ข่าวนี้ที่ 1

FETCO เล็งส่งหนังสือถึงคลัง ค้านเก็บภาษีขายหุ้น 0.1%

FETCO เล็งส่งหนังสือถึงคลัง ค้านเก็บภาษีขายหุ้น 0.1%

            FETCO เตรียมส่งหนังสือชี้แจงกระทรวงการคลัง ค้านเก็บภาษีขายหุ้น (Financial Transaction tax) 0.1% ชี้ได้ไม่คุ้มเสีย ทำสภาพคล่องหด ขณะที่ตลท. ขอให้พิจารณาอัตราภาษีขายหุ้น-จำนวนธุรกรรม ที่เหมาะสม หวั่นทำให้ต้นทุนนักลงทุนสูงขึ้น-กระทบวอลุ่มตลาด ด้านสรรพากร เปิด 3 โมเดลศึกษาก่อนเรียกเก็บ ยืนยันนักลงทุน 85% ไม่ได้รับผลกระทบ

            *** FETCO จ่อส่งหนังสือถึงคลัง ค้านเก็บภาษีขายหุ้นปี 65  

            นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ระบุถึงกรณีที่กระทรวงการคลังเตรียมพิจารณาจัดเก็บภาษีการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ (Financial Transaction tax) ในปี 65 ว่า FETCO เตรียมส่งหนังสือไปชี้แจงกระทรวงการคลังเพิ่มเติม เพื่อคัดค้านกรณีที่คลังเตรียมเก็บภาษีขายหุ้นในปี 65 อัตรา 0.1% ของมูลค่าขายเกิน 1 ล้านต่อเดือน โดย FETCO ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว ซึ่งในส่วนของรายละเอียดจะต้องมีการหารือกับที่ประชุม FETCO กันอีกครั้ง   

            ทั้งนี้ FETCO มองว่าการขึ้นภาษีดังกล่าวอาจส่งผลเสียมากกว่าได้ประโยชน์  เนื่องจากตลาดทุนไทยยังอยู่ในช่วงของการพัฒนา ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนนักลงทุนยังน้อยเพียงประมาณ 2 ล้านราย และทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ จึงจำเป็นต้องกระตุ้นให้ประชาชนมาออมในตลาดทุนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนโยบายดังกล่าวอาจเป็นผลเสียต่อเรื่องการออมของประชาชนในอนาคต

            ส่วนเรื่องผลกระทบต่อตลาดหุ้น มองว่าปัจจุบันอาจเห็นปริมาณการซื้อขาย (วอลุ่ม) ที่ค่อนข้างสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศที่ใช้โปรแกรมการซื้อขายหุ้นหรือเข้ามาเทรดกันเองเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าว เชื่อว่าต้นทุนของเขาจะสูงขึ้นเป็นเท่าตัวและจะทำให้เกิดการซื้อขายที่ลดน้อยลง รวมถึงอาจกระทบต่อสภาพคล่องโดยรวมของตลาดหุ้นไทยให้ลดลงตามไปด้วย

            "เรายังอยู่ในช่วงของการพัฒนาตลาดทุนเพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) มีช่องทางเข้ามาระดมทุนหรือเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงยังช่วยลดภาระภาคธนาคารพาณิชย์ที่ภาครัฐอาจต้องมาอุ้มชู จึงเชื่อว่าการใช้ตลาดทุนในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและธุรกิจ SME น่าจะดีกว่าที่จะมีการเข้ามาจัดเก็บภาษี เพราะสิ่งที่ทำอาจได้ไม่คุ้มเสีย" นายไพบูลย์ กล่าว

            *** ตลท.วอนคลังพิจารณาอัตราภาษี-จำนวนธุรกรรมที่เหมาะสม

            นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า กรณีที่กระทรวงการคลังเตรียมพิจารณาจัดเก็บภาษีการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ (Financial Transaction tax) ในปี 65 ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นนโยบายของทางภาครัฐที่มองว่าปัจจุบันมีความจำเป็นที่จะต้องมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าว เพราะว่าได้ถูกยกเว้นมาหลายปีแล้วและตอนนี้ภาครัฐมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เม็ดเงินภาษีเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องนี้ตลท.ได้รับทราบและให้ข้อมูลการวิเคราะห์กับผู้กำกับภาครัฐทั้งกระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไปแล้ว

            ทั้งนี้ ในมุมมองว่าภาษีดังกล่าวเป็นนโยบายภาครัฐ โดยสิ่งที่ตลท.อยากเสนอหรือฝากให้ภาครัฐพิจารณาคือจะทำอย่างไรที่จะทำให้กระทบกับจำนวนนักลงทุนให้เหมาะสมเพราะการจัดเก็บภาษีดังกล่าวถ้าเก็บตามปริมาณการซื้อขายหรือตามหลักบางอย่างจะสามารถควบคุมให้ไม่กระทบกับปริมาณนักลงทุนได้มาก อีกทั้งอัตราภาษีที่จะใช้ถ้าเป็นอัตราภาษีที่เหมาะสมและไม่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทยแตกต่างจากตลาดทุนอื่นๆที่เป็นคู่แข่งหรือที่ใช้เป็นมาตรฐานก็ถือเป็นเหตุผลที่ควรจะใช้มาพิจารณา

            ขณะที่ หากมีนโยบายดังกล่าวสิ่งที่อยากจะพิจารณา 2 เรื่อง ได้แก่ 1.จำนวน Transaction (ธุรกรรม) ที่จะเริ่มมีการเก็บภาษี ซึ่งจะเป็นการเก็บภาษีแบบใดขึ้นกับการขายหรืออย่างไร และ2.มีปริมาณอัตราเปอร์เซ็นของค่าภาษีสอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายของนักลงทุนอย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่อยากจะฝากกระทรวงการคลังไว้

            นอกจากนี้ การจัดเก็บภาษีจะทำให้ต้นทุนของนักลงทุนสูงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะมีนักลงทุนบางประเภทที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นกลุ่มเทรดดิ้ง ทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศที่ซื้อขายเร็วด้วยการหวังกำไรระยะสั้นคงจะมีผลกระทบ โดยคงจะต้องรอให้ราคาของสินทรัพย์ของตราสารเคลื่อนไหวมากกว่าเดิมถึงจะมีการซื้อขาย เพราะฉะนั้นจะมีการกระทบต่อวอลุ่มการซื้อขายของตลาดแน่นอน จากปัจจุบันที่ตลาดมีมูลค่าการซื้อขายที่ราว 9 หมื่นล้านบาทต่อวัน ซึ่งยังคงสูงเป็นอับดับ 1 ในภูมิภาคเอเซียน

           "เราขอให้ภาครัฐช่วยพิจารณาคิดอัตราการจัดเก็บภาษีที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดผลกระทบกับนักลงทุนไม่มากนัก ซึ่งส่วนที่จะจัดเก็บควรไม่ส่งผลให้ต้นทุนของตลาดเราต่างจากตลาดหุ้นประเทศอื่นๆในโลกมากนัก" นายภากร กล่าว

            *** สรรพากร เปิด 3 โมเดลเก็บภาษีขายหุ้น

            นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร  ยอมรับว่า ขณะนี้กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการพิจารณาการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว โดยจะพิจารณาหลายปัจจัยประกอบ โดยเฉพาะเงื่อนไขเวลาที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า การเรียกเก็บภาษีดังกล่าวนั้น ประชาชน 85% หรือ นักลงทุนรายย่อยจะไม่ได้รับผลกระทบแน่นอน

            สำหรับการศึกษาการเรียกเก็บแบบ Financial Transaction Tax นั้น ประกอบด้วย 3 โมเดล คือ 1.การขายหุ้นในตลาดฯ 1 ล้านบาทต่อเดือน 2.การขายหุ้นในตลาดฯ 1.5 ล้านบาทต่อเดือน และ 3.การขายหุ้นในตลาดตั้งแต่ 2 ล้านบาทต่อเดือนขึ้นไป โดยในตรากฎหมายเดิมนั้นกำหนดไว้ว่าการขายหุ้นในตลาดฯ 1 ล้านบาทขึ้นไปจะต้องเสียภาษีในอัตรา 0.1% ของมูลค่าขาย แต่ปัจจุบันยังได้รับการยกเว้น

            "ปัจจุบัน กรมสรรพากร ได้ศึกษาภาษีทั้ง 2 ส่วน คือ ภาษีกำไรจากการขายหลักทรัพย์ (capital gain) ซึ่งหากจะเรียกเก็บจากส่วนนี้จะต้องตรากฎหมายขึ้นมาใหม่ หรือแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม แต่สำหรับ Financial Transaction Tax นั้นมีประมวลรัษฎากรกฎหมายภาษีของกรมสรรพากรอยู่แล้ว แต่ได้รับการยกเว้นมาตั้งแต่ปี 34 ซึ่งการหยิบยกกฎหมายนี้ขึ้นมาก็เป็นไปตามแผนการปฏิรูปภาษี แต่อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะทำเวลาที่เหมาะสม และให้กระทบกับนักลงทุนประชาชนน้อยที่สุด ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศมีการเรียกเก็บทั้ง 2 ส่วน หรือบางประเทศก็เรียกเก็บเพียงอย่างเดียว"นายเอกนิติ กล่าว

 
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด