ข่าวนี้ที่ 1

FETCO ฟันธงหุ้นปี 65 แตะ 1,800 จุด - SET กระฉูดคลายกังวลโอไมครอน

FETCO ฟันธงหุ้นปี 65 แตะ 1,800 จุด - SET กระฉูดคลายกังวลโอไมครอน

       FETCO ประเมิน SET ปี 65 ทะยานแตะ 1,800 จุด รับศก.ฟื้น-กำไรบจ.โต 12% ฟาก SET เปิดสัปดาห์ทะยาน 21 จุด หลังยังไม่พบผู้เสียชีวิตจาก "โอไมครอน" พร้อมเปิดหุ้น 7 กลุ่ม Underperform  - 4 กลุ่ม Outperform หากโควิดสายพันธ์ใหม่ระบาดหนัก   

*** FETCO คาดหุ้นไทยปี 65 แตะ 1,800 จุด รับศก.ฟื้น 
       นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า สำหรับมุมมองปี 65 คาดดัชนีหุ้นไทย (SET INDEX) มีโอกาสขึ้นไปถึงระดับ 1,800 จุดได้ เนื่องจากเชื่อว่าตลาดยังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจเราเติบโตช้ากว่าประเทศอื่น ๆ จึงทำให้บางส่วนถูกอั้นมา และ ทำให้คาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตสูงกว่าศักยภาพได้ และ เติบโตได้มากว่า

       โดยคาดตัวเลขจีดีพีไทยปี 65 จะขยายตัวกว่า 4% ซึ่งมีแรงหนุนสำคัญจากการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดี และ การกระจายการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงความหวังว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมามากว่า 10 ล้านคนขึ้นไป ซึ่งจะช่วยหนุนการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจได้

       ในด้านเงินเฟ้อของประเทศไทยนั้น เชื่อว่าแรงกดดันในระบบยังค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศใหญ่ ๆ ในโลก ซึ่งคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะควบคุมได้ที่ระดับ 1-2% โดยถือว่ายังอยู่ในสภาวะที่ต่ำ จึงทำให้ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้น และ ทำให้นักลงทุนไม่ต้องรู้สึกวิตกกังวลว่า ธปท.จะนโยบายการเงินที่เข้มงวดเหมือนประเทศอื่น ๆ พร้อมคาดว่า อัตราดอกเบี้ยของไทยจะอยู่ในระดับต่ำต่อไป และ ช่วยหนุนภาวการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นได้ต่อเนื่อง

*** ประเมินกำไรบจ.ปีหน้าโต 12%
      นายไพบูลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มอัตรากำไรของบริษัทจดทะเบียน (EPS) บล.ทิสโก้ คาดว่า ปี 65 จะเติบโตประมาณ 12% จากปีนี้ที่คาดจะโตระดับ 50% ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มนักวิเคราะห์ที่คาดไว้ ประกอบกับ คาดว่า ปีหน้าน่าจะมีการยุบสภา และ การเลือกตั้งเกิดขึ้น จึงเชื่อว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันน่าจะใช้จังหวะดังกล่าวในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาจำนวนมากก่อนการจัดการเลือกตั้ง

*** คาดฟันด์โฟลว์ไหลกลับเกินแสนลบ.
       ขณะที่แนวโน้มกระแสเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) นายไพบูลย์ คาดว่า ปีหน้ามีโอกาสไหลเข้ามาเกินระดับ 1 แสนล้านบาท หรือ คิดเป็นเฉลี่ยเดือนละประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากเชื่อว่าประเทศไทยยังมีจุดดึงดูดนักลงทุนต่างชาติจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่า จะฟื้นตัวหลังจากชะลอตัวมาต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และ อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่อยู่ในระดับต่ำมาล่วงหน้าแล้ว เพราะช่วงที่ผ่านมาอ่อนที่สุดในภูมิภาคกว่า 11-12%  ซึ่งสะท้อนจุดต่ำสุดไปแล้ว 

       โดยหากปีหน้าตัวเลขนักท่องเที่ยวกลับมาตามคาดได้เชื่อว่า จะช่วยให้ไทยพลิกกลับมาเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากขึ้น และ ช่วยหนุนให้ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติด้วย

       "เราคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด หรือ ภายในช่วงไตรมาส 2/65 หลังจากดำเนินมาตรการถอน QE เสร็จ ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องในโลก และ เงินไหลเข้าตลาดประเทศเกิดใหม่น้อยลง แต่ตลาดหุ้นไทยเชื่อว่า จะโดนผลกระทบไม่มากนัก เพราะเรายังมีจุดขายทั้งสัดส่วนหนี้ต่างประเทศที่ค่อนข้างน้อย และ ไม่ได้พึ่งพาเงินตราต่างประเทศมาก รวมถึงค่าเงินที่คงไม่ต่ำไปกว่านี้แล้ว จึงทำให้คาดว่าฟันด์โฟลว์ต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาได้เฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท" นายไพบูลย์ กล่าว

*** ดัชนีเชื่อมั่นนลท.ยังอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง”

       ทางด้านดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนพ.ย.64 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลง 19.9% อยู่ที่ระดับ 135.16  ยังอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” เช่นเดียวกับเดือนก่อนหน้า โดยนักลงทุนคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด 

       รองลงมา คือ แผนการฉีดวัคซีนเพื่อคลี่คลายสถานการณ์โควิด และ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ในขณะที่ปัจจัย ซึ่งฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ความกังวลต่อสถานการณ์ระบาดของโควิดสายพันธุ์ใหม่ รองลงมา คือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และ การไหลออกของเงินทุน

*** SET พุ่ง 21 จุด หลังกูรูมองโอไมครอนไม่น่ากังวล

       สำหรับดัชนีหุ้นไทย ปิดการซื้อขาย (วันที่ 7 ธ.ค.64) ที่ระดับ 1,609.28 จุด เพิ่มขึ้น 21.09 จุด หรือ 1.33% มูลค่าการซื้อขาย 74,897.64 ล้านบาท หลังจากมีข่าวนักวิชาการ และ แพทย์หลายรายระบุว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนไม่น่าวิตกกังวลมากนัก แม้อัตราการแพร่เชื้อจะมีมากกว่าสายพันธุ์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต และวัคซีนที่มีอยู่ยังพอรับมือได้เพียงแค่ต้องกระตุ้น หรือ พัฒนาเพิ่มเติม  

*** โบรกฯ เริ่มคลายกังวลโอไมครอน หลังความรุนแรงต่ำ - ไร้ตาย  
       บริษัท หลักทรัพย์ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGS CIMB เปิดเผยว่า ประเด็นที่ต้องตามในสัปดาห์นี้มีอย่างเดียว คือ การแพร่ระบาดของเชื้อโอไมครอนว่าจะแพร่ระบาดขนาดไหน โดยตอนนี้พบไปทั่วโลกในหลายประเทศ แต่ทางรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) บอกว่าคือยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากเชื้อดังกล่าว จึงมองได้ว่าผลกระทบเมื่อเทียบกับสายพันธ์เดลต้าน่าจะมีความรุนแรงน้อยกว่า
       อย่างไรก็ตาม แม้ไทยพบผู้ติดเชื้อ 1 ราย แต่ก็ยังไม่พบเพิ่มเติม สรุปผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกของสายพันธุ์โอไมคตอนนี้ยังต่ำกว่า Delta ทิศทางดัชนีในสัปดาห์นี้คาด ยังคงมีสิทธิแกว่งตัวในกรอบแคบ ๆ เพราะยังเป็นช่วงที่ต้องจับตาดูผลการแพร่ระบาดของ Omicron และข้อสรุปของนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความรุนแรงของเชื้อ

       หากออกมาในเชิงว่าแพร่ระบาดเร็วแต่ความรุนแรงต่ำกว่า Delta ก็น่าจะคาดได้ว่าดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกน่าจะยังพอขยับขึ้น แต่หากรุนแรงกว่า Delta เชื่อได้ว่าดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกน่าจะปรับตัวลงมากกว่าที่เป็นอยู่ส่วนการพบผู้ติดเชื้อในประเทศไทย 1 ราย คาดรัฐบาลคงยังไม่ตัดสินอะไรเกี่ยวกับการ Lockdown หรือเพิ่มมาตรการคุมเข้มออกมาอีกในช่วงนี้

       แนวโน้มดัชนีในวันนี้คาดเปิดขึ้นมาน่าจะซึมลง หลังตลาดหุ้นไทยหยุดไป 1 วันตลาดเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ปิดในแดนลบ แต่ไม่มาก โดยประเด็นในวันนี้ยังไม่มีประเด็นอะไรใหม่ เพียงแต่ดูว่าการแพร่ะระบาดของ Omicron ในแต่ละประเทศว่าจะรวดเร็วขนาดไหน กลุ่มที่คาดว่าน่าจะยังคึกคักน่าจะกลับมาเป็นกลุ่ม เดินเรือ ถ่านหิน และพลังงานตามราคาน้ำมัน

       ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  จากบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกที่ค่อนข้างผ่อนคลาย และเริ่มวิตกกังวลน้อยลงต่อโอไมครอนว่าอาจไม่น่ากังวลอย่างที่คิด

       อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลปัจจุบันส่วนใหญ่จะพบว่าความรุนแรงต่ำ แต่ยังคงต้องระมัดระวังและจับตาข้อมูลเพิ่งเติมอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง หุ้นในกลุ่ม Reopening Play อย่างค้าปลีก ร้านอาหาร ท่องเที่ยว คาดยังถูกถ่วง และเชิงกลยุทธ์เรายังเน้นหุ้นที่ถูกกระทบจำกัดหากเกิดการระบาดระลอกใหม่ ได้แก่ การแพทย์ อิเล็กทรอนิกส์ ขนส่งและการส่งออก เทคโนโลยี คาดสามารถปรับตัวได้แข็งแกร่งกว่าตลาด

*** เปิด หุ้น 7 กลุ่ม Underperform - 4 กลุ่ม Outperform   

       บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) หรือ KTBST เปิดเผยว่า ในกรณี worst case หากเกิดการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของโอไมครอนในประเทศ และมีการล็อกดาวน์เกิดขึ้น เรามองว่าหุ้นกลุ่ม domestic play ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเมืองจะได้รับผลกระทบมากขึ้น

       หุ้นที่คาดว่าจะ Underperform มากสุด จากการพบผู้ติดเชื้อ Covid-19 สายพันธุ์ Omicron รายแรกในประเทศไทย ได้แก่ PLANB/VGI จากจำนวนคนออกจากบ้านน้อยลง กระทบต่อ OOH media, CENTEL/ERW/AAV จากนักท่องเที่ยวในประเทศลดลง และ BEM จากจำนวนผู้โดยสารลดลง

       โดย Sector ที่มีโอกาส Underperform มากสุด ได้แก่ กลุ่ม Media : MAJOR, PLANB, VGI , กลุ่มTourism & Aviation : MINT, SHR, ERW, CENTEL, AOT, AAV, BA, SPA , กลุ่ม Ground transportation : BEM, BTS , กลุ่ม Energy : TOP, SPRC, ESSO, BCP, IRPC , กลุ่ม Bank & Finance : KBANK, SCB, MTC, SAWAD, TIDLOR, AEONTS, KTC , กลุ่ม Commerce : CRC, CPALL และ กลุ่ม Industrial Estate : AMATA, WHA

       ส่วนหุ้นที่คาดว่าจะ Outperform  ได้แก่ BCH, CHG เนื่องจากได้ประโยชน์จากการรักษาผู้ป่วยโควิด, SMD จากความต้องการเครื่องมือแพทย์สูงขึ้น หากโควิดมีการระบาดรุนแรง, STGT ได้ประโยชน์จากความต้องการใช้ถุงมือยางในระดับสูง และ MEGA จากความต้องการบริโภควิตามินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันมากขึ้น

       โดย Sector ที่มีโอกาส Outperform มากสุด ได้แก่ กลุ่ม Healthcare & Medical equipment : BCH, CHG, SMD, STGT , กลุ่ม Food supplement : MEGA , กลุ่ม IT Distributor : COM7, SYNEX, SIS และ กลุ่ม Global play : ASIAN, TU, KCE, HANA, NER, SUN
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด