ข่าวนี้ที่ 1

มองข้ามช็อต หุ้นไทยปี 65 ยังผันผวนหนัก

มองข้ามช็อต หุ้นไทยปี 65 ยังผันผวนหนัก

          ตลท. มองข้ามช็อต ประเมินหุ้นไทยปีหน้าผันผวนหนัก จับตาเฟดถอนนโยบาย QE พร้อมทยอยขึ้นดอกเบี้ย  ด้าน บล.หยวนต้า คาด SET Index ปี 65 มองกรอบ 1,720-1,730 จุด แนะลงทุนหุ้นกลุ่ม Domestic Play  ส่วนโนมูระฯ ประเมินหากโอไมครอนระบาดหนัก ต้องวิจัยวัคซีนใหม่ กดดันดัชนีไตรมาส 1/65 ประเมินแนวรับที่ 1,420 จุด แนวต้านที่ 1,700 จุด  ส่วน SET Index สิ้นพ.ย. ลดลง 3.4% ส่วน 11 เดือน ปี 64 เพิ่มขึ้น 8.2% 

          *** ตลท. คาดปี 65 หุ้นไทยผันผวน 

          นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 65 คาดว่าจะปรับตัวผันผวนค่อนข้างมาก เนื่องจากกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนของอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกจากระดับต่ำไปสู่ระดับที่สูงขึ้น ซึ่งหลายประเทศเริ่มส่งสัญญาณที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้นี้ หลังจากเกิดภาวะเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตรวดเร็วขึ้น

          โดยผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น จะกดดันให้สภาพคล่องลดน้อยลงและจะทำให้มีการปรับนโยบายการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้กระแสเงินทุนไหลค่อนข้างรวดเร็วและอาจทำให้สินทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าระดับปกติ

          ทั้งนี้ จากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มเห็นการฟื้นตัวมากขึ้นในปีหน้า คาดว่าจะช่วยผลักดันให้หลายอุตสาหกรรมกลุ่มอื่นๆ นอกเหนือจากกลุ่มส่งออกที่สดใสในปีนี้มีสัญญาณที่ฟื้นตัวมากขึ้นตามทิศทางของภาวะเศรษฐกิจ โดยประเมินว่ากลุ่มพลังงาน,ท่องเที่ยว,การเงิน และอสังหาริมทรัพย์ มีโอกาสจะฟื้นตัวได้ค่อนข้างสูง แต่ต้องระวังเทคโนโลยี ดิสรัปชันที่อาจทำให้การเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจจะชัดขึ้นในปีหน้า

          "การเคลื่อนไหวของดัชนีฯปีหน้าคงไม่สามารถระบุได้ แต่จากข้อมูลย้อนหลัง ตลท.พบว่าแต่ละปีดัชนีฯจะสวิงเฉลี่ยประมาณ 300-350 จุด ซึ่งบางปีก็อาจแคบกว่านั้นหรือบางปีก็อาจสูงกว่านี้ได้" นายภากร กล่าว

          *** SET Index สิ้น พ.ย. ลดลง 3.4%  

          นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ณ สิ้นเดือนพ.ย.64 SET Index ปิดที่ 1,568.69 จุด ลดลง 3.4% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า เมื่อพิจารณาช่วง 11 เดือน ปี 64 SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 8.2% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 63 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี, กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มการเงิน

          *** บล.หยวนต้า คาด SET Index ปี 65 กรอบ 1,720-1,730 จุด 

          นายภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า มองว่า เป้าหมายดัชนีปี 65 ล่าสุดให้ไว้ที่ 1,720-1,730 จุด แต่ทั้งนี้จะมีการปรับประมาณการพร้อมออกบทวิเคราะห์อย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของเดือนธ.ค.นี้ แต่ทั้งนี้ เชื่อว่า จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากประมาณการมากนัก อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดหุ้นจะมีความผันผวนมากขึ้น โดย Valuation ถือว่าค่อนข้างสูงสำหรับตลาดหุ้นทั่วโลก 

          โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ การลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ซึ่งคาดว่าหากมีการเพิ่มอัตราการลดขึ้นเป็น 30,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน จะส่งผลให้ QE สิ้นสุดโครงการมี.ค. 65 ดังนั้นสิ่งที่ตลาดต้องมองต่อ คือ เฟดจะเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อไหร่ โดยตลาดคาดการณ์ว่าจะเริ่มเห็นการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงมิ.ย. 65 

          "แน่นอนว่าตลาดหุ้นจะไม่ถูกกับดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น และ Valuation ที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นตลาดหุ้นในปี 65 ความผันผวนจะยังเริ่มขึ้น ขณะที่ประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้ว ทั้งยุโรป สหรัฐ น่าจะมีความผันผวนมากกว่าในฝั่งเอเชีย เพราะว่า ประเทศในฝั่งเอเชียมีข้อดีคือ ถูกกว่าฝั่งดังกล่าว จึงอาจเห็นการโยกเม็ดเงินจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมายังฝั่งเอเชียมากขึ้น แต่โดยรวมการที่สภาพคล่องส่วนเกินถูกถอน ทั้งฝั่งสหรัฐ และ ECB ที่จะเริ่มชะลอโครงการ QE ลงเช่นกัน ดังนั้นตลาดหุ้นอาจมีอัพไซต์ไม่ได้มากนัก ดังนั้นต้องเล่นการเลือกซื้อเป็นรายตัวเป็นหลัก"นายภาดล กล่าว 

          นายภาดล กล่าวว่า กลยุทธ์ในการลงทุนสำหรับปี 65 นั้น ควรเลือกซื้อเป็นรายตัวเป็นหลัก โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่ม Domestic Play หรือ หุ้นที่จะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น กลุ่มธนาคาร กลุ่มท่องเที่ยว ค้าปลีก ที่จะได้ประโยชน์จากสถานการณ์โควิดที่น่าจะดีขึ้นในปี 65 โดยบล.หยวนต้า ให้สมมติฐาน นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มกลับเข้ามาไทย ตั้งแต่ ไตรมาส 3/65 อย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นหากไทยสามารถเปิดประเทศได้ โดยไทยมีข้อดีเรื่องการท่องเที่ยวและบริการท่องเที่ยว ดังนั้นเชื่อว่าจะดีขึ้น นอกจากนี้ ยังแนะนำ selective หุ้นในกลุ่มบริการด้วย เช่น กลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เพราะไทยเป็น Medical Hub 

          ส่วนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด สายพันธุ์โอไมครอน นั้น มองว่า การแพร่ระบาดอาจไม่ได้เป็นจุดสำคัญ เทียบเท่าประสิทธิภาพของวัคซีน ซึ่งล่าสุดพอทราบแล้วว่า โอไมครอนจะไม่รุนแรงเท่ากับสายพันธุ์เดลต้า แม้การแพร่การระบาดจะเยอะ แต่วัคซีนได้ผล และไม่รุนแรง คิดว่าตลาดจะไม่ประเมินเป็นเชิงลบมากนัก โดยในแง่ของการแพร่ระบาด ไวรัสวิทยา โดยปกติก่อนไวรัสจะแพ้เราไปจะระบาดมากขึ้น แต่ผลลบต่อสุขภาพจะลดลง ซึ่งมองว่าอาจเป็นโอกาสที่ดีที่จะเป็นช่วงปลายของโรคโควิด 

          "ดังนั้นต้องติดตามในเรื่องของวัคซีน หากได้ประสิทธิภาพที่ดี โอไมครอนระบาดมาก แต่ไม่เจ็บหนัก คิดว่า จะไม่ได้เป็นลบมากนัก โดยมองแนวรับตลาดหุ้นไทยในรอบนี้ที่ 1,550 จุด ยังไงไม่น่าจะหลุดในรอบนี้ หากลงมามองเป็นโอกาสซื้อ"นายภาดล กล่าว 

          *** โนมูระ หวั่นโอไมครอนหากระบาดหนัก อาจกระทบการลงทุน Q1/65 

          นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในปี 65 โดยจะต้องมองภาพตลาดช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงของการค้นหาฐานอยู่ ซึ่งล่าสุด WHO ออกมาย้ำเตือนให้เอเชียเตรียมรับสถานการณ์โควิดสายพันธุ์โอไมครอน หลังจากเริ่มเห็นการแพร่ระบาดเข้ามาในฝั่งเอเชีย ตั้งแต่ ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงค์โปร์ ญี่ปุ่น และอินเดีย เป็นจุดที่หลายประเทศต้องหามาตรการรับมือ 

          ดังนั้น แนวโน้มตลาดหลักๆ ช่วงนี้ จะเป็นช่วงของการค้นหาฐาน และหากภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า การสังเคราะห์ของสายพันธุ์โอไมครอน มีความชัดเจนว่า สามารถต่อยอดจากวัคซีน mRNA ดั้งเดิมได้ ภาพตลาดจะค่อนๆดีขึ้นเป็นลำดับ อาจเป็นกรณีที่ดีสำหรับภาพของการลงทุน และอาจจะเจอฐานในช่วงปลายปี ส่วนกรณีที่จะต้องมีการพัฒนาวัคซีนใหม่ และต้องใช้เวลานานในการดำเนินการ และในการขนส่งวัคซีน อาจทำให้ภาพการลงทุนไตรมาส 1/65 ได้รับผลกระทบไปด้วย และจะเจอฐานการลงทุนในไตรมาสดังกล่าว 

          สำหรับภาพรวมมองกรอบการลงทุนในกรณีฐานให้แนวรับที่ 1,480 จุด แนวต้านที่ 1,750 จุด ส่วนกรณีแย่จะมีฐานแนวรับที่ 1,420 จุด แนวต้านที่ 1,700 จุด 

          ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามในปี 65 โดยจะต้องติดตามการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่ การปรับนโยบายการเงินของเฟด ตั้งแต่การจบมาตรการ QE จะเป็นกลางมี.ค.ที่คาดหรือไม่ หรือเร็วกว่านั้น รวมถึงติดตามวงจรดอกเบี้ยขาขึ้น ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 2 รอบ หรืออาจจะเป็น 3 รอบอย่างที่ตลาดกังวลหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม โดยหากแย่กว่าที่ประเมินไว้ จะทำให้ประมาณการที่ประเมินดัชนีไว้จะมีดาวน์ไซต์ทั้งหมด ซึ่งเป็นภาพหลักที่นักลงทุนต้องประเมินประกอบ

          ด้านปัจจัยในประเทศ เรื่องหลักคงเป็นการติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายใน โดยโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวเยอะ ดังนั้นหากโอไมครอนลากยาวคงไม่กระทบการท่องเที่ยวภายในอย่างเดียว แต่จะกระทบภาพการท่องเที่ยวทั่วโลก และโอกาสที่นักท่องเที่ยวจะเข้ามาล่าช้า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็จะเป็นแผลที่ยาวนานกว่าตลาดประเมิน คงเป็นตัวแปรที่ต้องดู 

          ดังนั้นธีมการลงทุน ควรวางกับเศรษฐกิจไทยที่จะทยอยฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติ หรือใกล้เคียงในปี 66 หรือ อีก 2 ปีข้างหน้า ธีมกระแสหลักที่จะไปเศรษฐกิจโลก คงเป็น ไอซีที กลุ่มธนาคาร กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มที่อิงรีเทล บิซซิเนท เพราะตอนนี้ทุกอย่างอิงกับเมตาเวิร์ด ดิจิทัลทรานฟอร์มเมชั่น ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งหมดเพราะเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด