ข่าวนี้ที่ 1

January effect ดันหุ้นทะยาน-ลุ้น Q1/65 ดัชนีแตะ 1,800 จุด

January effect ดันหุ้นทะยาน-ลุ้น Q1/65 ดัชนีแตะ 1,800 จุด

   "ทรีนีตี้" ฟันธง January effect มาแน่ เหตุสภาพคล่องล้น ฟันด์โฟลว์จ่อไหลเข้า ลุ้นไตรมาส 1/64 ดัชนีแตะ 1,800 จุด ถือเป็นช่วงดีที่สุดของปีนี้ พร้อมแนะจัดพอร์ตเน้นหุ้นอิงการบริโภคภายในประเทศและหุ้นปันผลสูง ด้านบล.กรุงศรี เผยสถิติ 10 ปี พบหุ้นไทยมีโอกาสเกิด January effect สูงถึง 80%   ด้าน ASPS ประเมินตลาดหุ้นไทยยัง Laggard ตลาดหุ้นต่างประเทศ

 

*** ทรีนีตี้ ลั่น January effect มาแน่ สภาพคล่องล้น-หนุนเงินไหลเข้า

    นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนเดือน ม.ค. 65 ว่า มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดปรากฎการณ์ตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นแรงในเดือนม.ค. (January effect) จากปัจจัยแวดล้อมต่างๆที่เอื้ออำนวย ทั้งสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูง เงินทุนไหลเข้าช่วงต้นปีและการซื้อกลับของนักลงทุนสถาบันภายในประเทศ ซึ่งจะหนุนให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อได้จากระดับปิดปี 64 ที่1,657.62 จุด และภายในไตรมาสแรกของปี 65 มีโอกาสเห็นดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแตะที่ระดับ 1,680 จุด ในกรณีฐาน และระดับ 1,800 จุดในกรณีดีสุด

 

*** ลุ้นไตรมาส 1/64 ดัชนีแตะ 1,800 จุด ช่วงดีที่สุดของปี

    นายณัฐชาต กล่าวว่า ประเมินเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปี 65 บนสมมติฐาน EPS ของตลาดปี 66 ที่ 107 บาท และพี/อี กรณีฐานที่ 15.7 เท่า จะได้ระดับดัชนีที่ 1,680 จุด ส่วนในกรณีดีสุด เทียบเคียงพี/อี ที่ 16.8 เท่า และสมมติฐาน EPS เดียวกันจะได้ระดับดัชนีดีสุดที่ 1,800 จุด ซึ่งหากจะเห็นตัวเลข 1,800 จุดนี้ มองว่าจะต้องเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 1 นี้ ซึ่งประเมินว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปี 

    ขณะที่ในทางกลับกัน มองแนวรับดัชนีกรณีฐานที่ระดับ 1,600 จุด ซึ่งเป็นระดับเทียบเคียงพี/อี 16.8 เท่า และสมมติฐาน EPS ปี 65 ที่ 96 บาท ส่วนในกรณีเลวร้ายสุดหากเกิดกรณีลบเช่น เฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในไตรมาส 1 และรัฐบาลไทยหันกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์คนในประเทศอีกครั้ง มองระดับแนวรับที่ลึกที่สุดของ SET อยู่ที่ 1,500 จุด ซึ่งเป็นระดับเทียบเท่าพี/อี 15.7 เท่า บนสมมติฐานตัวเลข EPS เดียวกัน

 

*** แนะจัดพอร์ตเน้นหุ้นอิงการบริโภคภายในประเทศ-ปันผลสูง

    นายณัฐชาต กล่าวว่า ในเชิงกลยุทธ์ยังคงแนะนำนักลงทุนให้ถือครองหุ้นไทยเพื่อ Let profit run ได้ต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเป็นหนึ่งในประเทศเกิดใหม่ที่ปรับตัวได้ดีในช่วงต้นปีนี้ รับการไหลกลับเข้ามาบางส่วนของเงินทุนจากประเทศพัฒนาแล้ว ในฐานะที่เป็นประเทศที่ยังคง Laggard ทั้งในด้านการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและระดับ Valuation ที่ยังอยู่ต่ำโดยเปรียบเทียบ พร้อมทั้งยังไม่มีความเสี่ยงด้านการเข้มงวดของนโยบายการเงินและนโยบายการคลังแต่อย่างใด

    ส่วนธีมการลงทุนประจำเดือนม.ค.นี้ แนะนำนักลงทุนถือครองหุ้น 2 กลุ่มเดิมต่อไป นั่นก็คือ 1.กลุ่มที่อิงกับการบริโภคภายในประเทศที่มีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่องและมีปัจจัยกระตุ้นรออยู่ เช่น มาตรการ ช้อปดีมีคืน อาทิ KBANK, BBL, BJC, CPALL, HMPRO, DOHOME, COM7, M, ORI, SPALI, SIRI, BEM, BTS, PLANB, MAJOR, VGI, PF&REIT และ2. กลุ่มหุ้นปันผลสูงที่มีความเชื่อมั่นเกินกว่า 80% ว่าจะให้ผลตอบแทน Total return เป็นบวกในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ได้แก่ SCC, TISCO, AP, ADVANC, PTT, INTUCH, BBL, LH, GUNKUL, PTTEP, SIRI, SENA, SC, MAJOR, TOG, PSH

 

*** กรุงศรี  เผยสถิติ 10 ปี พบมีโอกาสเกิด January effect สูงถึง 80%

    ฝ่ายวิจัย บล.กรุงศรี เปิดเผยว่า หากอิงสถิติย้อนหลัง 10 ปี หุ้นไทยมีโอกาสเกิด January effect 80% ซึ่ง January effect คือปรากฏการณ์ที่ตลาดหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นแรงหรือให้ผลตอบแทนเป็นบวกจากการลงทุนในเดือน ม.ค. อิงสถิติย้อนหลัง 10 ปี (55-64) พบว่าตลาดหุ้นไทยในเดือน ม.ค. ให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 8 ปี และมีเพียง 2 ปีเท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นลบหรือคิดเป็นความน่าจะเป็นที่จะได้ผลตอบแทนเป็นบวก 80%

    แนะกลยุทธ์การลงทุนปี 65 ยังมองมองบวกให้เป้า SET ที่ 1,800 จุด โดยมีมุมมองเป็นบวกต่อทิศทางการลงทุนในช่วงไตรมาส 1/65 และปี 65 คาดการเปิดประเทศและกิจกรรมเศรษฐกิจที่กลับมาฟื้นตัวจะผลักดันให้ภาคธุรกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่อเนื่อง ให้เป้า SET Index ณ สิ้น ไตรมาส 1/65 ที่ 1,730 จุด และให้เป้า SET Index ณ สิ้นปี ที่ 1,780 -1,800 จุด อิง PE เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี ของ SET Index ที่ 16.6 เท่า และ 12M-Fwd EPS ที่ 108 บาท โดยมีหุ้น Top Pick  คือ AMATA AH IVL SAT SPRC และ WHA

 

*** ASPS คาดฟันด์โฟลว์มีโอกาสไหลเข้า 

    ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส (ASPS) เผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า SET Index ยังปรับตัวขึ้นมาได้เพียง 5.3% ตั้งแต่เกิดโควิด-19 ต้นปี 63 ยัง Laggard กว่าตลาดหุ้นสหรัฐ และตลาดหุ้นโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 44% และ 35% ตามลำดับ โดยหากพิจารณาในมุม Valuation SET Index ยังมีความน่าสนใจ และมีโอกาสได้แรงหนุนจากฟันด์โฟลว์ทั้งในและต่างประเทศเพิ่มเติม ปัจจุบัน มี Market Earning Yield Cap. อยู่ที่ 3.9% (ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย) และกำไรที่มีแนวโน้มเติบโตชัดเจนในปีหน้า หนุน Market Earning Yield Cap. 65F อยู่ที่ 4.4% (เป็นระดับใกล้เคียง +1SD) 

    โดยสิ่งที่ตลาดหุ้นไทยยังได้เปรียบตลาดหุ้นพัฒนาแล้วจากดอกเบี้ยนโยบายที่มีโอกาสยืนอยู่ในระดับต่ำนาน ช่วยหนุน Forward Market Earning Yield 65F ของไทยยังกว้างต่อเนื่อง ผิดกับประเทศพัฒนาจะแคบลง หลังดอกเบี้ยทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น อาทิ ตลาดหุ้นสหรัฐ Bond Yield 1 ปี เริ่มปรับตัวขึ้นมาเร็วล่าสุดอยู่ที่ 0.38% (สูงกว่าดอกเบี้ยนโยบายมาก) และปีนี้ตลาดคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง กดดันให้ ForwardMarket Earning Yield 65F จะลดลงเหลือ 3.6%

    โดยฝ่ายวิจัยฯประเมินเป้าหมาย SET Index ปี 65 ภายใต้ระดับ Market Earning Yield Cap. เฉลี่ย 3.9% และ Bond Yield 1 ปี ที่ 0.5% - 0.62% (กรอบ Bond Yield 1 ปีในช่วงที่ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์) ดอกเบี้ยนโยบายไทยที่มีโอกาสอยู่ในระดับต่ำนานจะได้กรอบเป้าหมายดัชนีที่ 1,809 – 1,860 จุด

    ด้านดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดตลาดวันแรกของปี ( 4 ม.ค.65) ที่ระดับ 1,670.28 จุด เพิ่มขึ้น 12.66 จุด หรือ 0.76% โดยมีมูลค่าการซื้อขายกว่า 100,014.91 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 6,148.01 ล้านบาท สวนทางกับนักลงทุนรายย่อยที่ขายสุทธิ 3,847.37 ล้านบาท, นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 2,179.76 ล้านบาท  และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 120.88 ล้านบาท
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด