ความต้องการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการประมูลพันธบัตรอายุ 10 ปีล่าสุด มีอัตราส่วน Bid-to-Cover Ratio สูงสุดในรอบเกือบ 1 ปี ขณะที่ผลสำรวจบลูมเบิร์กคาดว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี จะปรับลดลงอีกประมาณ 0.25% ภายในช่วงกลางปี 2027 เดสมอนด์ ฟู หัวหน้าฝ่ายบริหารการลงทุนของ Western Asset Management ประจำสิงคโปร์ กล่าวว่า บริษัทมีมุมมองเชิงบวกต่อพันธบัตรรัฐบาลไทยในช่วงครึ่งหลังของปี เนื่องจากเศรษฐกิจยังขยายตัวในระดับต่ำ ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับจำกัด ซึ่งจะเปิดทางให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายได้มากกว่าธนาคารกลางบางแห่งในภูมิภาค พันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ของเอเชีย นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิหร่านลงนามข้อตกลงสันติภาพเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีลดลงแล้ว 19 เบซิสพอยต์นับจากวันดังกล่าว มาอยู่ที่ประมาณ 2.02% ณ วันพุธ อีกปัจจัยที่กดให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลง คือ การที่รัฐบาลคาดว่าจะออกพันธบัตรน้อยกว่าที่วางแผนไว้ในปีงบประมาณนี้ โดยคาดว่ามูลค่าการออกพันธบัตรรวมในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนก.ย. จะอยู่ที่ประมาณ 1.26 ล้านล้านบาท ลดลงราว 3% จากแผนเดิมที่ 1.3 ล้านล้านบาท ด้านเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงยังเป็นปัจจัยหนุนตลาดพันธบัตร โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของไทยในเดือนมิ.ย. ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.42% เมื่อเทียบกับปีก่อน ชะลอลงจาก 2.79% ในเดือนพ.ค. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่า เงินเฟ้อในปีนี้มีแนวโน้มต่ำกว่าประมาณการเดิมของธปท.ที่ 2.8% เนื่องจากแรงกดดันด้านราคาผ่อนคลายลง จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะนี้ เพราะเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เค็ง เซียง อึ้ง หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ State Street Investment Management กล่าวว่า พันธบัตรรัฐบาลไทยมีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อไป เนื่องจากตลาดคาดว่าธปท.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำ ความต้องการของนักลงทุนยังสะท้อนผ่านผลการประมูลพันธบัตรในช่วงที่ผ่านมา โดยการประมูลพันธบัตรอายุ 10 ปีเมื่อวันที่ 15 ก.ค. มีอัตราส่วน Bid-to-Cover อยู่ที่ 2.18 เท่า สูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2025 ขณะที่การประมูลพันธบัตรที่ครบไถ่ถอน ปี 2029 ในวันนี้ (22 ก.ค.) มีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 2.13 เท่า สูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. ที่มา Bloomberg ติดตามข้อมูล และข่าวสารอื่น ๆ ของ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" เพิ่มเติมได้ที่ :https://url.in.th/w-stock-news |