บทความแนะนำ

TU รุกหนักนวัตกรรมการเงิน จาก Blue Finance สู่ In-House Banking

TU รุกหนักนวัตกรรมการเงิน จาก Blue Finance สู่ In-House Banking

     หลังจากปีที่ผ่านมา บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ผู้นำในธุรกิจอาหารทะเลของโลก ได้สร้างความฮือฮาในวงการการเงิน ด้วยการเปิดตัว Blue Finance หรือการเงินที่ส่งเสริมความยั่งยืน โดยนำเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ต้องทำให้สำเร็จเข้ามาเป็นหลักเกณฑ์ประเมินอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

 

     ซึ่งในปี 2565 นี้ TU ยังไม่หยุดสร้างสรรค์นวัตกรรมการเงินรูปแบบใหม่มาให้รู้จักกันเพิ่มขึ้น ผ่านศูนย์บริหารและบริการร่วมทางการเงิน หรือ Global Treasury Center ของบริษัท ที่ได้ดำเนินงานด้าน In-House Banking & Automation โดยโมเดล In-House Banking นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบริหารจัดการสินทรัพย์และหนี้สิน ขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ ของกระแสเงินสด และการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

* เดินเครื่อง In-House Banking ในไทยมาตั้งแต่ปี 63 แล้ว

     นายยงยุทธ เสฏฐวิวรรธน์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการบริหารการเงินกลุ่มและศูนย์บริการร่วมทางการเงิน บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) เปิดเผยถึงโครงการนวัตกรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่องครั้งใหม่ของบริษัทฯ ว่า บริษัทได้ให้ความสำคัญของการบริหารและการบริการทางการเงินแบบรวมศูนย์มาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาของ Global Treasury Center ซึ่งโมเดลการทำงาน In-House Banking นั้นได้เริ่มในสำนักงานต่างๆ ของไทยยูเนี่ยนในทวีปยุโรปไปแล้ว

 

     “ในฐานะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอยู่ทั่วโลก TU เห็นถึงความสำคัญของการบริหารและการบริการทางการเงินแบบรวมศูนย์ จึงได้จัดตั้ง Global Treasury Center ในปี 2558 โดยทำงานร่วมกับศูนย์บริหารเงินในลักเซมเบิร์กที่บริหารงานที่เกี่ยวข้องในทวีปยุโรปและอีกศูนย์หนึ่งซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองลอสแองเจลีสสำหรับการบริหารงานที่เกี่ยวข้องในสหรัฐอเมริกา ซึ่งในปี 2559 ทาง TU ได้เริ่มรีไฟแนนซ์เงินกู้ระยะยาวของบริษัทในเครือแถบทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยใช้แหล่งเงิน ทุนจาก Global Treasury Center ของบริษัทเอง สำหรับ In-House Banking ของธุรกิจไทยยูเนี่ยนในประเทศไทยนั้นเริ่มในปี 2563 ขณะที่โครงสร้างหรือโมเดลการทำงาน In-House Banking นั้นได้เริ่มในสำนักงานต่างๆ ของไทยยูเนี่ยนในทวีปยุโรปก่อนแล้ว” นายยงยุทธ กล่าว

 

     ทั้งนี้ ในการตั้ง Global Treasury Center บริษัทจะต้องได้รับใบอนุญาตต่างๆ ซึ่งไทยยูเนี่ยนได้ดำเนินตามขั้นตอนต่างๆ จนได้ใบอนุญาต ซึ่งในปี 2558 ได้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจเป็นศูนย์บริหารเงิน (Treasury Center) จากกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย และ ใบอนุญาตจากกรมสรรพากรในการเป็นสำนักงานใหญ่ระหว่างประเทศ (International Headquarter: IHQ)

 

     ต่อมาในปี 2562 ใบอนุญาตจากกรมสรรพากรข้างต้นได้เปลี่ยนเป็นใบอนุญาตในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) ในปี 2558 ไทยยูเนี่ยนยังได้เริ่มระบบการจัดการสภาพคล่องทางการเงินระหว่างส่วนกลางกับบริษัท ในกลุ่มประเทศยุโรป (Global Cash Pooling) โดยมีการบริหารรวบรวมยอดเงินคงเหลือของแต่ละบริษัท เพื่อนำมาบริหารจัดการแบบรวมศูนย์และบริษัทได้ขยายขอบเขตของ Global Cash Pooling ให้ครอบคลุมการจัดการสภาพคล่องทางการเงินระหว่างส่วนกลางกับกลุ่มบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2560

 

* Global Treasury Center ในแต่ละที่ แตกต่างกันแค่ไหน ?

     สำหรับโมเดลการทำงานของศูนย์บริหารและบริการร่วมทางการเงินของไทยยูเนี่ยนในยุโรป สหรัฐอเมริกา และประเทศไทย นั้นมีความแตกต่างกัน คือ ศูนย์บริหารเงินระดับภูมิภาคที่สหรัฐอเมริกาและยุโรป ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการเงินทุน เงินสด และสภาพคล่องทางการเงิน โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่จะคอยบริหารรวบรวมยอดเงินคงเหลือของแต่ละบริษัท เพื่อนำมาบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ที่ไทยยูเนี่ยนที่ประเทศไทย ในส่วนของการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินนั้น ได้มีการวางนโยบายหลักจาก Global Treasury Center แต่มีการดำเนินการตามนโยบายกับธนาคารในระดับแต่ละภูมิภาค

 

     ส่วน Global Treasury Center ที่ประเทศไทย จะเป็นแหล่งเงินทุนหลักให้กับบริษัทในเครือทั้งหมด ด้วยการบริหารจัดการเงินสดและสภาพคล่องจากศูนย์กลาง ทำให้กิจกรรมต่างๆ ที่ต้องทำกับธนาคารโดยตรงลดปริมาณธุรกรรมลง และสามารถเพิ่มอำนาจการต่อรองได้มากขึ้น พร้อมทั้งกำหนดนโยบายเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินและตรวจสอบต่างๆ อีกด้วย

 

* ยกระดับการจัดเก็บข้อมูลการเงินด้วย RPA

     ในส่วนของกระบวนการอัตโนมัติทางธุรกิจ (Automation) ไทยยูเนี่ยนเริ่มใช้ Robotic Process Automation (RPA) ในกระบวนการ In-House Banking ของบริษัทสำหรับขั้นตอนและรายงานทางการเงินประเภทต่างๆ ภายในบริษัท ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่บริษัทได้เริ่มนำมาใช้ในปี 2564 ทำให้บริษัทสามารถรวบรวมข้อมูลทางการเงินประเภทต่างๆ เช่น การเก็บเงิน การจ่ายเงิน และสถานะเงินสด ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นปัจจุบันมากขึ้น เมื่อเทียบกับกระบวนการทำงานแบบเดิมที่ใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ 3-7 วัน

 

     นอกจากนี้ RPA ยังช่วยให้ขั้นตอนการทำงานต่างๆ ที่ทำเป็นประจำสะดวก รวดเร็วมากขึ้น เช่น การรับข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง การโอนเงิน การบันทึกการโอนเงินเข้าระบบ การจัดทำรายงานทางการเงิน และการส่งรายงานและข้อมูลทางการเงินไปยังฝ่ายงานที่เกี่ยวข้องได้โดยอัตโนมัติและทันท่วงที


 

* Global Treasury Center ดีกับ TU อย่างไร?

     นวัตกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นโดยศูนย์บริหารและบริการร่วมทางการเงินของไทยยูเนี่ยนส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจทั้งในเรื่องต้นทุนทางการเงินและประสิทธิภาพในการทำงาน และมีข้อดีหลักๆ 3 ประการได้แก่

 

1. ในแง่ของประสิทธิภาพในการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ ทำให้ทีมสามารถบริหารจัดการได้มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น อีกทั้งขั้นตอนต่างๆ ก็ลดลงและง่ายขึ้น

 

2. ในแง่ของหลักธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล บริษัทสามารถเห็นภาพของกระแสเงินสดและบริหารจัดการกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึง การบริหารจัดการแหล่งที่มาของเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

3. ในแง่ของการบริหารจัดการเงิน ที่คงค้างอยู่ในบัญชี ทั้งในรูปของเงินสด และลดการถือเงินสดในมือ ซึ่งจะทำให้สามารถบริหารจัดการเงินทุนของบริษัทได้ดียิ่งขึ้น

 

     “ถึงแม้จะธุรกิจหลักของไทยยูเนี่ยนจะเป็นผู้ผลิตอาหารทะเล แต่ด้วยธุรกิจที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก และการที่บริษัทให้ความสำคัญกับนวัตกรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เราได้นำนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาพัฒนาการบริหารจัดการทางการเงินให้ดียิ่งขึ้น” ยงยุทธกล่าวทิ้งท้าย


 

สรุป

     ประเทศไทยมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีขนาดและผลงานติดระดับโลกอยู่หลายบริษัท ซึ่ง "ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป" ก็เป็นหนึ่งในนั้นเพราะมีโรงงานถึง 14 แห่งทั่วโลก พนักงานกว่า 4 หมื่นคน ยอดขายต่อปีระดับกว่า 1.4 แสนล้านบาท แต่ที่ TU แตกต่างจากบริษัทฯ อื่นๆ นั่นคือการให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินในรูปแบบใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

     เพราะในโลกยุคปัจจุบันเรื่องนวัตกรรมการเงินไม่ใช่เพียงเรื่องของการบริหารเงินหรือสินทรัพย์อีกต่อไป แต่นั่นคือการโชว์ศักยภาพให้ทั่วโลกได้เห็นถึงการไม่หยุดพัฒนาของบริษัท ควบคู่ไปกับหลักธรรมาภิบาล เพื่อต่อยอดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่อไปในอนาคตนั่นเอง







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh