ข่าวนี้ที่ 1

ตลท.จ่อปรับเกณฑ์คุมหุ้นร้อน-โบรกฯหวั่นฉุดวอลุ่ม-แทรกแซงตลาด

ตลท.จ่อปรับเกณฑ์คุมหุ้นร้อน-โบรกฯหวั่นฉุดวอลุ่ม-แทรกแซงตลาด

   ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดรับฟังความเห็น (เฮียริ่่ง) ปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขายหุ้นร้อนแรง ตั้งแต่วันที่ 1-12 พ.ย.นี้ เล็งรวบมาตรการระดับ 1 และ 2 เข้าด้วยกัน และเพิ่มการห้ามซื้อขายหุ้นเป็นการชั่วคราว 1 วันทำการ สำหรับมาตรการระดับ 3 หวังลดความเสี่ยง-ทันต่อสถานการณ์ หลังมาตรการเดิมเริ่มได้ผลน้อยลง ด้านโบรกฯเสียงแตกมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

 

*** ตลท.เปิดเฮียริ่งปรับมาตรการกำกับการซื้อขายหุ้นร้อนแรง

    ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศเปิดรับฟังความคิดเห็น(เฮียริ่ง)"การปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขาย" โดยสามารถให้ความเห็นหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่อตลาดหลักทรัพย์ฯได้ตั้งแต่ 1-12 พ.ย.นี้

    โดยสาระสำคัญในการรับฟังความคิดเห็นรอบนี้คือ การเสนอปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขายในปัจจุบันให้ดำเนินการป้องกันความเสี่ยงให้เร็วขึ้น โดยการรวบมาตรการระดับ 1 และ 2 เข้าด้วยกัน โดยให้เริ่มมาตรการระดับ 1 ด้วยการให้ซื้อด้วยบัญชี Cash Balance และห้ามนำหลักทรัพย์ที่กำหนดมาคำนวณเป็นวงเงินซื้อขาย นอกจากนี้ยังกำหนดเพิ่มการห้ามซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลา 1 วันทำการ เป็นมาตรการระดับ 3 ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ลงทุนได้พิจารณาทบทวนก่อนตัดสินใจซื้อขาย

 

*** เปิดข้อแตกต่างระหว่างมาตรการเดิมและมาตรการใหม่

    ทั้งนี้ มาตรการกำกับการซื้อขายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยงให้กับผู้ลงทุนที่จะซื้อหลักทรัพย์ที่มีสภาพการซื้อขายเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ด้วยการเพิ่มเงื่อนไขการซื้อขายบางประการเพื่อจำกัดอำนาจซื้อ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับขั้น เริ่มจากอ่อนไปเข้ม ดังนี้

- มาตรการระดับ 1: ให้ซื้อด้วยการวางเงินสดเต็มจำนวนก่อนซื้อ (ซื้อด้วยบัญชีCash Balance)
- มาตรการระดับ 2: เพิ่มมาตรการห้ามนำหลักทรัพย์ที่มีสภาพผิดปกติดังกล่าวเป็นหลักประกันในการคำนวณเป็นวงเงินซื้อขาย จากมาตรการระดับหนึ่ง
- มาตรการระดับ 3: เพิ่มมาตรการห้ามหักกลบค่าซื้อกับค่าขายภายในวัน (ห้าม Net Settlement) จากมาตรการระดับสอง

สำหรับมาตรการใหม่จะเป็นดังนี้

มาตรการระดับ 1 : 
- ให้ซื้อด้วยบัญชี cash balance +
- ห้ามนำหลักทรัพย์ที่กำหนดมาคำนวณเป็นวงเงินซื้อขาย

มาตรการระดับ 2 : 
- ให้ซื้อด้วยบัญชี cash balance +
- ห้ามนำหลักทรัพย์ที่กำหนดมาคำนวณเป็นวงเงินซื้อขาย +
- ห้าม net settlement

มาตรการระดับ 3 : 
- ห้ามซื้อขายเป็นการชั่วคราว 1 วันทำการ
เมื่ออนุญาตให้ซื้อขาย ยังคงให้ซื้อด้วยบัญชี cash balance +
ห้ามนำหลักทรัพย์ที่กำหนดมาคำนวณเป็นวงเงินซื้อขาย +
ห้าม net settlement

    ส่วนแนวทางในการพิจารณาหลักทรัพย์ที่เข้ามาตรการกำกับการซื้อขาย จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือมาตรการรายวัน (Trading Alert) และมาตรการรายสัปดาห์(Turnover List) เมื่อหลักทรัพย์เข้ามาตรการกำกับการซื้อขาย ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะประกาศ ณ สิ้นวัน โดยให้มีผลตั้งแต่วันทำการรุ่งขึ้นและตามระยะเวลาที่กำหนด โดยจะเริ่มจากมาตรการระดับ 1: ซื้อด้วยบัญชีCash Balance เป็นมาตรการแรก และในระหว่างมาตรการหรือเมื่อพ้นมาตรการไปแล้วไม่เกิน 1 เดือน หากหลักทรัพย์มีสภาพผิดปกติเข้าข่าย Trading Alert ตลาดหลักทรัพย์ฯจะเพิ่มมาตรการให้สูงขึ้นอีกหนึ่งระดับ ทั้งนี้หากหลักทรัพย์ยังคงมีสภาพผิดปกติตลาดหลักทรัพย์ฯอาจพิจารณาขยายมาตรการเดิมออกไป

 

*** หวังเพิ่มประสิทธิภาพกำกับดูแล-ทันต่อสถานการณ์

    สำหรับการปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายในครั้งนี้ เพื่อให้ 1.สอดรับกับสภาพการซื้อขายที่ร้อนแรงขึ้นในปี64 โดยมีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน และ %Turnover Velocity1 ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างมาก (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนก.ย.64 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 96,463 ล้านบาท ด้วย %Turnover Velocity ที่0.51% จากปีก่อนที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 68,607 ล้านบาท ด้วย %Turnover Velocity ที่0.42%)

    2.เพิ่มประสิทธิภาพมาตรการเดิมที่ประสิทธิผลลดลง (จำนวนหลักทรัพย์ที่เข้ามาตรการในระดับสูงสุดมากขึ้น และสภาพการซื้อขายยังคงปรับตัวไม่สอดรับกับพื้นฐานแม้อยู่ในระดับมาตรการขั้นสูงสุดแล้วก็ตาม) และ 3.สอดคล้องกับมาตรการของตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศที่กำหนดให้การห้ามซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราวเป็นหนึ่งในมาตรการกำกับการซื้อขาย เช่น เกาหลี, ไต้หวัน เป็นต้น

    "ในปี64 สภาพการซื้อขายมีความร้อนแรงขี้นโดยเฉพาะในหลักทรัพย์ขนาดเล็กทำให้มาตรการกำกับการซื้อขายที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการกำกับดูแลในบางหลักทรัพย์ที่สภาพการซื้อขายยังคงเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับได้แม้หลักทรัพย์ดังกล่าวจะอยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขายเป็นระยะเวลานานหรือปรับเพิ่มมาตรการจนถึงระดับสูงสุดที่มีและได้ยกระดับการดำเนินการแล้วก็ตาม ดังนั้นตลาดหลักทรัพย์ฯจึงมีแนวคิดที่จะปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขายให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น" ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าว

 

*** บล.ยูโอบีเคย์เฮียน มองใช้ยาแรงเกินไป-แทรกแซงตลาด

    นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพบ์ (บล.) ยูโอบีเคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ไม่เห็นด้วยที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการกำกับการซื้อขายหุ้น เนื่องจากเชื่อว่าหลักเกณฑ์ปกติที่มีอยู่สามารถควบคุมความเสี่ยงของระบบชำระราคาได้อยู่แล้ว ซึ่งการเพิ่มความเข้มงวดของมาตรดังกล่าวโดยเฉพาะการห้ามซื้อขายเป็นการชั่วคราว 1 วันทำการ อาจไม่ใช่มาตรการที่จำเป็นหรือรุนแรงจนเกินไป โดยหากมีความจำเป็นต้องประกาศใช้จริงก็ควรกำหนดเป็นมาตรการชั่วคราว เช่น กำหนดให้ใช้ภายในระยะเลา  6 เดือน ซึ่งหากไม่ประสบความสำเร็จก็อาจไม่ต่อระยะเวลาใช้มาตราการดังกล่าวไป เป็นต้น

    นายกิจพณ กล่าวว่า ตลท.ไม่ควรเข้าแทรกแซงถึงขั้นกำหนดมาตรการสูงสุดคือห้ามซื้อขายหุ้นเป็นการชั่วคราว เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นตลาดรองที่ควรอำนวยความสะดวกให้กระบวนการซื้อขายหุ้นทำได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เพราะการออกมาตรการที่เข้มงวดอาจกระทบต่อปริมาณการซื้อขายหุ้น (วอลุ่มฯ) ให้ลดลงหรือสร้างปัญหาต่อผู้ลงทุนที่มีหุ้นเก็งกำไรอยู่ในมือได้ โดยเฉพาะผลกระทบเชิงลบที่มีต่อกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) หากนักลงทุนรู้สึกวิตกกังวลหุ้นที่เข้าใกล้มาตรการระดับที่ 3 แล้วชะลอการซื้อขายหุ้นทั้งหมด

    ขณะที่มองว่าสิ่งที่ตลท.ควรจะทำคือการทำให้นักลงทุนเห็นความเสี่ยงหรือเตือนให้ผู้ลงทุนระมัดระวังการเข้าลงทุนในหุ้นเหล่านี้ เพราะสุดท้ายแล้วนักลงทุนควรเป็นผู้ตัดสินใจเองมากกว่าว่าจะยอมเสี่ยงหรือไม่ อย่างไรก็ตามในส่วนของการเฮี่ยริ่งรอบนี้เชื่อว่ามีโอกาสสูงที่จะไม่ได้รับความเห็นด้วยจากทั้งนักลงทุนและโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ เพราะการออกเกณฑ์ในลักษณะนี้อาจส่งผลให้มีการชะลอการซื้อขายลง

    "ผมเข้าใจความปรารถนาของตลท.ในการใช้มาตรการนี้เพื่อปกป้องนักลงทุน แต่ผู้ลงทุนที่เข้ามาเล่นหุ้นเก็งกำไรมันมีความเสี่ยงอยู่แล้ว ซึ่งหากมองเรื่องความเสี่ยงของระบบเป็นหลักส่วนตัวเชื่อว่ามาตรการปกติทั่วไปช่วยดูแลความเสี่ยงของระบบได้เพียงพออยู่แล้ว จึงไม่เห็นด้วยที่จะมีการปรับปรุงมาตรการดังกล่าวเพิ่มเติม" นายกิจพณ กล่าว 

 

*** บล.เอเซีย พลัส มองช่วยรักษาเสถียรภาพตลาด-ลดความเสี่ยงนักลงทุน

    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส จำกัด (ASP) กล่าวว่าคาดว่าผลกระทบต่อภาวะตลาดจากการปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขายหุ้นของตลท.คงไม่ได้มากนัก เพราะหุ้นที่ร้องแรงส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับตลท. เพราะคาดว่ามาตรการดังกล่าวน่าจะทำให้ช่วยลดความร้อนแรงของหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแบบหวือหวาและนักลงทุนปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดและลดความเสี่ยงของผู้ลงทุนลงได้







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด