บทความแนะนำ

ทำไมต้องฟัง Opportunity Day ?

ทำไมต้องฟัง Opportunity Day ?

การเข้าฟัง Opportunity Day เป็นสิ่งที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม เพราะทำให้ทราบข้อมูลเชิงลึกจากปากผู้บริหารโดยตรง แถมยังเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ สำหรับการค้นหาหุ้นเด่นที่น่าลงทุนอีกด้วย 
 

*** ข้อดีของการฟัง Opp Day คืออะไร ?
 

ถือเป็นข้อบังคับ ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กำหนดให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทุกแห่ง ต้องชี้แจงผลการดำเนินงานไตรมาสล่าสุด หลังประกาศงบการเงิน ในงาน"Opportunity Day บริษัทจดทะเบียน พบนักลงทุน"

ซึ่งการจัดงานดังกล่าว ถือเป็นผลประโยชน์ต่อนักลงทุนอย่างเราเป็นอย่างมาก เพราะจะทำให้เราทราบรายละเอียด ผลการดำเนินงานของบริษัทที่เราเข้าไปลงทุนในหุ้นของเขา ว่ากำลังเผชิญกับปัญหาใดอยู่หรือไม่อย่างไร ?

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก ที่นักลงทุนอย่างเราควรเข้าฟัง Opportunity Day  ทุกครั้ง เพราะนอกจากจะทำให้เราได้ทราบถึงสถานการณ์ปัจจุบันของบริษัท ว่าเป็นไปในทิศทางใดแล้ว

การเข้าฟัง Opportunity Day ยังทำให้เรามีโอกาสได้พบกับผู้บริหารของบริษัทนั้นๆโดยตรง และยังเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้ถามคำถามที่สงสัย กับผู้บริหารของบริษัทโดยตรงอีกด้วย

ซึ่งการที่เราได้พบปะกับผู้บริหารของบริษัทนั้นๆโดยตรง ก็จะทำให้เรา ได้เห็นถึงวิสัยทัศน์ และพอจะประเมินการเติบโตของบริษัท ผ่านการบรรยายข้อมูลของผู้บริหารได้อีกด้วย

นอกจากนี้ การเข้าร่วมฟัง Opportunity Day ยังเป็นโอกาส ที่อาจทำให้เราได้ค้นพบหุ้นที่ดี โดยที่เราไม่คาดคิดมาก่อน อย่างไรก็ตาม ก็ต้องมีการเตรียมตัวในการเข้าร่วมฟังบรรยายข้อมูลของแต่ละบริษัทอย่างดีด้วยนะ


*** เทคนิคฟัง Opp Day  มีอะไรบ้าง ?
 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ แนะนำ 6 เคล็ดลับการฟัง Opportunity Day อย่างมีประสิทธิภาพไว้ดังนี้

1.ทำการบ้านก่อนมา : อันดับแรกที่เราควรทำ คือ ดูปฏิทินก่อน ว่า ในไตรมาสที่กำลังจะจัด"Opp Day" ในช่วงวันและเวลาใด มีหุ้นที่เรากำลังให้ความสนใจอยู่บ้าง จะได้เตรียมตัว และวางแผนเข้าร่วมงานในแต่ละวันได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังทำให้เราได้เตรียมตัวทำการบ้านเกี่ยวกับลักษณะธุรกิจ, งบการเงินเบื้องต้น, ปัจจัยสำคัญๆ รวมถึงแผนงานต่างๆ ที่ผู้บริหารเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้

2.ลิสต์คำถามและประเด็นสำคัญเป็น bullet point : เราควรลิสต์ประเด็นสำคัญ และคำถามที่สงสัยไว้ล่วงหน้า พอถึงช่วงระหว่างฟัง พอผู้บริหารตอบได้เคลียร์แล้วก็ค่อยติ๊กออกไปทีละประเด็น แต่หากประเด็นไหนยังไม่เคลียร์ ก็ไฮไลท์ไว้ แล้วเก็บไปถามต่อในช่วง Q&A

3.เน้นเฉพาะหัวใจสำคัญ : ด้วยเนื้อหา"Opp Day" ที่ค่อนข้างครอบคลุม ทำให้เนื้อหาอาจเยอะเกินไป ที่เราจะเก็บทั้งหมด ดังนั้น จึงต้องเลือกโฟกัสเฉพาะข้อมูลสำคัญ เช่น ประเด็นที่ส่งผลต่อการเติบโตของบริษัทในอนาคต 

หรือ วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร เป็นต้น ส่วนรายละเอียดยับย่อยต่าง ๆ เช่น จำนวนพนักงาน, จำนวนสาขา หรือรายงานตัวเลขงบการเงินที่สะท้อนมูลค่าหุ้นไปแล้ว อาจยังไม่ต้องโฟกัสทุกอย่างก็ได้ เพราะเราสามารถกลับไปอ่านในรายงานของบริษัทได้นั่นเอง

4.วิเคราะห์ตามจากข้อมูลที่ได้รับ : การฟัง"Opp Day" จะทำให้นักลงทุนเห็นอะไรที่มากกว่าคำอธิบายงบการเงินในหน้ากระดาษ แต่เราได้ฟังจากปากของผู้บริหาร ซึ่งเป็นคนที่ใกล้ชิดกับธุรกิจมากที่สุด 

แต่เราต้องนำข้อมูล กลับมาวิเคราะห์ตามถึงความเป็นเหตุเป็นผล และความเป็นไปได้ของสิ่งที่ผู้บริหารพูดด้วย ต้องชั่งน้ำหนักความเป็นไปได้ของข้อมูล มองอย่างรอบด้าน ว่านี่คือหุ้นที่ตอบโจทย์เป้าหมายการลงทุนของเราหรือไม่ ?

5.เตรียมคำถามที่ดี สำหรับช่วง Q&A : การตั้งคำถามที่ดี ก็จะช่วยให้เราได้รับคำคอบที่ดีเช่นกัน โดยตลท. แนะนำว่า การตั้งคำถามช่วง Q&A นั้น เราควรถามให้กระชับ, ตรงประเด็น หลีกเลี่ยงคำถามพื้นฐาน ที่สามารถหาคำตอบได้เอง หรือมีอยู่แล้วในสรุปงบการเงิน

โดย ตลาดหลักทรัพยย์ฯ แนะนำว่า การตั้งคำถามที่ดี ควรยึดหลักจากสิ่งต่างๆ ดังนี้ โอกาส - อุปสรรคต่อการเติบโต, ความรุนแรงในการแข่งขัน, ปัจจัยเสี่ยง, วิสัยทัศน์, เหตุการณ์พิเศษ เช่น การออกหุ้นกู้ และความคืบหน้าโครงการต่างๆ เป็นต้น

6. กลับมาทำการบ้านต่อ : หลังจากที่ออกจากงาน"Opp Day"แล้ว เราควรทำการบ้านเพิ่มเติม เช่น อ่านบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ฯ (บล.) เพิ่มเติมอีกที เพราะจะทำให้นักลงทุนเห็นภาพธุรกิจชัดเจนมากขึ้น

การทำแบบนั้น จะทำให้เราได้รับข้อมูล 2 ทาง ทั้งจากบริษัท และนักวิเคราะห์ เพื่อนำมาเทียบดูว่า ข้อมูลที่เราได้รับมานั้น สอดคล้องกันหรือไม่ ? เพียงเท่านี้ ก็จะทำให้เราได้พบกับหุ้นที่ดีอย่างน้อย 1 บริษัท จากการเข้าร่วมงาน Opportunity Day แล้ว



Tags:

Opp Day




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh