาหลีใต้ขยายตัว 0.6% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมชิปที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในผลสำรวจบลูมเบิร์กที่ 0.4% ตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเพิ่มแรงสนับสนุนให้ธนาคารกลางเกาหลีใต้พิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง โดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าอาจเกิดขึ้นภายในเดือนต.ค ขณะที่บางส่วนมองว่าอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในการประชุมวันที่ 27 ส.ค. หลังธนาคารกลางเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา *** Tesla รายงานกำไรไตรมาส 2 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และมีกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ติดลบเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี หลังเร่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงหุ่นยนต์ ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงราว 4.5% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ แม้ Tesla จะมียอดส่งมอบรถยนต์ทำสถิติสูงสุดในไตรมาสดังกล่าว โดยได้แรงหนุนจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นหลังราคาน้ำมันพุ่งจากสงคราม โดยเฉพาะในยุโรป รวมถึงการขยายการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน แต่ผลประกอบการยังต่ำกว่าคาดจากการใช้จ่ายด้านการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก หุ้น Tesla ร่วงกว่า 3% หลังประกาศงบ เผยกระแสเงินสดติดลบ 1.1 พันล้านดอลล์ จากลงทุน AI-หุ่นยนต์ รายได้รวม 2.8 หมื่นล้านดอลล์ (+27% YoY) ยอดส่งมอบรถ 480,126 คัน (+25% YoY) *** IBM ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของรายได้ทั้งปี หลังเตือนว่าการใช้จ่ายขององค์กรกำลังเปลี่ยนไปลงทุนในอุปกรณ์ศูนย์ข้อมูลที่รองรับ AI มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อความต้องการซอฟต์แวร์และคอมพิวเตอร์เมนเฟรมของบริษัท โดยบริษัทปรับลดคาดการณ์การเติบโตรายได้ปี 2026 เหลือ 4-5% จากเดิมคาดโตมากกว่า 5% หลังรายได้ธุรกิจเมนเฟรม Z ไตรมาส 2 ร่วง 42% ด้านผู้บริหารยืนยันว่า แม้ผลประกอบการไตรมาส 2 จะต่ำกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ทั้งด้านรายได้และกำไร และลูกค้าจะให้ความสำคัญกับการลงทุนด้าน AI ในระยะสั้น แต่ยังไม่มีแนวโน้มที่จะลดการใช้งานระบบเมนเฟรมในระยะยาว *** Alphabet บริษัทแม่ของ Google รายงานรายได้รวมไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อน แตะ 1.198 แสนล้านดอลลาร์ จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในทุกธุรกิจ และเป็นไตรมาสที่ 12 ติดต่อกันที่บริษัทมีรายได้เติบโตในระดับเลขสองหลัก โดยรายได้จาก Google Services เพิ่มขึ้น 15% อยู่ที่ 9.45 หมื่นล้านดอลลาร์ นำโดยรายได้จาก Google Search & other ที่เพิ่มขึ้น 17% ขณะที่ YouTube Ads และธุรกิจสมาชิก แพลตฟอร์ม และอุปกรณ์ เพิ่มขึ้น 13% และ 15% ตามลำดับ ธุรกิจ Google Cloud ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ หลังรายได้พุ่งขึ้น 82% แตะ 2.48 หมื่นล้านดอลลาร์ จากความต้องการโซลูชัน AI สำหรับองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานของ Alphabet เพิ่มขึ้น 30% และอัตรากำไรจากการดำเนินงานขยายตัวเป็น 34% บริษัทยังปรับเพิ่มคาดการณ์งบลงทุนปีนี้เป็น 195,000-205,000 ล้านดอลลาร์ จากคาดการณ์เดิมที่ 180,000-190,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก หลังบริษัทเร่งทุ่มงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อรองรับความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว *** Alphabet บริษัทแม่ของ Google รายงานกำไรจากการลงทุน เป็นมูลค่า 98,000 ล้านดอลลาร์ ในผลประกอบการไตรมาส 2 โดยบริษัทไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดแหล่งที่มาของกำไรดังกล่าว ระบุเพียงว่า ส่วนใหญ่เกิดจากกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (unrealized gains) จากหลักทรัพย์ในพอร์ตลงทุน ส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 9.11 ดอลลาร์ต่อหุ้น สูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 2.90 ดอลลาร์ Alphabet ถือหุ้นสำคัญใน SpaceX บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของอีลอน มัสก์ นอกจากนี้ Alphabet ยังเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ของ Anthropic สตาร์ทอัพด้าน AI *** เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูงของ OpenAI สามารถเจาะระบบภายในของ Hugging Face สตาร์ทอัพด้าน AI ได้สำเร็จภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งเป็นการโจมตีที่โดยปกติแฮกเกอร์ที่มีทักษะอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้นมาก แหล่งข่าวระบุว่า การโจมตีลักษณะนี้โดยมนุษย์ทั่วไปอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ พร้อมระบุว่า OpenAI ได้ติดต่อกับรัฐบาลสหรัฐฯ แล้ว หลังทราบเหตุการณ์เจาะระบบดังกล่าว โดยรายละเอียดของเหตุการณ์ยังไม่ได้รับการเปิดเผย *** Paramount Skydance ได้รับอนุมัติจากสหภาพยุโรป (EU) สำหรับการเข้าซื้อกิจการ Warner Bros Discovery มูลค่า 110,000 ล้านดอลลาร์ หลังตกลงว่าจะยุติการดำเนินธุรกิจบริษัทร่วมทุนด้านการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ United International Pictures (UIP) กับ Universal Pictures ในยุโรปภายใน 13 เดือนหลังปิดดีล ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ระบุว่า เงื่อนไขดังกล่าวช่วยคลายความกังวลด้านการแข่งขันทางการค้า นำไปสู่การอนุมัติการควบรวมกิจการ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานก่อนหน้านี้ของรอยเตอร์ *** King Power International Group และเจ้าของสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ กำลังพิจารณาขายสโมสร โดยได้แต่งตั้ง Citigroup เป็นที่ปรึกษาดำเนินกระบวนการขาย ตามข้อมูลที่แหล่งข่าวเผยกับบลูมเบิร์ก เลสเตอร์ ซิตี้ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2015-16 และแชมป์เอฟเอ คัพ ในปี 2021 แต่หลังจากนั้นผลงานตกต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยทีมตกชั้นติดต่อกัน 2 ฤดูกาล และเตรียมลงแข่งขันใน EFL League One ซึ่งเป็นลีกระดับ 3 ของฟุตบอลอังกฤษ ในฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเริ่มขึ้น ติดตามข้อมูล และข่าวสารอื่น ๆ ของ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" เพิ่มเติมได้ที่ :https://url.in.th/w-stock-news |