ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนลบในวันศุกร์ (14 ส.ค.) หลังข้อมูลค้าปลีกเดือนก.ค. ออกมาต่ำกว่าคาดขณะที่ดัชนี S&P 500 ถูกกดดันจากหุ้น Applied Materials รวมถึงหุ้นกลุ่มชิป หลังทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันก่อน ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 53,732.41 จุด ลดลง 107.58 จุด (-0.20%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,785.76 จุด ลดลง 13.23 จุด (-0.17%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,729.16 จุด ลดลง 73.84 จุด (-0.28%) ตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.4% และแนสแดคเพิ่มขึ้น 0.1% โดยดัชนีทั้งสองปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นช่วงขาขึ้นต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการรายไตรมาสที่แข็งแกร่งและความกังวลเกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง บรรยากาศการซื้อขายบางส่วนถูกกดดันจากหุ้น Applied Materials ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมชิป ร่วง 5.1% หลังนักลงทุนผิดหวัง แม้จะเผยคาดการณ์ผลประกอบการรายไตรมาสที่สดใสก็ตาม ซึ่งในปีนี้ หุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง รับการขยายดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ AI โทมัส มาร์ติน ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนอาวุโสของ GLOBALT Investments กล่าวว่า “ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดในขณะนี้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Applied Materials เป็นตัวอย่างของบริษัทที่ผลประกอบการออกมาดีกว่าคาดและปรับเพิ่มแนวโน้ม แต่ตลาดคาดหวังไว้สูงมาก หุ้นจึงถูกเทขาย” ข้อมูลของ LSEG ระบุว่า กำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้น 52% ในไตรมาส 2 โดยส่วนใหญ่ได้แรงหนุนจาก Amazon, Microsoft และบริษัทชั้นนำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะเดียวกัน ตลาดยังถูกกดดันจากยอดค้าปลีกเดือนก.ค. ที่ออกมาต่ำกว่าคาด โดยลดลง 0.6% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% (ตัวเลขก่อนปรับทวน) ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2025 และเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบ 14 เดือน ขณะที่ผลสำรวจโดยรอยเตอร์คาดการณ์ว่ายอดค้าปลีกจะเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนก.ค. นอกจากนี้ ผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนอยู่ที่ 51 ในเดือนส.ค. ต่ำกว่าผลสำรวจของรอยเตอร์ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 54.5 ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่น โดยมีรายงานว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซดูเหมือนหยุดชะงักเกือบทั้งหมด หลังเรือมีรายงานเรือถูกโจมตีเพิ่มอีก 2 ลำ ขณะที่สหรัฐฯ ระบุว่าอาจคงมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านไว้โดยไม่มีกำหนด ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อความเชื่อมั่น หลังแหล่งข่าวอาวุโสของอิหร่านกล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ยังไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อฟื้นข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม แม้อัตราเงินเฟ้อที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมันยังเป็นประเด็นที่น่ากังวล แต่ข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. โดยข้อมูลจาก FedWatch ของ CME ระบุว่า นักลงทุนในตลาดให้น้ำหนักที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. อยู่ที่ 67% และ 33% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปปรับตัวลง โดยหุ้น Broadcom ร่วง 5.9% ขณะที่หุ้น Intel ลดลง 2% ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับระดับมูลค่าหุ้นกลุ่ม AI ที่อยู่ในระดับสูง - ดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานของ S&P 500 พุ่งขึ้น 1.4% ตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น - หุ้น Reddit บริษัทโซเชียลมีเดีย พุ่งเกือบ 13% หลังมีการประกาศว่าหุ้นของบริษัทจะเข้ารวมในดัชนี S&P 500 มีผลวันที่ 18 ส.ค. - หุ้น Workday ลดลง 3.8% หลังจากพุ่งขึ้น 18% เมื่อวันพฤหัสบดี จากรายงานข่าวที่ระบุว่า Silver Lake บริษัทไพรเวทอิควิตี้ กำลังเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการบริษัทซอฟต์แวร์แห่งนี้ - หุ้นของผู้ผลิตโดรนบางรายปรับตัวขึ้น นำโดยหุ้น Red Cat ที่พุ่งขึ้น 8.8% และหุ้น Unusual Machines ทะยาน 25% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ระบุว่าจะเก็บภาษีนำเข้าโดรนและชิ้นส่วนโดรน ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นไปอย่างบางเบา อยู่ที่ 9,600 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 17,400 ล้านหุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 15 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 1 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 85 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 65 ตัว ที่มา Reuters อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |