ข่าวนี้ที่ 1

WFX ลั่นเทรดวันแรกคึกคัก โบรกฯให้เป้าสูงสุด 11.50 บาท/หุ้น

WFX ลั่นเทรดวันแรกคึกคัก โบรกฯให้เป้าสูงสุด 11.50 บาท/หุ้น

    "เวิลด์เฟล็กซ์ (WFX)" ได้ฤกษ์เข้าเทรดใน SET วันแรก (23 ธ.ค.) ผู้บริหาร-FA มั่นใจนักลงทุนให้การตอบรับคึกคัก เหตุพื้นฐานแกร่ง นำเงินระดมทุนขยายกำลังผลิตเส้นด้ายยางยืดเพิ่มอีก 1.24 หมื่นตันต่อปี ด้านกูรูประเมินกำไรเติบโตเฉลี่ย 79% ต่อปี เคาะราคาเป้าหมายในกรอบ 9.60 -11.50 บ./หุ้น 

*** SET รับ "เวิลด์เฟล็กซ์ (WFX)" เข้าเทรดวันแรก 23 ธ.ค.นี้ 
    
    นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯรับ บมจ. เวิลด์เฟล็กซ์ เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคและบริโภค หมวดแฟชั่น โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า "WFX" ในวันที่ 23 ธ.ค. 64

    โดย WFX ประกอบธุรกิจผลิตเส้นด้ายยางยืด 2 ประเภท ได้แก่ เส้นด้ายยางยืดชนิดเคลือบแป้ง และเส้นด้ายยางยืดชนิดเคลือบซิลิโคน โดยจำหน่ายสินค้าให้แก่ลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ ทั้งหมดจำนวน 7 ตราสินค้า ได้แก่ WORLD FLEX, THAITEX, QUALIFLEX, LT RUBBER, CHANGTHAI, PEGASUS (Blue), PEGASUS (China) กำลังการผลิตจริงของเส้นด้ายยางยืดทุกขนาดรวมกันประมาณ 36,000 ตันต่อปี ภายใต้แนวคิด "A Manufacturer of High Quality Natural Rubber Thread" ซึ่งบริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดโลก จากการที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตน้ำยางข้นอันดับ 1 ของโลก และมีน้ำยางคุณภาพดีและมีปริมาณเพียงพออย่างสม่ำเสมอ

    ทั้งนี้ WFX มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลัง IPO 464.20 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิมจำนวน 322.20 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 142 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนในราคาหุ้นละ 7.20 บาท มูลค่าระดมทุนรวม 1,022.40 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 3,342.24 ล้านบาท 
 
*** WFX ระดมทุนเพิ่มกำลังผลิตอีก 1.24 หมื่นตัน/ปี ใน1-2 ปีข้างหน้า 

    นายชวลิต ติยาเดชาชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  WFX มั่นใจว่า  หุ้น WFX จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างคึกคัก เนื่องจากบริษัทฯเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเส้นด้ายยางยืดรายใหญ่ระดับโลก ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นรายแรกที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

    โดยผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ในฐานะผู้นำตลาด จากผลิตสินค้าที่มีความหลากหลาย และแผนการขยายฐานลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ เห็นได้จากผลการดำเนินงาน งวด 9 เดือนแรกปี 64 ที่สามารถสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีรายได้รวม 2,590 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 874 ล้านบาท หรือ 51% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวม 1,715 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 188 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 129 ล้านบาท หรือ 218% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 59 ล้านบาทโดยอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) อยู่ที่ 15.96% และกำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 7.27%

    “จากแผนระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อรองรับแผนเพิ่มผลิตอีก 12,400 ตัน/ปี ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันกำลังการผลิตอยู่ที่ ที่ 35,000 ตัน/ปี จะเพิ่มโอกาสการเติบโตให้กับ WFX ในช่วง 1-3 ปีข้างหน้าได้เป็นอย่างมาก รองรับแผนการก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดโลกภายใน 3 ปีข้างหน้า พร้อมกันนี้ผู้ถือหุ้นทุกท่านที่ลงทุนร่วมไปกับ WFX สบายใจได้ เพราะกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ยืนยันว่าจะไม่มีการขายหุ้นออกมา”

    ทั้งนี้ WFX มีวัตถุประสงค์ในการนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ครั้งนี้หลังหักค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสนอขายหลักทรัพย์เป็นจำนวนเงินสุทธิประมาณ 998.12 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นสามส่วนคือ 1)ใช้เป็นเงินทุนในการขยายโรงงานผลิตเส้นด้ายยางยืด 350 ล้านบาท ภายในปีหน้า 2)ชำระคืนเงินกู้แก่สถาบันการเงิน 400 ล้านบาท ภายในปี 64 และ 3)เป็นทุนหมุนเวียนในกิจการ 248.12 ล้านบาท ภายในปี 65

*** FA มั่นใจ WFX สร้างผลตอบแทนดี รับพื้นฐานแกร่ง 

    นายรัฐชัย ธีระธนาวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ฝ่ายวาณิชธนกิจ-ด้านตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) ของ WFX มั่นใจว่าหุ้น WFX จะเป็นหุ้นน้องใหม่ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เนื่องจากมีประสบการณ์ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 30 ปี ทำให้มีองค์ความรู้ และเป็นที่ยอมรับของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ และการกระจายหุ้น IPO นี้ได้มีนักลงทุนสถาบัน กองทุนส่วนบุคคล และ นักลงทุน High Networth ให้ความสนใจเข้าจองซื้อ เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อธุรกิจของบริษัทฯ เนื่องจากมองเห็นถึงศักยภาพการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต
    
*** โบรกฯ ให้ราคาเหมาะสมในกรอบ 9.60 -11.50 บ./หุ้น

    บล.เคจีไอ(ประเทศไทย) คาดกำไรสุทธิปี 64-65 ของ WFX โตเฉลี่ย 133% โดยประเมินว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิในปี 64 จะโตแรงถึง  369% จากปีก่อน เป็น 271 ล้านบาท เพราะได้แรงหนุนจากทั้งปริมาณการขายและราคาขายที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งปี 65 คาดกำไรโตได้ต่อเนื่องเป็น 313 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีนี้ จากปริมาณการขายที่คาดยังเพิ่มขึ้น และการขยายกำลังผลิตเพิ่มอีก 1.24 หมื่นตัน ในปี 65 - 66 

    ประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 65 สำหรับ WFX ที่ 10.10 บาท-11.50 บาท ซึ่งคำนวณโดยอิง PER ปี 65 ที่ 15  - 17 เท่า เท่ากับหุ้นในกลุ่มสิ่งทอในจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัท เนื่องจากไม่มีหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ดำเนินธุรกิจเช่นเดียวกันกับบริษัท  

    บล. ทรีนีตี้ ประมาณการรายได้และกําไร WFX มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดอัตราการเติบโตเฉลี่ยของรายได้ปี 63-66 (CAGR) ราว 20.0% ต่อปี และกําไรเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 79.1% ต่อปี เติบโตในอัตราเร่งที?สูงกว่าการเติบโตของรายได้ โดยการIPO ครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทสามารถใช้เป็นเงินทุนในการขยายโรงงานผลิตเส้นด้ายยางยืด ใช้ชําระหนี้คืนเงินกู้แก่สถาบันการเงินและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ประเมิน Fair value สิ้นปี 65 ที่ 11.34 บาท อ้างอิงวิธี P/E 17 เท่า ซึ่งเป็นระดับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีของอุตสาหกรรมแฟชั่น 

    ด้านบล.คันทรี่ กรุ๊ป ประเมิน WFX มีมูลค่าเหมาะสมปี 65 ที่ 9.60 บาทต่อหุ้น ด้วยวิธี PE multiple โดยใช้กำไรต่อหุ้นปี 65 ที่ 0.59 บาท เพื่อสะท้อนการเติบโตที่ต่อเนื่องของผลประกอบการในปี 65-66 จากการเติบโตตามฐานลูกค้าเดิมที่ได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก และการขยายฐานลูกค้าใหม่ไปยังประเทศต่างๆ และกำหนดเป้าหมาย PE ปี 65 ที่ระดับ 16.2 เท่า อิงกับค่าเฉลี่ยของบริษัทที่มีลักษณะธุรกิจใกล้เคียงกับบริษัทฯ 

    โดยคาดกำไรสุทธิปี 64-66 เติบโต 76% ต่อปี คาดรายได้จากการดำเนินงานในปี 64-66 อยู่ที่ 3.3, 3.7 และ 4.1 พันล้านบาท ตามลำดับ สนับสนุนจากการขยายกำลังการผลิต เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นทั้งจำหน่ายสินค้าให้แก่ลูกค้าเดิมในปริมาณเพิ่มมากขึ้นสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวในแต่ละประเทศ และการขยายฐานลูกค้าใหม่ ด้านอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายที่ 4.9%, 4.7% และ 4.5% ในปี 64-66 ตามลำดับ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด