ข่าวนี้ที่ 1

SET เสี่ยงหลุด 1,600 จุด จับตาโควิดกลายพันธุ์-เฟดลด QE

SET เสี่ยงหลุด 1,600 จุด จับตาโควิดกลายพันธุ์-เฟดลด QE

          โบรกฯ มองหุ้นไทยสัปดาห์นี้ (29 พ.ย.-3 ธ.ค. 64) มีโอกาสหลุด 1,600 จุด หากไม่สามารถควบคุมการระบาดของไวรัสโควิดกลายพันธุ์ได้ ให้แนวรับ 1,580 จุด แต่คาดดัชนีหุ้นเดือนธ.ค.จะฟื้นกลับมายืนเหนือ 1,600 จุดได้  ให้แนวต้าน 1,650-1,700 จุด แนะจับตาประชุมเฟดช่วงกลางเดือนชี้ชัดแนวโน้มดอกเบี้ย-QE


          *** บล.หยวนต้า แนะชะลอลงทุน ชี้หากคุมโควิดกลายพันธุ์ไม่อยู่ หุ้นหลุด 1,600 จุด

          นายภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)หยวนต้า เปิดเผยว่า ดัชนีฯ มีความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดโควิดสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งมองว่าหลังจากนี้ต้องรอดูผลประชุมองค์การอนามัยโลก(WHO) ว่าจะมีข้อสรุปเรื่องวัคซีนที่มีอยู่จะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้หรือไม่  โดยกรณีที่ไม่สามารถควบคุมได้มองมีโอกาสที่ดัชนีฯจะปรับตัวลดลง ให้แนวรับที่ 1,580 จุด ส่วนระดับ 1,600 จุด จะกลายเป็นแนวต้าน เพราะกังวลการเกิดระบาดรอบใหม่ และกรณีที่สามารถใช้วัคซีนที่มีควบคุมการแพร่ระบาดได้ ดัชนีฯ จะมีแนวรับที่ 1,600 จุด แนวต้าน 1,650 จุด 

          สำหรับภาพรวมการลงทุนในช่วงนี้แนะนำให้ชะลอลงทุนรอดูสถานการณ์ก่อน (Wait&See)เนื่องจากตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นมากแล้ว และเดือนธ.ค.เป็นช่วงมีเทศกาลวันหยุดยาว อีกทั้งมีเรื่องการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ช่วง 14-15 ธ.ค.นี้ ถึงแนวทางการลดมาตรการเชิงปริมาณ(QE) รวมถึงความกังวลในเรื่องหน่วยงานรัฐต่างๆ ของสหรัฐฯ อาจปิดทำการ(Government Shutdown) หากไม่สามารถหาทางแก้ไขเพดาหนี้ได้ในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ยังคงต้องติดตาม


          *** บล.บัวหลวง คาดดัชนีอาจหลุด 1,600 จุดชั่วคราว ก่อนรีบาวน์กลับ  

          นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุนและเทคนิค บล. บัวหลวง เปิดเผยว่า ภาพรวมดัชนีฯ ที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากตอบรับข่าวโควิดกลายพันธุ์ใหม่ ซึ่งตลาดกลับมากังวลการแพร่ระบาด หลังจากประเทศไทยเริ่มเปิดประเทศไม่นาน 

          ประกอบกับมองว่าภาพรวมดัชนีฯ ที่ลงแรงมาจากภาวะตลาดเริ่มไม่มีปัจจัยบวกที่จะช่วยสนับสนุนให้ดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงได้ อีกทั้งในช่วงปลายปีแบบนี้ยังไม่มีประเด็นกองทุน LTF-RMF เหมือนเช่นก่อน จากการปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบกองทุน SSF ซึ่งการลงทุนไม่สามารถลงเม็ดเงินได้เยอะเช่นเดียวกับรูปแบบเก่า อีกทั้งในช่วงปลายปีจะเกิดเหตุการณ์กองทุนเริ่มปรับพอร์ตใหม่ (Realign) เพื่อปรับสมดุลของพอร์ต เพื่อจะเลือกหุ้นที่มีการเติบโตในปีหน้าเข้ามาแทน 

          ทั้งนี้ คาดว่าดัชนีอาจปรับตัวลดลงหลุด 1,600 จุดได้แค่ชั่วคราว และกินระยะเวลาสั้นๆ โดยสามารถกลับมายืนเหนือระดับกล่าวได้เช่นกัน เพราะเป็นระดับแนวรับทางเทคนิค และในช่วงกลางเดือนธ.ค.ของทุกปีส่วนใหญ่เม็ดเงินต่างชาติไหลออกไม่แรง ด้านแนวต้านประเมิน 1,640 และ 1,650 จุด 

          โดยกลยุทธ์แนะนำให้นักลงทุนเก็งกำไรหุ้นขนาดกลางและเล็ก เช่น กลุ่มรับจ้างติดตามหนี้ ซึ่งมีโอกาสรับงานจากธนาคารเพิ่มในช่วงปลายปี  กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากจะมีงานประมูลภาครัฐบาลที่คาดว่าจะออกในช่วงปลายปี และ กลุ่มโลจิสติกส์ เพราะมองว่าการสต็อกของก่อนตรุษจีน อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนได้ 

          *** บล.ทิสโก้ มั่นใจหุ้นไทยยืนเหนือ 1,600 จุด ได้ 

          นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด มองว่า สัปดาห์นี้ (29 พ.ย.-3 ธ.ค. 64) ดัชนีหุ้นไทยอาจมีการพักฐาน จากความกังวลไวรัสโควิด-19 ที่กลายพันธุ์ แต่มั่นใจว่าจะยังสามารถยืนอยู่เหนือ 1,600 จุดได้ สำหรับในเดือน ธ.ค. ตลาดหุ้นไทยอาจจะมีการปรับฐานเช่นเดียวกัน แต่จะไม่หลุดแนวรับที่ 1,600 จุด และมีโอกาสกลับมา Sideway ในกรอบ 1,600-1,660 จุด 

          โดยปัจจัยที่จะต้องติดตาม ประกอบด้วย ในวันที่ 2 ธ.ค. นี้ จะมีการประชุมโอเปกพลัส โดยจะต้องติดตามว่ากลุ่มโอเปกจะยังคงเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอยู่หรือไม่ หรือจะลดกำลังการผลิต รวมถึงต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด และปรับลดวงเงินของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณมากขึ้นเป็น 30,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ทำให้มีโอกาสที่จะยุติมาตรการคิวอีเร็วขึ้น จากเดิมในช่วงกลางปี 65 เป็นช่วงเดือนมี.ค.ปี 65 

          "จากปัจจัยกดดันต่างๆ มองว่า หากตลาดหุ้นปรับลดลงมาทดสอบแถวๆ 1,600 จุด จะเห็นการรีบาวน์ (Rebound) ทางเทคนิคได้ ในช่วงสัปดาห์หน้าต้นสัปดาห์อาจจะมีความกังวลในเรื่องการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด และ MSCI Rebalance แต่ช่วงกลางและปลายสัปดาห์จะเริ่มเห็นทิศทางดีขึ้น โดยเชื่อว่าการประชุมโอเปกจะทำให้ราคาน้ำมันน่าจะฟื้นตัวขึ้นได้"นายอภิชาติ กล่าว 


          *** บล.เคทีบีเอสที คาด SET ธ.ค. เคลื่อนไหวในกรอบ 1,680-1,700 จุด 

          นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ว่า ตลาดหุ้นไทยในเดือน ธ.ค. ยังคงยืนเหนือ 1,600 จุดได้ และมองว่าน่าจะเดินหน้าได้ต่อ โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวที่ 1,680-1,700 จุด โดยมีปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว และการเปิดประเทศผ่านไปได้ด้วยดี โดยนักลงทุนในตลาดหุ้นจะให้น้ำหนักกับหุ้นที่อิงการลงทุนที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนภาคเอกชนและแรงกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐมากกว่าหุ้นที่อิงกับการท่องเที่ยว 

          แต่อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยง ประกอบด้วย การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กลายพันธุ์ โดยต้องติดตามว่าการระบาดจะมีความรุนแรงและขยายวงกว้างหรือไม่ รวมถึงติดตามการส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ย การลดคิวอีของธนาคารกลางสหรัฐ และทิศทางของราคาน้ำมัน 

          "ตลาดหุ้นไทย ได้รับข่าวสารเกี่ยวกับการระบาดไวรัสโควิด-19 มาระยะหนึ่งแล้ว และหลายประเทศเริ่มมีการระบาดอีกครั้ง ในสายพันธุ์อื่น ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวไม่ได้เป็นที่น่าสนใจในช่วงก่อนหน้านี้ โดยมองว่า ผลกระทบที่จะมีคงไม่ได้มากเพิ่มเติม เพราะที่ประเมิน เราไม่ได้ประเมินว่าคนจะกลับมาอยู่แล้ว ดังนั้นความตกใจอาจจะตกใจ แต่ผลคงไม่ได้รุนแรง แต่อย่างไรก็ตามการระบาดของโควิด อาจกระทบในแง่ของเศรษฐกิจโลก และการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่อาจกลับมาฟื้นตัวได้ช้ากว่าคาด รวมถึงอาจมีผลกระทบที่เพิ่มเติม คือ จุดที่ระบาดหากคุมไม่อยู่จะส่งผลกระทบได้ ซึ่งในเรื่องดังกล่าวคาดเดาได้ยาก ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ย และการลด QE เป็นเรื่องที่น่าตกใจมากกว่า เพราะการลด QE ไม่ได้อยู่ที่ 15,000 ล้านดอลลาร์ แต่จะสูงถึง 30,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้เกิดความกังวลและการเทขายหุ้นออกมาในช่วงวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา"นายมงคล กล่าว  

          *** หุ้นไทยดิ่งแรง 37  จุด กังวลไวรัสโควิดกลายพันธุ์

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า SET (26 พ.ย.) ปรับตัวลดลงแรงตามตลาดภูมิภาคที่ปรับตัวลงทุกตลาด เนื่องจากความกังวลการแพร่ระบาดของโควิดในยุโรปและโควิดสายพันธุ์ใหม่ที่พบในแอฟริกาใต้ โดย SET ปิดตลาดที่ระดับ 1,610.61 จุด ลดลง 37.85 จุด หรือ 2.30% มีมูลค่าการซื้อขาย 123,472.10 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 6,091.21 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 3,462.17 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 12,791.60 ล้านบาท







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด