IPO Corner

| 6 ตุลาคม 2560

10 เรื่องน่ารู้ไอพีโอตัวที่ 24 บมจ.ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) หรือ TOA

 

    สีทาบ้าน ทาอาคาร ที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุด คงเป็นแบรนด์ไหนไปไม่ได้นอกจาก TOA เจ้าของวลี "สีทนได้" ที่ล่าสุดขาย IPO เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ และเตรียมเข้าเทรดในวันที่ 10 ต.ค.นี้ เป็นหุ้น IPO ตัวที่ 24 ของปี 
    ทีมข่าว "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สรุปข้อมูลน่าสนใจของ TOA จากไฟลิ่ง ดังนี้ 

1. จุดเริ่มต้นของธุรกิจมาจาก "ครอบครัวตั้งคารวคุณ" นำเข้าสีจากญี่ปุ่นมาขายในไทย


    TOA มีชื่อเต็มว่า บมจ.ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ "TOA" บริษัทฯ ทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีทาอาคาร ผลิตภัณฑ์สี สารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นสำหรับผู้ใช้งานประเภทลูกค้าทั่วไป
    จุดเริ่มต้นของธุรกิจเกิดขึ้นเมื่อ 53 ปีก่อน หรือปี 2507 นายประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ได้นำเข้าสีจากประเทศญี่ปุ่นมาขายในไทย โดยเป็นธุรกิจครอบครัว และขายมาได้ 13 ปีจึงได้ก่อตั้งบริษัทขึ้น เพื่อผลิตสีขายเองภายใต้แบรนด์สินค้า "TOA"
    ตระกูล "ตั้งคารวคุณ" ถือหุ้นใหญ่ใน TOA 100% ผ่านบริษัทโฮลดิ้งชื่อ TOAGH  , บริษัท ไวแบรนท์โฮลดิ้ง ลิมิเต็ด และถือในนามบุคคล สกุล "ตั้งคารวคุณ"
     
2. รายได้ส่วนใหญ่มาจากสีทาอาคาร - ขายผ่านผู้ค้าปลีกเป็นหลัก


    TOA มีสัดส่วนรายได้จากยอดขาย "ผลิตภัณฑ์สีทาอาคาร" มากสุดราว 69% ที่เหลือเป็น "ผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น"  
    TOA มีผลิตภัณฑ์สีทาอาคารถึง 114 ตราสินค้า 
    รายได้ของบริษัทฯ กว่า 80% เป็นยอดขายในไทย ที่เหลือมาจากต่างประเทศ
    รายได้ของบริษัทฯ กว่า 70% จำหน่ายผ่านช่องทางผู้ค้าปลีก ประมาณ 6,217 ร้านค้าทั่วไทย ที่เหลือจำหน่ายผ่าน Modern Trade เช่น โฮมเวิร์ค ไทวัสดุ โกลบอลเฮ้าส์ เมกาโฮมและบุญถาวร 
     
3. TOA มีส่วนแบ่งการตลาดในไทยอันดับ 1 ที่ 48.7% 


    ยอดขายส่วนใหญ่อยู่ในไทย ราว 74 ล้านแกลลอน/ปี จากกำลังผลิตทั้งหมด ณ  สิ้นเดือน มิ.ย.60 ที่ 88 ล้านแกลลอน/ปี 
    ในประเทศไทย บริษัทฯ มีส่วนแบ่งการตลาดในอุตสาหกรรมสีทาอาคารเป็นอันดับ 1 ในสัดส่วน 48.7% ส่วนผู้เล่นรายอื่น ได้แก่  บริษัท อั๊คโซ่ โนเบล เพ้นท์ส (ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท เบเยอร์ จำกัด , บริษัท โจตันไทย จำกัด (Jotun) และบริษัท นิปปอนเพนต์ (ประเทศไทย) จำกัด 
    ในกลุ่ม AEC บริษัทฯ มีส่วนแบ่งการตลาด 13% คู่แข่งที่สำคัญ เช่น Akzo Nobel (ประเทศเนเธอร์แลนด์), Jotun (ประเทศนอร์เวย์) และ Nippon Paint (ประเทศญี่ปุ่น)  
     
4. จุดแข็งทางธุรกิจ มีเครื่องผสมสีอัตโนมัติ-กระบวนการผลิตทันสมัย


    หนึ่งในจุดแข็งทางธุรกิจของ TOA คือ เครื่องผสมสีอัตโนมัติ (Auto Tinting Machine) ซึ่งสามารถสร้างเฉดสีต่างๆ ได้มากกว่า 10,000 เฉดสี ทำให้ลูกค้าสามารถสร้างสรรค์เฉดสีตามความต้องการได้ แม้ว่าสีดังกล่าวจะไม่มีอยู่ในแค็ตตาล็อกสินค้าของบริษัทฯ 
    จำนวนเครื่องผสมสีอัตโนมัติ (Auto Tinting Machine) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2560 มีจำนวน 4,140 ในประเทศไทย และ 1,791 เครื่องในประเทศอื่นในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
    ข้อดีคือ ทำให้ผู้ค้าปลีกของบริษัทฯ สามารถลดต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง  สามารถบริการลูกค้าได้เต็มที่ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้สีตามความต้องการ
    นอกจากนี้ ยังมีกระบวนการผลิตที่ทันสมัย มีการควบคุมคุณภาพที่มีมาตรฐานสูง ตลอดจนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบหลักมายาวนาน

5. คุมต้นทุนได้ดีส่งผลให้กำไรโตทุกปี แม้รายได้ทรงตัว 


    งบการเงินงวดปี 2557 2558 และ 2559 
    บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 16,449 ล้านบาท 16,752 ล้านบาท และ 16,297 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนงวดครึ่งแรกปี 2560 มีรายได้จากการขาย 7,717 ล้านบาท     
    กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,321 ล้านบาท 2,116 ล้านบาท และ 2,507 ล้านบาทตามลำดับ ส่วนงวดครึ่งแรกปี 2560 มีกำไรสุทธิ 894 ล้านบาท 
    อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 7.9% 12.4% และ 15.2% ตามลำดับ ส่วนงวดครึ่งแรกปีนี้อยู่ที่ 11.5%  
    อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นทุกปี มีสาเหตุหลักมาจากการมุ่งเน้นกลยุทธ์การพัฒนาความเป็นผู้นำทางด้านต้นทุน (Cost Leadership) เป็นลำดับแรก ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมของบริษัทฯ ลดลง

6. ราคา IPO หุ้นละ 24 บาท อิง P/E 24.4 เท่า


    TOA ขาย IPO หุ้นละ 24 บาท อิง P/E 24.4 เท่า เทียบกับบริษัทจดทะเบียนในต่างประเทศที่มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับบริษัทฯ ซึ่งมี P/E เฉลี่ย 32.48 เท่า 
    ที่ปรึกษาทางการเงิน บล.กสิกรไทย และ บล.บัวหลวง
    เข้าซื้อขายใน SET สังกัดกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดวัสดุก่อสร้าง
    ปัจจุบันไม่มีบริษัทฯ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่มีธุรกิจใกล้เคียงกับ TOA   

7. เงินขาย IPO เข้ากระเป๋า ผถห.เดิมกับบริษัทคนละครึ่ง


    TOA ขาย IPO ทั้งหมด 507.6 ล้านหุ้น  (คิดเป็น 25.02% ของหุ้นทั้งหมดหลังเสนอขาย) แบ่งเป็น     
    1) หุ้นสามัญเดิม 253.6 ล้านหุ้น เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม คือ บริษัท ไวแบรนท์โฮลดิ้ง ลิมิเต็ด
    2) หุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่จำนวน 254 ล้านหุ้น เสนอขายโดย บมจ.ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย)
    หลังขาย IPO จะมีหุ้นสามัญทั้งหมดจำนวน 2,029 ล้านหุ้น ตระกูล "ตั้งคารวคุณ" ยังคงสัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ 75% ( ถือผ่าน TOAGH และถือในนามบุคคล สกุล "ตั้งคารวคุณ"  ) 
    เท่ากับว่าเงินที่ได้จากการขาย IPO ครั้งนี้รวม 1.21 หมื่นล้านบาท  เข้ากระเป๋า ผถห.เดิม และ TOA คนละครึ่ง 

8. วัตถุประสงค์การใช้เงินจากการขาย IPO ขยายธุรกิจทั้งในและ ตปท.


    TOA ระบุว่าจะนำเงินที่ได้จากการขาย IPO ไปใช้ดังนี้
    1. เงินทุนสำหรับการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งเงินทุนเพื่อการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพภายในบริษัทฯ ประมาณ 2,000 - 2,100 ล้านบาท ภายในปี 2562
    2. เงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของบริษัทฯ ประมาณ 3,287.6 - 3,887.2 ล้านบาท ภายในปี 2562
    รวมทั้งสิ้นประมาณ 5,387.6 - 5,887.2 ล้านบาท 

9. แผนงานอนาคตจะสร้างโรงงานผลิตสีอีก 3 แห่ง   


    ปัจจุบัน TOA มีโรงงานผลิตสี 8 แห่ง รวมกำลังการผลิต 88 ล้านแกลลอน/ปี  แบ่งเป็นไทย 3 แห่ง และเวียดนาม ลาว มาเลเซีย เมียนมา และกัมพูชา ประเทศละ 1 แห่ง  
    อนาคตมีแผนจะสร้างโรงงานผลิตสีอีก 3 แห่ง ใน 3 ประเทศ รวมมูลค่าการลงทุน 1,184 ลบ. ดังนี้
    1.ก่อสร้างโรงงานผลิตสี ประเทศอินโดนีเซีย คาดแล้วเสร็จ Q2/61 
    2.ก่อสร้างโรงงานผลิตสี (ย้ายฐานการผลิตจากเมืองย่างกุ้ง) ประเทศเมียนมา คาดแล้วเสร็จ Q3/61
    3.ก่อสร้างโรงงานผลิตสี ประเทศกัมพูชา อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ คาดก่อสร้าง Q4/60 แล้วเสร็จ Q4/61
    ดังนั้น เท่ากับว่าภายในปี 2561 บริษัทฯ จะมีโรงงานผลิตสีทั้งในไทย และ ตปท.รวมทั้งสิ้น 11 แห่ง

10. บริษัทฯ ใช้สินเชื่อจาก ธ.กรุงเทพ และ ธ.กสิกรไทย


    ความสัมพันธ์ระหว่างที่ปรึกษาทางการเงินกับบริษัทฯ และบริษัทย่อย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2560 TOA มีการใช้วงเงินกู้ยืมกับ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มีวงเงินกู้ยืมระยะสั้นรวมจำนวน 3,265.0 ล้านบาท ยอดวงเงินหนังสือค้ำประกัน รวมจำนวน 40.0 ล้านบาท และ ยอดวงเงิน Forward Contract รวมจำนวน 450 ล้านบาท และ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    ทั้งนี้ KBANK และ BBL เป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 99.9% และ 99.9% ของ บล.กสิกรไทย และ บล.บัวหลวง ตามลำดับ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินร่วม และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์ร่วมของบริษัทฯ ในครั้งนี้ 

    มาติดตามกันว่า หุ้นไอพีโอตัวที่ 24 จะเติมเต็มความสุขให้นักลงทุนได้สมกับสโลแกนบริษัทที่ว่า "ทีโอเอ เติมเต็มความสุขให้ทุกชีวิต..ด้วยสีสันแห่งอนาคต" หรือไม่ ในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ 

    คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh