ข่าวนี้ที่ 1

กนง.คงดอกเบี้ย 0.5% ไม่กังวลบาทแข็ง-โบรกฯชี้เป้าหุ้นรับอานิสงส์

กนง.คงดอกเบี้ย 0.5% ไม่กังวลบาทแข็ง-โบรกฯชี้เป้าหุ้นรับอานิสงส์

   กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% มองศก.ไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ประเมินจากนี้การใช้จ่ายภาครัฐ - ส่งออกเริ่มชะลอ แต่ท่องเที่ยว-ตลาดแรงงาน จะค่อยๆฟื้นตัว มองเงินบาทแข็งระยะสั้น ยังไม่กระทบส่งออก ด้านโบรกฯคาดบาทแข็งดึงฟันด์โฟลว์ไหลเข้า SET พร้อมมองหุ้นนำเข้าและมีหนี้ต่างประเทศมาก รับอานิสงส์ 

*** กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ชี้ศก.ไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
 
    นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.5% ต่อปี โดยคณะกรรมการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาสที่ 3/64 และเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดและการเปิดประเทศ รวมทั้งการเร่งกระจายวัคซีนส่งผลให้ความเสี่ยงด้านต่ำลดลง แต่แนวโน้มการฟื้นตัวยังเปราะบางและมีความไม่แน่นอน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่มขึ้นชั่วคราวจากราคาพลังงานโลกเป็นหลัก

    โดยคณะกรรมการ เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่องจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ ประกอบกับมาตรการทางการเงินการคลังที่มีความต่อเนื่อง เน้นการฟื้นฟูและยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจจะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้รายได้ฟื้นตัวอย่างเข้มแข็ง

    ด้านเศรษฐกิจไทยในปี 64 และปี 65 คาดว่าจะขยายตัวใกล้เคียงกับที่คาดไว้ในการประชุมครั้งก่อน จากการใช้จ่ายในประเทศที่ทยอยปรับดีขึ้นตามการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น

    สำหรับในระยะต่อไป แรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐจะแผ่วลงหลังจากที่ได้เร่งไปในช่วงก่อนหน้า ส่วนการส่งออกมีแนวโน้มชะลอลงบ้างตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ด้านตลาดแรงงานมีแนวโน้มปรับดีขึ้น จากรายได้ของแรงงานในภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

*** กนง. มองเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นชั่วคราวตามอุปทาน 

     นายปิติ กล่าวอีกว่า ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นชั่วคราวตามปัจจัยด้านอุปทาน โดยเฉพาะราคาพลังงานที่คาดว่าจะปรับลดลงในช่วงต้นปีหน้าทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% แต่มีความเสี่ยงด้านสูงหากราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ประเมินไว้ และข้อจำกัดด้านอุปทานในต่างประเทศมีแนวโน้มยืดเยื้ออย่างไรก็ดี รายได้และกำลังซื้อที่ทยอยฟื้นตัวส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย

    โดยในการประชุมกนง.ครั้งต่อไปในวันที่ 22 ธ.ค. นี้ กนง.จะทบทวนประมาณการเศรษฐกิจ โดยสถานการณ์การปัจจุบันยังมองว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตใกล้เคียงกับที่ประมาณการไว้ครั้งก่อน โดยปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 0.7% ปี 65 ที่ 3.9%

    ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไป ในรอบการประชุมธ.ค. คาดว่าจะปรับสูงขึ้นเล็กน้อยจากประมาณการเดิม โดยเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1% และปี 65 ที่ 1.4% โดยแนวโน้มเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เป็นผลจากพัฒนาการในตลาดโลก จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม มาตรการภาครัฐที่ตรึงราคาน้ำมันดีเซล และค่าไฟฟ้า จะเป็นตัวช่วยลดการส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อได้ ดังนั้นจึงมองว่าเงินเฟ้อประมาณการคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

*** มองเงินบาทแข็งค่าแค่ระยะสั้น ไม่แรงพอกระทบภาคส่งออก 

    นายปิติ เปิดเผยอีกว่า ขณะที่ค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นในระยะสั้น แต่ตั้งแต่ต้นปีมองว่ายังอ่อนค่าค่อนข้างเยอะ 6-7% โดยการปรับตัวแข็งค่าในระยะสั้น ยังไม่แรงพอที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออก แต่อาจกระทบในเรื่องงบดุล และกำไรของผู้ผลิตและนำเข้าได้ ดังนั้นยังต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
 
*** ASPS มองแนวโน้มเงินบาทแข็งค่า หนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้า SET 

    ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส (ASPS) เผยผ่านว่า เงินบาทแนวโน้มยังแข็งค่า มองว่าช่วยหนุนเม็ดเงินต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้าไทยต่อ อีกส่วนนึงคือดัชนีดอลลาร์ชะลอการแข็งค่า โดยรวมเงินบาทที่แข็งค่าผลส่วนหนึ่งคือ ความมั่นใจในการเปิดประเทศ เริ่มมีมากขึ้นจากตัวเลขผู้ติดเชื้อทรงตัวระดับต่ำ 1 หมื่นรายติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์และยังเห็นทิศทางขาลงประกอบกับมีกระแสยารักษา COVID จาก Pfizer น่าจะบวกต่อภาคท่องเที่ยวไทย

    โดยฝ่ายวิจัยประเมินเงินบาทที่แข็งค่า เป็นบวกต่อ ทิศทาง Fund Flow ต่างชาติคาดยังคงไหลเข้า โดยมีโอกาสทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ตามเงินบาทที่แข็งค่า ล่าสุด (9 พ.ย.64) Flow จากต่างชาติไหลเข้า 1.99 พันล้านบาท นับตั้งแต่ต้นเดือน-ปัจจุบัน 3.28 พันล้านบาท (ซื้อสุทธิต่อเนื่องมาถึง 4 เดือนติดต่อกัน) โดยรวมประเมินเป็นบวกต่อ SET Index

*** เปิดโผหุ้น"ได้-เสีย"ประโยชน์ จากเงินบาทแข็งค่า 

    ASPS ระบุว่า หุ้นที่ได้ประโยชน์จากทิศทางเงินบาทแข็งค่า หลักๆ คือ 1.) กลุ่มที่เน้นการนำเข้า อาทิ TFG ,TVO แต่แนะนำ TVO เป้าหมาย 35 บาท โดยบริษัทน้ำมันพืชไทย เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายกากถั่วเหลือง และน้ำมันถั่วเหลืองในประเทศ ที่มีต้นทุนวัตถุดิบหลัก คือ เมล็ดถั่วเหลือง ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศสูงถึง 90% ขอต้นทุนเมล็ดถั่วเหลืองทั้งหมดในรูปสกุลเงินดอลลาร์จากสหรัฐอเมริกา บราซิลและอาร์เจนตินา เป็นหลัก โดยราคาหุ้นยัง Laggard คือนับตั้งแต่ต้นปี - ปัจจุบันยัง -8.1% เทียบกับราคาน้ำมันถั่วเหลืองที่ปรับขึ้นมาราว 51% และยังมีปัจจัยหนุนจากทิศทางเงินบาทที่แข็งค่า ประเมิน TVO แนวรับ 30.75 บาท แนวต้านอยู่ที่ 33 บาท และถัดไป 35 บาท

    2.) กลุ่มที่มีหนี้สกุลต่างประเทศ อาทิ กลุ่มโรงไฟฟ้า GULF , BGRIM ,EGCO,PTT ,PTTEP กลุ่มสายการบิน อาทิ BA ,AAV และ3.)หุ้นขนาดใหญ่ในดัชนี SET50-100 อาทิ BBL ,KBANK ,SCC, ADVANC ฯลฯ

    แต่ในทางตรงข้ามหุ้นที่เสียประโยชน์หรือได้ Sentiment ลบในช่วงสั้น เมื่อบาทแข็งค่า คือ กลุ่มส่งออก อาทิ HANA, KCE, SVI, DELTA, CPF, TU
 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด