ข่าวนี้ที่ 1

10 ข่าวเด่นปี 64 "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"

10 ข่าวเด่นปี 64

    เปิด 10 อันดับข่าวเด่นในวงการเศรษฐกิจ ตลาดเงิน ตลาดทุน ประจำปี 64 ของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ยกดีล ควบ TRUE - DTAC เป็นสุดยอดข่าวของปี ขณะที่หลายบจ.เริ่มลงทุนหนัก เพื่อปรับตัวสู่เทรนด์อนาคต ทั้ง EV - สินทรัพย์ดิจิทัล ท่ามกลางศก.ที่ยังผันผวนจากโควิด-19 


    ภาคตลาดเงิน-ตลาดทุนในปี 64 เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นมามากมาย  ทั้งภาพรวมเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ตลาดหุ้นที่ฟื้นตัวขึ้นมา การควบรวมของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่  รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็นกระแสร้อนแรง  
    
    " สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย "  จึงได้จัดอันดับ 10 ข่าวเด่นประจำปีนี้ ให้นักลงทุนได้ทบทวนว่าตลอดปีที่ผ่านมานี้ มีข่าวคราวในแวดวงการเงินที่สำคัญอะไรกันบ้าง      

1. บิ๊กดีลสื่อสาร TRUE - DTAC

    ดีลใหญ่แห่งวงการสื่อสารและตลาดหุ้นไทยปีนี้ต้องยกให้การรวมร่างกันระหว่าง TRUE กับ DTAC โดย "กลุ่มซีพี" กับ "เทเลนอร์" ร่วมทุนตั้งบริษัทใหม่ชื่อ "ซิทริน โกลบอล" เพื่อเตรียมทำเทนเดอร์หุ้นทั้งหมดของ TRUE และ DTAC ซึ่งจะรับซื้อหุ้น TRUE ที่ราคา 5.09 บาท และ DTAC ราคา 47.76 บาท 

    จากนั้น TRUE กับ DTAC จะจัดสรรหุ้นใหม่ที่เกิดจากการควบรวมให้แก่ผู้ถือหุ้นของทั้ง 2 บริษัท ในอัตราส่วน 1 หุ้น เดิม DTAC ต่อ 24.53775 หุ้น ในบริษัทใหม่ และ 1 หุ้นเดิมใน TRUE ต่อ 2.40072 หุ้น ในบริษัทใหม่ 

    ทั้งนี้คาดว่า "ซิทริน โกลบอล" จะมีหุ้นที่ออกและจําหน่ายแล้วทั้งหมด 1.38 แสนล้านหุ้น พาร์ 1 บาท ส่งผลให้มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นของ TRUE ถือหุ้นบริษัทใหม่ 8 หมื่นล้านหุ้น หรือ 57.96%  และผู้ถือหุ้น DTAC ถือจำนวน 5.8 หมื่นล้านหุ้น หรือ 42.03% ซึ่งการควบรวมครั้งนี้จะทำให้มาร์เก็ตแชร์ของบริษัทใหม่ขึ้นมาอยู่ที่ราว 40% ใกล้เคียงกับเบอร์ 1 อย่าง AIS โดยคาดว่าดีลนี้จะทำดิวดิลิเจนท์เสร็จภายในไตรมาส 1/65 


2. SCBx ซื้อ Bitkub

     เรียกเสียงฮือฮาในวงการการเงินครั้งใหญ่ สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ที่ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อเป็น "ยานแม่" ของวงการธนาคาร ด้วยการจัดตั้ง บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBx เพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทลงทุน (Holding Company) ในธุรกิจฟินเทคอย่างเต็มตัว เพื่อปรับตัวสู้กับกระแส disrupt กลุ่มธนาคารที่มาอย่างรวดเร็ว ด้วยการแยกบ.ย่อยอีกกว่า 10 บริษัท ครอบคลุมทั้งธนาคาร - สินเชื่อ - สินทรัพย์ดิจิทัล  
     
    หลังจากตั้งยานแม่ได้ไม่นาน SCBx ก็ประกาศดีลครั้งสำคัญในวงการสินทรพัพย์ดิจิทัล ด้วยการเข้าลงทุนใน บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub) ผู้นำด้านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย ผ่านการเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วน 51%  คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 17,850 ล้านบาท โดยมี บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่  เพื่อสร้างระบบนิเวศทางด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่ง SCBx คาดว่าดีลนี้จะเสร็จสิ้นภายในไตรมาสแรกของปี 65

 

3. ล็อกดาวน์ Q3 ศก. - กำไรบจ.พินาศ

    จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กลับมาแพร่ระบาดครั้งใหญ่ในไตรมาส 3/64 จนมีผู้ติดเชื้อระดับหมื่นคนต่อวัน และยอดเสียชีวิตพุ่งจนยอดรวมทะลุ 2 หมื่นคน  ทำให้ภาครัฐต้องงัดมาตรการคุมเข้ม หรือจำกัดการเดินทางของประชาชน (ล็อกดาวน์) กระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่งจะเริ่มคึกคักต้องหยุดชะงักทันที  จนสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/64  ติดลบ 0.3% เป็นระดับต่ำสุดของปี 

    ขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ก็ได้รายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน รวม 744 บริษัท คิดเป็น 96.2% จากทั้งหมด 733 บริษัท  พบว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/64 เทียบกับไตรมาส 2/64 บจ. มีกำไรจากการดำเนินงาน 383,576 ล้านบาท ลดลง 8.3% และมีกำไรสุทธิ 203,809 ล้านบาท ลดลง 23.7% ซึ่งแทบจะทุกบริษัทชี้แจงรายละเอียดผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/64 ว่าส่วนใหญ่มาจากเศรษฐกิจที่หยุดชะงักจากผลกระทบของการล็อกดาวน์ และการระบาดของโควิด-19 นั่นเอง  

     

4. OR - IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์

    หุ้นบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กลายเป็นกระแสที่ไม่เคยมีหุ้นตัวไหนที่ทำให้คนพูดถึงกันทั่วบ้านทั่วเมือง จากการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ใช้กลยุทธ์ด้านสื่อสารการตลาดที่เข้มข้นมากที่สุดตัวของตลาดทุน จนจุดกระแส "หุ้นแห่งชาติ" ขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง แม้แต่คนที่ไม่เคยสนใจตลาดหุ้นยังต้องการเป็นส่วนหนึ่งใน IPO ครั้งนี้ 

     OR แบ่งหุ้นราว 22% มาให้นักลงทุนที่สนใจได้มาร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจ ผ่านการจองแบบ Small Lot First ที่รับประกันว่าผู้จองจะได้หุ้นทุกคน  จึงไม่แปลกใจที่นักลงทุนรายย่อยให้ความสนใจจองซื้อเป็นจำนวนมากถึง 5.3 แสนราย สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ของตลาดหุ้นไทย

    โดยเสนอขายหุ้น IPO 2,610 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 18 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุนรวม 46,980 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 208,980 ล้านบาท ราคา IPO 18 บาท ถือว่าให้พรีเมี่ยมมากกับนักลงทุน วันแรกแจกกำไรขึ้นไปปิด 29.25 บาท มี Market cap แตะระดับแสนล้าน และถูกคัดเลือกเข้าสู่ดัชนีสำคัญ เช่น SET50, SET100, MSCI  
    

5. บจ.แห่ลุย กัญชง - กัญชา 

    กระแสสุดร้อนแรงในปี 64 คงต้องนับรวมประเด็นการเห็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์(บจ.) หลากหลายวงการ ไปรุกธุรกิจกัญชง ไล่เรียงไปตั้งแต่กลุ่มเกษตร-โรงพยาบาล หรือในกลุ่มที่อาจดูไม่มีความเกี่ยวข้องเลย อย่าง โรงไฟฟ้า - บันเทิง ผ่านการลงทุนเอง หรือไปร่วมทุนกับบริษัทผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่ต้นน้ำ(ปลูก) , กลางน้ำ(สกัด) และปลายน้ำ(ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเวชสำอางค์-เครื่องดื่ม อาหาร) ซึ่งปีนี้เริ่มเห็นความชัดเจนของกลุ่มบจ.ดำเนินการบ้างแล้ว หลังจากองค์การอาหารและยา(อย.) ทยอยอนุญาตทั้งในส่วนของกลุ่มต้นน้ำและกลางน้ำ เช่น RBF - STA - GUNKUL - SUN - TGPRO - DOD - BC - PAF - ORI เป็นต้น 

    โดยในส่วนของธุรกิจปลายน้ำที่หลายบจ. ต่างมีแผนจะออกเป็นตัวผลิตภัณฑ์ต่างๆ ส่วนใหญ่ข่าวสารที่ได้รับคือ อาจเริ่มดำเนินการได้ในช่วงไตรมาส 1/65 เป็นต้นไป เพราะในเบื้องต้นต้องขอใบอนุญาตจากอย.ก่อน ซึ่งต้องยอมรับว่าขั้นตอนการได้รับอนุญาตอาจล่าช้ากว่าที่กลุ่มบจ.คาดเล็กน้อย ว่าจะเริ่มเห็นตั้งแต่ช่วงปลายปี 64 โดยกลุ่มที่เตรียมออกผลิตภัณฑ์ที่มาจากสารสกัดกัญชง เช่น  RS - ICHI - XO - MEGA - CBG เป็นต้น 

    ซึ่งนอกเหนือจากบริษัทที่กล่าวมา ยังมีอีกหลายบจ. ที่สนใจเข้าร่วมธุรกิจนี้ แต่สิ่งสำคัญคืออยากรอความชัดเจนด้านราคาก่อน เพราะปัจจุบันนี้ตลาดกัญชงในประเทศไทย ทั้งในรูปแบบก่อนสกัดและสกัดเป็นสาร CBD เพื่อใช้ต่อยอดผลิตภัณฑ์ต่างๆ ยังไม่สามารถประเมินกรอบราคาได้ จึงต้องติดตามว่าผลผลิตที่คาดว่าจะเห็นการทยอยเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนม.ค.65 เป็นต้นไป  ซึ่งจะเป็นปัจจัยสะท้อนให้เห็นทั้งแนวโน้มราคา และจำนวนผู้เล่นในตลาดนี้ ว่าจะอยู่รอดกันไปได้มากน้อยเพียงใด  


6. สินทรัพย์ดิจิทัลบูม-หน่วยงานกำกับวิ่งไล่ออกกฎ

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 64 เป็นปีที่ตลาดสินทรัพย์ร้อนแรงมาก หลังราคาบิทคอยน์แตะ 1 ล้านบาทเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ต้อนรับปีใหม่ 64 จากนั้นมานักลงทุนหน้าใหม่ก็แห่กันเข้ามา เพื่อเริ่มต้นลงทุนเปิดบัญชีซื้อขายกับเว็บเทรดในไทย หนักหนาสาหัสถึงขนาดเว็บเทรด Bitkub ล่มกันเลยทีเดียว เป็นปรากฎการณ์ที่ต้องจารึกทั้งในมุมหน่วยงานกำกับ ผู้ลงทุน และผู้ประกอบการเอง

    ไม่เพียงแค่นักลงทุนเข้ามาในตลาดนั้น แต่ปี 64 ยังเป็นปีที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น กระโดดร่วมวงสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน จนถึงขนาด ก.ล.ต.ต้องร่อนจดหมายถึงบริษัทจดทะเบียนทุกแห่งเพื่อเตือนว่า ต้องพิจาณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นมีความเสี่ยงสูง แต่ก็ไม่ได้ห้ามเพียงแต่ต้องคิดให้รอบคอบ นอกจากนี้ ก็มีการ เปิดเฮียริ่งแนวทางห้ามที่ปรึกษาและผู้จัดการเงินทุน ให้คำแนะนำเกี่ยวกับ DeFi   

    นอกจากในแง่ของการลงทุน หลายบริษัทในตลาดหุ้นได้ทยอยเปิดรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยคริปโทเคอร์เรนซี โดยจะทำการแปลงคริปโทเป็นบาทผ่านตัวกลางก่อน หลายเจ้าไปดีลกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย และทำการตลาดกันอย่างคึกคัก จนธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องออกมาย้ำเตือนว่า "ไม่สนับสนุนการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการแลกสินค้าและบริการ" ซึ่งล่าสุดแบงก์ชาติกับ ก.ล.ต. กำลังสรุปแนวทางกำกับการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการแลกสินค้าและบริการ คาดจะประกาศในเร็วๆ นี้    


7. หุ้น EV คึกคัก รับเมกะเทรนด์โลก 

    กระแสยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นอีกหนึ่งเมกะเทรนด์ที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมากในปี 64 หลังจากทั่วโลก เริ่มตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม,ราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงมาตรการส่งเสริมต่างๆของภาครัฐเพื่อจูงใจให้คนหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น จึงแวดวงผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดังกล่าว อาทิ ค่ายรถยนต์ต่างๆ,ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และผู้ลงทุนต่างๆที่เริ่มหันมาให้ความสนใจด้านการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและเดินหน้าเข้ามาลงทุนหุ้นในเกี่ยวข้องกับ EV กันอย่างคึกคัก สะท้อนได้จากราคาหุ้นในกลุ่ม EV ที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา 

    โดยในปัจจุบันพบว่ามีจดทะเบียนไทย (บจ.) ที่ประกาศทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ EV กันหลากหลายด้าน อาทิ โรงงานแบตเตอรี่ลีเทียมไอออน, สถานีชาร์จไฟฟ้า,ชิ้นส่วนประกอบยานยนต์ไฟฟ้า และแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น โดยนับรวมกันแล้วมีจำนวนไม่น้อยกว่า 29 บริษัท ขณะที่หลายบริษัทก็มีแผนการขยายธุรกิจสู่ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าในหลายระดับและคาดจะเห็นกระแสหุ้นเกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

      บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดในปีนี้  หลังจากเปิดโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเฟสแรกขนาด 1 GWh และโรงงานประกอบรถโดยสารไฟฟ้า (EV) อย่างเป็นทางการ จนราคาหุ้นพุ่งอย่างร้อนแรงในช่วงปลายปี ปลุกกระแสให้นักงทุนหันมาสนใจกับธุรกิจยานยต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  ขณะที่รัฐบาลใกล้จะออกมาตรการหนุนธุรกิจกลุ่มนี้ออกมาในช่วงต้นปี 65 ซึ่งคาดว่าจะทำให้ปีหน้ายังเป็นปีทองของตลาด EV อีกเช่นกัน   
 

8. THAI เดินหน้าฟื้นฟูกิจการ

    หลังศาลล้มละลายกลางเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ที่เผชิญปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว ระดับ 4 แสนล้านบาท  เพื่อกอบกู้วิกฤตองค์กร คงสถานะการเป็น "สายการบินแห่งชาติ"  นำมาสู่การปฎิรูปครั้งใหญ่ ทั้งการปรับโครงสร้างองค์กร เปลี่ยนสถานะจากรัฐวิสาหกิจ เป็นบริษัทมหาชน เพื่อความคล่องตัว โปร่งใส ตรวจสอบได้  ทั้งลดค่าใช้จ่าย -ขนาดองค์กร -จำนวนพนักงานจากเกือบ 30,000 คน เหลือไม่ถึง 15,000 คน เร่งขายทรัพย์สินที่มีอยู่ ทั้งหุ้น NOK-BAFS อสังหาริมทรัพย์ เพื่อเพิ่มเงินสดและสภาพคล่องอย่างเร่งด่วน 

    โดยจากนี้ THAI จำเป็นต้องเร่งหาเงินทุนใหม่อีก 50,000 ล้านบาท ภายใน 2 ปี ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่า "เจ้าหนี้สถาบันการเงิน" พร้อมให้กู้อีก 25,000 ล้านบาท ทยอยเบิกจ่ายตั้งแต่ต้นปี 65 แต่การฟื้นฟูกิจการจะสะดุดหรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ "กระทรวงการคลัง" ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ มีความพร้อมเพิ่มทุนใส่เงินเพิ่มให้อีก 25,000 ล้านบาท หรือไม่ เพราะจนถึงขณะนี้ยังไร้สัญญาณการตอบรับใดๆ 

    อย่างไรก็ตามแผนฟื้นฟูการบินไทยเริ่มจะเห็นผลในเชิงบวก เห็นได้จากผลประกอบการ 9 เดือนปี 64 ที่มีกำไร 5.1 หมื่นล้านบาท แม้จะเป็นกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์-ปรับโครงสร้างหนี้ก็ตาม แต่หลายฝ่ายก็เชื่อนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะหากการท่องเที่ยว - การบินซึ่งเป็นรายได้หลักสำคัญกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง วิกฤตครั้งนี้จะเป็นบทเรียนที่ทำให้การบินไทยจะบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจนกลับมาเป็น "สายการบินแห่งชาติ" อย่างเต็มภาคภูมิอีกครั้ง  


9. GULF ฮุบ INTUCH

    หลังจากช่วงปี 63 บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) เดินหน้าเข้าซื้อกิจการ (M&A) เข้ามาเติมพอร์ตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากโรงไฟฟ้า ที่เป็นธุรกิจหลักแล้ว GULF ยังขออนุมัติผู้ถือหุ้น เข้าซื้อหุ้น บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) เพิ่มเติม รวมเป็นสัดส่วนการถือหุ้นทั้งหมด ขณะนั้น อยู่ที่ 15% ของหุ้นทั้งหมด

    ต่อมาในช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา GULF สร้างความฮือฮาอย่างต่อเนื่อง หลังประกาศทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ที่เหลือทั้งหมด (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) ของ INTUCH ในช่วงเดือน มิ.ย. - ส.ค.64 ในราคา 65 บาท/หุ้น โดยการทำเทนเดอร์ฯดังกล่าว GULF สามารถซื้อหุ้น INTUCH เพิ่มได้ 23.32% ส่งผลให้ปัจจุบัน GULF ได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ INTUCH ด้วยจำนวนหุ้นที่ถือครองอยู่ทั้งหมด 1,354,752,952 หุ้น หรือคิดเป็น 42.25% ของหุ้นทั้งหมด แทนที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่เดิม อย่าง SINGTEL GLOBAL INVESTMENT PTE. LTD. ที่เคยถือหุ้น INTUCH สัดส่วน 21% 

    ส่วนคำถามต่อมาว่า GULF จะต่อยอดกับ INTUCH อย่างไร ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินแผนระยะยาวว่า GULF น่าจะผสานเทคโนโลยีกับ INTUCH  เปลี่ยนตัวเองเป็น Digital Power Operator ในการขายไฟฟ้าตรงให้กับลูกค้าทั่วไปในอนาคต ส่วนในระยะสั้นก็เริ่มเห็นการรุกเข้าธุรกิจดิจทัลของ GULF มากขึ้นในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น การร่วมทุนกับ Singtel ลุยธุรกิจ Data Center  หรือตั้งบ.ย่อยสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform)  

    

10. ซีพี จัดระเบียบธุรกิจค้าปลีกครั้งใหญ่ พร้อมเจาะตลาดโลก 

    หลังจากปลายปี 63 ที่ผ่านมา กลุ่มซีพี หรือกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ มหาอำนาจด้านธุรกิจอาหาร ได้สร้างความฮือฮาด้วยการปิดดีลซื้อ เทสโก้ โลตัส ด้วยมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท  จนในปี 64 เป็นอีกหนึ่งปีที่กลุ่มซีพี ยังคงสร้างความฮือฮาไม่เลิก ด้วยการปรับโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกครั้งใหญ่ เพื่อจัดระเบียบธุรกิจค้าปลีกที่มีอยู่ในมือ ทั้ง MAKRO - CPALL และน้องใหม่อย่าง Lotus's ให้เข้ารูปเข้ารอย และง่ายต่อการบริหารงานมากขึ้น 

    สรุปแบบสั้นๆ นั่นคือซีพี.รีเทลโฮลดิ้ง เจ้าของ Lotus's ได้โอนธุรกิจของ Lotus's ในไทย และมาเลเซีย มูลค่ากว่า 2.17 แสนล้านบาท ให้ไปอยู่ในความดูแลของ MAKRO เพื่อวัตถุประสงค์ในการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ส่วนทาง MAKRO เองก็ได้เพิ่มทุนด้วยการออกหุ้นเพิ่มทุนอีก 6.37 พันล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 43.50 บาท เสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงให้ ซีพี.รีเทลโฮลดิ้ง 5 พันล้านหุ้น เพื่อชำระค่าตอบแทนการโอนหุ้น และส่วนที่เหลือก็นำจำหน่ายกับนักลงทุนสถาบันและรายย่อยต่อไป 

    ซึ่งกระแสตอบรับในการขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปของ MAKRO ก็ถือว่าเป็นไปด้วยดี เพราะนอกจากยอดจองจะคึกคัก นักลงทุนสถาบันอย่างบลจ.ชั้นนำของไทย 14 แห่งก็ให้ความสนใจจองหุ้นไม่แพ้กัน ทำให้กลุ่มซีพีปิดดีลระดมทุน 5 หมื่นล้านบาทได้รวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตามหลังจากหุ้นเข้าซื้อขาย ราคากลับลงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นที่น่าจับตาว่า หลังจากซีพีจัดระเบียยกลุ่มค้าปลีกจนเข้าที่เข้าทางแล้ว ราคาหุ้นธุรกิจค้าปลีก ของเครือซีพีจะกลับมาฟื้นตัวให้นักลงทุนได้ชื่นใจเมื่อไหร่?   







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด