ข่าวนี้ที่ 1

SET จ่อปรับฐานลงสู่ 1,500 จุด แนะปรับพอร์ตถือเงินสด

SET จ่อปรับฐานลงสู่ 1,500 จุด แนะปรับพอร์ตถือเงินสด

       หุ้นไทยส่อพลิกเป็นขาลง หลังดัชนีดิ่งแล้ว 80 จุด เหตุนักลงทุนกังวลโควิดโอไมครอนมากขึ้น หลังเริ่มพบผู้ติดเชื้อขยายวงกว้างออกไปในหลายประเทศ ขณะที่"โมเดอร์นา-ไฟเซอร์" ยันวัคซีนที่มีในปัจจุบันช่วยป้องกันได้น้อยลง หวั่นหลายประเทศทยอยปิดพรมแดน-ล็อกดาวน์ กระทบเศรษฐกิจอีกครั้ง ด้านฟิทช์-มูดี้ส์ มองอาจทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอยอีกรอบ ส่วนโบรกฯไทยมองดัชนีมีโอกาสลงแตะ 1,500 จุด แนะขายลดพอร์ตถือเงินสด

*** โควิดโอไมครอน ฉุด SET ดิ่งแล้ว 80 จุด

       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่อง จากความกังวลโควิดสายพันธุ์ใหม่"โอไมครอน" หลังพบจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศ ทั้ง ในยุโรป ญี่ปุ่น และ ออสเตรเลีย โดยนักลงทุนกังวลว่า"โอไมครอน"อาจกดดันให้หลายประเทศต้องปิดพรมแดน จนส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

       โดยวานนี้(30 พ.ย.) ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงอีก 21 จุด ปิดที่ระดับ 1,568.69 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 159,490 ล้านบาท และในช่วง 3 วันที่ผ่านมา(26 และ 29-30 พ.ย.)ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงแล้ว 80 จุด หรือ 4.85%

*** โบรกฯ มองดัชนีมีโอกาสลงแตะ 1,500 จุด แนะขายลดพอร์ตถือเงินสด

       นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรง เนื่องจากมีแรงกดดันจากกระแสข่าวที่นายสตีเฟ่น บานเซล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) โมเดอร์น่า ได้แสดงความกังวลว่าวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ที่มีในปัจจุบันอาจมีประสิทธิภาพการป้องกันลดลง และ อาจใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะพัฒนาวัคซีนตัวใหม่ที่สามารถใช้ป้องกันไวรัสโควิดสายพันธุ์โอไมครอนได้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวได้ทำให้ตลาดหุ้นภูมิภาค,ดัชนีหุ้นฟิวเจอร์ส และราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงแรง

       ทั้งนี้ ประเมินว่าดัชนีฯมีโอกาสหลุดถึงระดับ 1,500 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ดัชนีฯเคยปรับตัวลงมาในครั้งเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศ โดยมีผู้ติดเชื้อแตะระดับ 20,000 ราย ในช่วงที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าดัชนีฯคงไม่หลุดต่ำกว่า 1,500 จุด เนื่องจากถือเป็นระดับที่ต่ำกว่า -0.5 SD ซึ่งตรงนั้นถือว่าเป็นจุดที่น่าสนใจเข้าซื้อ เพราะขนาดการแพร่ระบาดในรอบที่ 3-4 ดัชนีฯยังไม่เคยลดลงถึงระดับนั้น

       ด้านกลยุทธ์การลงทุนนั้น แนะนำนักลงทุนที่ปรับพอร์ตไม่ทันให้ชิงขายหุ้นบางส่วนออกไปก่อน และถือเงินสดให้มากขึ้น เพราะตลาดหุ้นยังมีความไม่แน่นอนสูง หรือ นักลงทุนระยะกลาง-ยาวอาจทยอยซื้อหุ้นที่น่าจะได้รับผลกระทบจำกัด เช่น กลุ่มสื่อสาร,โลจิสติกส์,อาหาร และ กลุ่มหุ้นปันผลดี


*** ชี้หากโควิดโอไมครอน ระบาดรุนแรง อาจฉุดหุ้นทั่วโลกดิ่ง 15-20%     

       นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า ผลกระทบจากโควิดโอไมครอน ต่อเศรษฐกิจนั้น ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะประเมินถึงความเสียหาย แต่เบื้องต้นได้คาดการณ์กรณีการแพร่ระบาดไว้ 2 กรณี คือ 1.กรณีที่ไม่รุนแรง (Best Case Scenario) และ 2.กรณีที่สร้างผลกระทบรุนแรง (Worst Case Scenario) 

       โดยกรณีสร้างผลกระทบรุนแรงนั้น หากโอไมครอน(Omicron)มีความสามารถในการระบาดสูงกว่า Delta 2 เท่า และ วัคซีนที่มีอยู่ไม่สามารถยับยั้งการระบาดของโรคได้ หากเป็นเช่นนี้ทั่วโลกอาจจะเจอกับการแพร่ระบาดรุนแรงเทียบเท่ากับเชื้อไวรัส COVID–19 สายพันธุ์ Alpha ในช่วงที่ยังไม่มีวัคซีน ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ หลายประเทศอาจต้องกลับไปใช้มาตรการ Lockdown ที่เข้มงวดอีกครั้ง เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยจะพุ่งขึ้นเรื่อยๆ จนโรงพยาบาลรับไม่ไหว 

       “ยิ่งไปกว่านั้นการ Lockdown รอบนี้รัฐบาล และ ธนาคารกลางของแต่ละประเทศเริ่มจะมีข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบันเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง อีกทั้ง ระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) จะถูกกระทบจากผลของ Lockdown ทำให้เงินเฟ้อยังทรงตัวในระดับสูง แม้ความต้องการบริโภค (Demand) จะลดลง ทั้งนี้ หากเป็นไปตามคาดการณ์ว่า Omicron ระบาดอย่างรุนแรง คาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกมีโอกาสปรับลงจากปัจจุบันถึง 15-20%” นายคมศร กล่าว 

        ในทางกลับกันกรณีผลกระทบไม่รุนแรง (Best Case Scenario) โดย COVID–19 สายพันธุ์ Omicron ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่กังวล ตลาดหุ้นก็อาจปรับขึ้น (Rebound) กลับไปในระดับก่อนมีข่าว หรือ มีโอกาสปรับขึ้นประมาณ 2-3% เท่านั้น 

        นายคมศร กล่าวอีกว่า จะเห็นได้ว่าโอกาสที่หุ้นทั่วโลกจะปรับตัวลง (Downside) ยังมีมากกว่า โอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น (Upside) อย่างมาก ดังนั้น ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ จึงประเมินว่า ตลาดหุ้นที่ระดับปัจจุบันยังไม่สะท้อนความเสี่ยงจากประเด็นนี้อย่างเพียงพอ และ น่าจะยังถูกกดดันต่อเนื่องในระหว่างที่กำลังรอความชัดเจน ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์

*** โบรกฯ รับโอไมครอนกระทบผลประกอบการ บจ. 

       นายกิจพล ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์โอไมครอน อาจจะส่งผลให้รัฐมีมาตรการเข้มงวดมากขึ้นแล้วจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) 

       แต่มองว่า สถานการณ์แบบนี้ นักลงทุนต้องกลับมาดูว่ากระทบพอร์ตของตัวเเองหรือเปล่า อาจจะกระทบกับหุ้นที่เกี่ยวกับการเปิดเมือง เปิดประเทศ แต่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวการบริโภคในประเทศยังเดินหน้าต่อ เพราะหุ้นกลุ่มเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจจะล่าช้า หรือ ไม่ได้รับผลดีเร็วอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ 

       อย่างไรก็ตาม อยากให้นักลงทุนติดตามใกล้ชิด เพราะเวลาที่มีปัญหาเรื่องสายพันธุ์ใหม่ จะใช้เวลาราว 2 สัปดาห์ ก็จะมีความชัดเจนในแง่ข้อมูล ทั้งเรื่อง ยา และวัคซีน  ซึ่งคาดว่า สัปดาห์หน้าน่าจะมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น นักลงทุนกังวลได้แต่อย่าวิตกจนเกินไป พร้อมให้แนวรับรอบนี้ 1,570 จุด และ 1,550 จุด

*** โมเดอร์น่า ชี้วัคซีนปัจจุบันป้องกันโอไมครอนได้น้อยลง

       สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า นายสตีเฟ่น บานเซล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) โมเดอร์น่า ได้แสดงความกังวลว่า วัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ที่มีในปัจจุบันอาจมีประสิทธิภาพการป้องกันลดลง หากใช้ป้องกันไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน ซึ่งทำให้บริษัทผู้ผลิตยาทั่วโลกจำเป็นต้องพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสตัวใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่
    CEO โมเดอร์น่า กล่าวว่า ในมุมมองของเขาไม่มีวัคซีนชนิดไหนที่มีประสิทธิในการป้องกันไวรัสโควิด-19 ทุกสายพันธุ์ในระดับเดียวกัน ซึ่งในปัจจุบันวัคซีนโมเดอร์น่ามีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันไวรัสทุกสายพันธุ์ รวมถึงสายพันธ์เดลต้า แต่สำหรับสายพันธุ์โอไมครอนที่มีการกลายพันธ์ในส่วนของโปรตีนหนาม (Spike Protein) ที่ทำให้ไวรัสแพร่ระบาดได้อยางรวดเร็ว และอาจทำให้วัคซีนมีประสิทธิภาพลดลงไป ซึ่งทำให้ทุกบริษัทต้องทำการพัฒนาและปรับสูตรวัคซีนเพื่อให้สามารถป้องกันไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนต่อไป
  ขณะที่นายอัลเบิร์ต บอร์ล่า ประธานเจ้าหน้าบริหาร (CEO) ของไฟเซอร์ก็ได้แสดงความวิตกในประเด็นของไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน เช่นเดียวกัน โดยยืนยันว่าไฟเซอร์พร้อมที่พัฒนาวัคซีนชนิดใหม่ที่มุ่งเป้าไปที่ไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน ภายใน 100 วัน หากวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพในการป้องกันลดลง
  โดยล่าสุดสำนักข่าวเกียวโด นิวส์รายงานว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน ในญี่ปุ่นเป็นรายแรกแล้ว โดยเป็นเจ้าหน้าของรัฐบาลอายุ 30 ปีที่มีประวัติการเดินทางมาจากประเทศนามิเบีย

*** Fitch-Moody เตือนโอไมครอน อาจทำให้ศก. โลกถดถอยอีกครั้ง

       สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า Fitch Ratings และ Moody Investors Service สองหน่วยงานจัดอันดับชั้นนำของโลกได้ประกาศเตือนว่าไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน อาจส่งผลกระทบกับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น หลังองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศเตือนว่าไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนอาจมีความเสี่ยงสูงที่ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น

        นางเอเลนา ดักการ์ กรรมการผู้จัดการ Moody กล่าวว่า ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน ถือเป็นปัจจัยใหม่ ที่อาจสร้างความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและอัตราเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานกำลังขยายตัว ซึ่งส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานในหลายประเทศ ซึ่งไวรัสดังกล่าวยังอาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในฤดูการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายช่วงเทศกาลวันหยุดที่กำลังจะมาถึงนี้

        ขณะที่ Fitch Ratings กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอเมครอน จะส่งผลกระทบอย่างไรกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจนกว่าจะทราบอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความรุนแรงของไวรัสและอัตราการแพร่ระบาด ซึ่งเราคาดการณ์ว่าอาจเกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลกเหมือนกับช่วงครึ่งแรกของปี 2563 แต่การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อและผลกระทบจากไวรัสโอเมครอนอาจทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจมหภาคมีความซับซ้อนมากขึ้น

        ทั้งนี้ จากการค้นพบไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน ได้ทำให้หลายประเทศเริ่มทำการปิดพรมแดนประเทศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่หลายสายการบินได้เริ่มจำกัดการเดินทางของผู้โดยสารจากแอฟริกาใต้ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสดังกล่าวแพร่ระบาดไปทั่วโลก







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด