IPO Corner

| 1 สิงหาคม 2560

9 เรื่องต้องรู้ IPO น้องใหม่สายพันธุ์มาเลย์ INGRS

         บมจ.อิงเกรส อินดัสเตรียล (ไทยแลนด์) หรือ INGRS เป็นน้องใหม่ตัวที่ 14 ที่กำลังจะเข้าตลาดหุ้น โดยจะลงแข่งกระดาน SET เทียบกับรุ่นพี่ sector สินค้าอุตสาหกรรม/ยานยนต์ ประวัติของ “อิงเกรสฯ” บริษัทลูกครึ่งไทย-มาเลย์ น่าสนใจอยู่ไม่น้อย "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"  จึงได้สรุป 9 เรื่องสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน จากข้อมูลไฟลิ่ง INGRS ดังนี้  

1. ผู้ถือหุ้นใหญ่ INGRS เคยเป็น บจ.ในตลาดหุ้นมาเลเซีย
    ผู้ถือหุ้นใหญ่ 100% ใน INGRS  คือ บ.อิงเกรส คอร์ปอเรชั่น เบอร์ฮาด (ICB) ซึ่งเป็นโฮลดิ้ง คอมพานี จากมาเลเซีย ที่ลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนรถยนต์เป็นหลัก โดย ICB ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 และได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย (Bursa Stock Exchange) เมื่อปี 2544 
    ก่อนที่เดือน ก.ค. 2556 ICB จะดำเนินการเพิกถอนอออกจากตลาด (delisting) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจซึ่งอยู่ภายใต้ ICB 
    เท่ากับว่า ICB เคยดำรงสถานะการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นมาเลเซียอยู่ประมาณ 11 ปีเศษ      
    หลัง ICB ได้ delisting จากตลาดหุ้นมาเลเซียกลางปี 2556 ต่อมา เดือน มี.ค.2557 กลุ่ม "อิงเกรส" ดำเนินการปรับโครงสร้างกลุ่ม และ
ได้จัดตั้ง บริษัท อิงเกรส อินดัสเตรียล (ไทยแลนด์) จำกัด ขึ้นในไทย เพื่อเตรียมนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ก่อนจะเปลี่ยนเป็นบริษัท จำกัด (มหาชน) ในภายหลัง หรือ บมจ.อิงเกรส อินดัสเตรียล (ไทยแลนด์) ชื่อย่อ "INGRS" ที่กำลังจะเข้าเทรดในเร็วๆ นี้  
     INGRS จึงเป็น เลือดเนื้อเชื้อไขของกลุ่ม "อิงเกรส" ผู้ประกอบธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากมาเลเซีย ซึ่งประกอบธุรกิจมานานกว่า 20 ปี

2. INGRS ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อรับภารกิจในการเป็น "โฮลดิ้ง คอมพานี"
    INGRS  เสมือนเป็น “ร่างทรง” ของกลุ่มอิงเกรส เพราะถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อรับภารกิจในการเป็น "โฮลดิ้ง คอมพานี" ที่ลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนรถยนต์ (ACM Business) ของกลุ่มอิงเกรส  โดยเข้าลงทุนผ่านการถือหุ้นของบริษัทในกลุ่ม " อิง เกรส " รวม 9 แห่ง ทั้งในไทย, มาเลเซีย ,อินโดนีเซีย และอินเดีย  
    ในจำนวน 9 แห่งนี้ มีบางแห่งก่อตั้งและทำธุรกิจในไทยมายาวนานร่วม 20 ปี เช่น บจ. อิงเกรส ออโตเวนเจอร์ ก่อตั้งเมื่อปี 2539 ปัจจุบันทำหน้าที่บริษัทแกนของ INGRS ในธุรกิจ ACM Business      

3. คู่แข่ง INGRS ในอุตฯ ชิ้นส่วนยานยนต์มี 5 รายหลัก 
    1.บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน)  หรือ AH
    2.บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน)  หรือ FPI
    3.บริษัท พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ปโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)  หรือ PCSGH
    4.บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SAT 
    5.บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ STANLY 
    เมื่อรวมกับ INGRS เท่ากับมีบริษัทที่ทำธุรกิจลักษณะใกล้เคียงกันรวม 6 รายในตลาดหุ้น

4. อัตรากำไรสุทธิ INGRS อยู่อันดับที่ 5 จาก 6 บริษัทในกลุ่ม

บริษัท        FPI    STANLY        PCSGH        SAT    INGRS        AH
อัตรากำไรสุทธิ    14.08%    11.08%         10.21%        7.17%    6.89%        3.53%

 

5. สัดส่วนยอดขาย INGRS เกินครึ่งมาจากประเทศมาเลเซีย 
    สัดส่วนรายได้จากการขาย INGRS แบ่งตามประเทศ สำหรับงวด 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 เม.ย. 2560  จำนวน 665.30 ล้านบาท  มาจากไทย 39.52% มาเลเซีย 52.34% และอินโดนีเซีย 8.14%
    ลูกค้ารายใหญ่ของ INGRS คือ บริษัทรถยนต์แห่งชาติของมาเลเซีย ได้แก่ Perodua และ Proton ซึ่งรายได้จากการขายให้ 2 บริษัทนี้รวมกันในแต่ละปีเกิน 50% ของรายได้จากการขายรวม เพราะตลาดหลัก 10 ปีที่ผ่านมาคือมาเลเซียและไทย  แต่จากนี้ไปจะรุกอินเดียและอินโดนีเซีย เพราะ 2 ตลาดนี้มีศักยภาพเติบโตในระยะยาวดีกว่า

 

 

 6. ยอดขาย INGRS ในช่วง 3 ปีหลังแนวโน้มลดลง ส่วนกำไรผันผวน
     ยอดขาย 3 ปีย้อนหลัง (งบบริษัทงวดปีจะสิ้นสุด 31 ม.ค.)  2557/2558 ,2558/2559  และ 2559/2560 อยู่ที่ 3,852.52  ลบ.  3,158.58 ลบ.และ  2,915.91 ลบ. ตามลำดับ ตามภาวะอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยและมาเลเซียที่ชะลอ     

    ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่  209.27  ลบ.,177.02 ลบ.และ 210.43 ลบ. ตามลำดับ  ทั้งนี้ “อัตราแลกเปลี่ยน” นับว่ามีนัยสำคัญผลต่อกำไร INGRS อย่างเช่นปี 2559/2560 กำไรสุทธิโต 18.87% จากงวด 2558/2559  
    เมื่อดูไส้ในจะพบว่ามีกำไรอัตราแลกเปลี่ยนหนุนถึง 75.71 ลบ. ลองหักกำไรค่าเงินออกจะพบว่ามีกำไร 135 ลบ. ส่วนงวดปี 2558/2559 มีกำไรอัตราแลกเปลี่ยนราว 11 ลบ. 

 

7. INGRS ขายไอพีโอราคา 1.33 บาท มีส่วนลด 31% จาก P/E กลุ่ม
    บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (MBKET) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เคาะราคาเสนอขายที่ 1.33 บาท/หุ้น คิดเป็น P/E ที่ 10.59 เท่า คำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ 4 ไตรมาสย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.59 ถึงวันที่ 30 เม.ย.60 ซึ่งเท่ากับ 181.67 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดหลังการขาย IPO (Fully Diluted) จำนวน 1,446.94 ล้านหุ้น ทำให้ได้กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.1256 บาท โดย P/E 10.59 เท่า คิดเป็นส่วนลดประมาณ 31% จาก P/E เฉลี่ยของบริษัทจดทะเบียนที่มีลักษณะการประกอบธุรกิจคล้ายกันที่ 15.40 เท่า
 
8. ผถห.ใหญ่ INGRS และ INGRS เป็นลูกหนี้ของบริษัทเกี่ยวข้องกับ MBKET 
    INGRS เป็นลูกหนี้ของ Malayan Banking Berhad และ Maybank Islamic Berhad (ณ 30 เม.ย.60 มูลหนี้รวม 66.38 ลบ.) โดยทั้ง 2 บริษัทนี้มีความเกี่ยวข้องกับ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการขายไอพีโอครั้งนี้  แต่ INGRS ยืนยันจะไม่นำเงินขายไอพีโอมาใช้หนี้ก้อนนี้
    ICB ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ INGRS และ Ramdawi Sdn Bhd ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของ ICB อีกทอดหนึ่ง เป็นลูกหนี้ของ 2 บริษัทข้างต้น และ  Maybank Investment Bank Berhad ด้วย รวมมูลหนี้คงค้าง 3 บริษัท 695 ลบ. ซึ่งทั้ง 3 บริษัทมีความเกี่ยวข้องกับ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง  

9. ผถห.ใหญ่ INGRS ได้เงินจากการขาย IPO มากกว่าเงินที่จะเข้าบริษัทฯ 
    INGRS เสนอขาย IPO รวม 578.44 ล้านหุ้น แบ่งเป็นหุ้นเพิ่มทุนใหม่ 261.56 ล้านหุ้น   และ ICB ผู้ถือหุ้นใหญ่ใน INGRS เสนอขายหุ้นเดิม 316.88 ล้านหุ้น
    โดย INGRS คาดจะได้เงินประมาณ 292 ล้านบาท (หลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง) จากการขายไอพีโอไปใช้จ่าย ดังนี้ 
    1.ขยายธุรกิจของบริษัทฯ และบริษัทย่อยซึ่งรวมถึงการใช้เงินเพื่อการลงทุนในทรัพย์สินระยะยาว (เช่น การซื้อเงินลงทุนในกิจการอื่นและการลงทุนในเครื่องมือ เครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต) และการใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน  ประมาณ 180 ล้านบาท 
    2.คืนเงินกู้ของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ประมาณ 112 ล้านบาท
    ส่วน ICB คาดจะได้เงินประมาณ 412 ล้านบาท (หลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง)โดยมีแผนนำไปใช้ขยายธุรกิจของ ICB ที่นอกเหนือจากธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ และ/หรือชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมระยะยาว 

     ต้องมาลุ้นกันว่า “เหล้าเก่าในขวดใหม่” อย่าง INGRS ที่จะเข้าเทรดวันแรกจะสามารถยืนเหนือจองได้หรือไม่ และผลประกอบการในระยะยาว จะสร้างผลตอบแทนกลับมายังผู้ถือหุ้นได้ดีเพียงใด หลังได้เงินจากการขายไอพีโอไปขยายธุรกิจ ท่ามกลางการชะลอตัวของอุตฯ ยานยนต์ในไทยและมาเลเซีย นับว่าน่าสนใจและน่าติดตามอย่างยิ่ง
         

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh