สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

IPO Corner

| 14 มิถุนายน 2561

10 เรื่องน่ารู้ DOD เจ้าตลาดรับจ้างผลิต ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

10 เรื่องน่ารู้ DOD เจ้าตลาดรับจ้างผลิต ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

บริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด (มหาชน) หรือ DOD เตรียมเข้าเทรดในตลาด mai วันที่ 20 มิ.ย. 61 นี้ นับเป็นหุ้นน้องใหม่ที่น่าสนใจ ทั้งจากตัวธุรกิจที่เกาะเทรนด์การดูแลสุขภาพ และก่อนหน้านี้ไม่นานยังมีกระแสดราม่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่ผ่าน อย. และมีสารอันตราย ซึ่งน่าจะส่งผลบวกต่อบริษัทที่มีกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน ให้ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้ามากขึ้น

ทีมข่าว อีไฟแนนซ์ไทย คัดกรอง 10 เรื่องน่ารู้หุ้น DOD จากข้อมูลในแบบไฟลิ่ง รวมถึงการประเมินของนักวิเคราะห์ เพื่อให้นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจ 

1. DOD ทำธุรกิจรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

    DOD เป็นผู้รับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Dietary Supplement Product) ที่มีส่วนประกอบหลักมาจากสารสกัดจากธรรมชาติ โดยให้บริการครบวงจร แบบ One Stop Service ตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านผลิต การคิดค้นและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์เสริมอาหารให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า การบริการจดแจ้งเลขสารบบอาหารของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้ตราสินค้าของลูกค้า การออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การให้คำปรึกษาด้านการตลาดและช่องทางในการจัดจำหน่าย ตลอดจนการผลิตและการควบคุมการผลิตที่ได้คุณภาพ โดยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของบริษัทแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้

    1) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงาม แบ่งออกเป็น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อดูแลรูปร่าง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยสารสกัดต่างๆ ที่มีคุณสมบัติช่วยดูแลรูปร่าง เช่น ช่วยเผาผลาญไขมัน ลดการสะสมของไขมัน และลดความอยากอาหาร เป็นต้น และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อดูแลผิวพรรณ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยสารสกัดต่างๆ ที่มีคุณสมบัติช่วยบำรุงผิวพรรณให้นุ่ม ชุ่มชื่นยกกระชับ กระจ่างใส ลดเรือนริ้วรอย และจุดด่างดำบนใบหน้า

    2)ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภครับประทานเพื่อต้องการให้ร่างกายมีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยวิตามินแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ และสารสกัดต่างๆ ที่ช่วยในเรื่องเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสมอง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อระบบขับถ่าย และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทโปรตีน

2. DOD มีตราสินค้าของตัวเองคือ “Dai a to” 

    ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของบริษัทส่วนใหญ่เป็นการผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้าภายใต้ตราสินค้าหรือเครื่องหมายการค้าที่ลูกค้ากำหนด หลากหลายตราสินค้า อาทิ Co.B9, Fita, NUUI SLM, Zela.Q, Babalah Elmola, Jejuvita BB SLM / B-Bang / Filinzo / Glutato by Karmarts, Defon by คุณเปิ้ล นาคร, Zonbee by Body Shape, DT24 / Denula by Wutisak,  Fill in และ V-solen, Madame Drink/Overnight Detox by ele และ OMO Coffee  

    นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพของบริษัทเอง ภายใต้ตราสินค้า “Dai a to”  (ได เอโตะ)  ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพประเภทโปรตีน มีคุณสมบัติช่วยดูแลรูปร่าง ช่วยลดการสะสมของไขมันส่วนเกิน บำรุงระบบประสาท และบำรุงผิวพรรณให้กระจ่างใส มีลักษณะเป็นผงชงดื่มโดยนำมาผสมน้ำ เขย่าให้เข้ากัน แล้วดื่มทดแทนมื้ออาหาร 

3. DOD มีกำไร โตต่อเนื่องทุกปี 

    ผลการดำเนินงานในอดีต (2558-ไตรมาส 1/61)
    หน่วย : ลบ.
    ปี               รายได้    กำไร    อัตรากำไรสุทธิ(%)
    58              385         128        33
    59              368         138        37
    60              388         142        36
    Q1/61        214         111        51

4. DOD มีมาร์เก็ตแชร์ 23% จาก 5 บริษัทที่ทำธุรกิจเดียวกัน

    ฐานข้อมูลบริษัท บิซิเนส ออนไลน์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจัดกลุ่มธุรกิจตามการจัดประเภทตามมาตรฐานอุตสาหกรรม (ประเทศไทย) (Thailand Standard Industrial Classification (TSIC Code)) ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์จากพืชและสัตว์ที่ใช้รักษาโรค ในปี 2559 จำนวนบริษัทในธุรกิจนี้มีจำนวนรวม 704 ราย โดยรายได้รวมของบริษัทต่างๆ ที่ประกอบธุรกิจนี้ 50 อันดับแรก มีรายได้รวมประมาณ 26,698 ล้านบาท คิดเป็น 94.18% ของรายได้รวมของธุรกิจ โดย DOD มีรายได้รวมในปี 2559 จำนวน 368.37 ล้านบาท จัดเป็นอันดับที่ 11 ของธุรกิจดังกล่าว 

    ส่วนบริษัทผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบการรับจ้างผลิต มีจำนวน 5 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท เอฟ.ซี.พี. จำกัด บริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด (มหาชน) บริษัท เฮลท์ฟู้ด ครีเอชั่น จำกัด บริษัท โควิก เคทท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ได-เวลล์ จำกัด ซึ่ง 5 บริษัทดังกล่าวมีรายได้รวมกัน 1,595 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.63% ของรายได้รวมของธุรกิจนี้

    โดย DOD อยู่ในกลุ่มบริษัทนี้ ซึ่งมีรายได้รวม 368 ล้านบาท คิดเป็น 1.30% ของรายได้รวมของธุรกิจนี้ (23% จาก 5 บริษัท) บริษัทวางตำแหน่งทางการตลาดที่ทำให้เหนือกว่าคู่แข่งขันจากการมีโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้มาตรฐานการผลิตที่มากกว่ามาตรฐานการผลิตที่กำหนดให้มีโดย อ.ย. ผลิตในห้องคลีนรูมควบคุมฝุ่นละออง อุณหภูมิ และความชื้น เป็นโรงงานผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เน้นผลลัพธ์ที่ได้จากการรับประทาน และมีความรวดเร็วในการออกสินค้าให้แก่ลูกค้าจากการมีกำลังการผลิตและสต๊อคสารสกัดที่ใช้ในการผลิตอย่างเพียงพอ ทำให้ลูกค้าไม่ต้องรอสินค้านาน

5. ราคา IPO ที่ 9.30 บ. มี P/E 17 เท่า ต่ำกว่าธุรกิจเดียวกันที่อยู่ใน ตลท.

    ราคา IPO ที่ 9.30 บาท มาจากวิธีการสำรวจปริมาณความต้องการซื้อหุ้นสามัญของนักลงทุนสถาบันในแต่ละระดับราคา (Price Range) ที่ 9.00 - 9.30 บาทต่อหุ้น โดยพิจารณาจากราคาและจำนวนหุ้นที่นักลงทุนสถาบันเสนอความต้องการซื้อเข้ามา และคำนึงถึงราคาที่จะทำให้บริษัทได้รับเงินตามจำนวนที่ต้องการ และยังมีความต้องการซื้อหุ้นเหลืออยู่มากพอในระดับที่คาดว่าจะทำให้ราคาหุ้นมีเสถียรภาพในตลาดรอง

    หากพิจารณากำไรสุทธิของบริษัทในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง (ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2560 ถึงไตรมาส 1 ปี 2561) ซึ่งเท่ากับ 219.87 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายต่อประชาชนในครั้งนี้จำนวน 410.00 ล้านหุ้น (Fully Diluted) จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้น (Earnings Per Share) เท่ากับ 0.54 บาทต่อหุ้น และอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (Price to Earnings Ratio : P/E) ประมาณ 17.22 เท่า

    เปรียบเทียบกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับบริษัท กล่าวคือ บริษัทจดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้ตราสินค้าของตัวเอง มีช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุม และมีเครื่องหมายการค้าที่แข็งแกร่ง เป็นต้น บริษัทจดทะเบียนที่ใช้อ้างอิง ได้แก่  
    1) บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) (APCO) จดทะเบียนในตลาด mai มี P/E เฉลี่ย 32.32 เท่า
    2) บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) (MEGA) จดทะเบียนใน SET มี P/E เฉลี่ย 32.49 เท่า

    ทั้งนี้ DOD ขาย IPO จำนวน 110 ล้านหุ้น
    หุ้นทั้งหมดหลัง IPO  (Fully Diluted)  410 ล้านหุ้น 
    พาร์ 0.50 บาท 
    มูลค่าทางบัญชี (Book Value) ณ 31 มี.ค. 61 อยู่ที่ 0.95 บาทต่อหุ้น 

6. เงินที่ได้จาก IPO จำนวน 987 ลบ. ใช้ลงทุนโรงงานสกัดสารสำคัญจากพืช-พัฒนาตราสินค้าใหม่

บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งนี้ หลังหักค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอขายหุ้น ซึ่งเป็นเงินประมาณ 987.24 ล้านบาท ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ดังนี้

    - จำนวนประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนในโรงงานสกัด วัตถุดิบและห้องปฏิบัติการวิจัยระดับสากล โดยการก่อสร้างโรงสกัดวัตถุดิบโรงที่ 2 เพิ่มเติมจากโรงสกัดเดิม (โรงที่ 1) โดยโรงสกัดโรงที่ 2 จะมีการลงทุนในเครื่องจักรที่เป็นเครื่องสกัด  แบบที่ใช้ก๊าซเป็นตัวดึงสารสำคัญออกมาจากพืชสมุนไพร เพิ่มเติมจากโรงงานสกัดเดิมที่ใช้น้ำและแอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลายในการดึงสารสำคัญ เพราะพืชสมุนไพรบางชนิดไม่สามารถใช้น้ำและแอลกอฮอล์สกัดสารสำคัญออกมาได้หมด รวมทั้งลงทุนก่อสร้างห้องปฏิบัติการวิจัย เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะของสารสกัดที่ได้จากโรงสกัดของบริษัท และให้บริการเป็นผู้ตรวจสอบสารสำคัญในสารสกัดให้แก่บุคคลภายนอก 
    - จำนวนประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อใช้พัฒนาตราสินค้าใหม่ของบริษัท ได้แก่ ตราสินค้าเพื่อตอบสนองกลุ่มผู้สูงอายุที่มุ่งเน้นการมีสุขภาพที่ดี และตราสินค้าสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรตรีผลา
    - จำนวนประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
    - จำนวนประมาณ 637.24 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

7. มีหุ้นที่ไม่ติด Silent period  จำนวน 53.90 ล้านหุ้น 

สัดส่วนหุ้นของ “ผู้มีส่วนร่วมในการบริหาร” ที่ไม่ติด Silent period จำนวน 53,900,000 หุ้น คิดเป็น 13.15% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้

    สัดส่วนการเสนอขายหุ้น IPO
    ประเภทผู้ลงทุน                                                       จำนวนหุ้นที่เสนอขาย (ล้านหุ้น)    สัดส่วนที่เสนอขาย(%)
    ผู้มีอุปการคุณของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์                                62.05                                    56.40
    นักลงทุนสถาบัน                                                                         22                                        20.00
    ผู้มีอุปการคุณของบริษัท                                                            16.50                                    15.00
    กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท                                9.45                                       8.60

สัดส่วนผู้ถือหุ้นหลังขาย IPO 
    1) กลุ่มพรรธนประเทศและผู้ถือหุ้นเดิม 7 ราย 73.41%
    2) นักลงทุนทั่วไป 26.59%
            
8. DOD มีนโยบายปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไร 

    บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้และหักสำรองต่างๆทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนด โดยพิจารณาจากงบการเงินเฉพาะกิจการ ซึ่งการจ่ายเงินปันผลดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับกระแสเงินสด ความเพียงพอของเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ แผนการลงทุน การจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืม เงื่อนไขและข้อกำหนดในสัญญาต่างๆ ที่บริษัทผูกพันอยู่ รวมทั้งข้อจำกัดทางกฎหมาย ความจำเป็นและความเหมาะสมอื่นๆในอนาคต 
    
    ทั้งนี้ มติของคณะกรรมการบริษัทที่อนุมัติให้จ่ายเงินปันผลจะต้องถูกนำเสนอเพื่อขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น เว้นแต่การจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ซึ่งคณะกรรมการของบริษัทมีอำนาจอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลได้เป็นครั้งคราว เมื่อเห็นว่าบริษัทมีผลกำไรสมควรพอจะทำเช่นนั้นได้ โดยจะต้องรายงานให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบในการประชุมคราวถัดไป

9. DOD ฐานะแกร่ง D/E ต่ำกว่า 1 เท่า

    ฐานะการเงิน DODณ วันที่ 31 มี.ค. 61
    สินทรัพย์รวม    543.61 ลบ.
    หนี้สินรวม        257.88 ลบ.
    ส่วนของผู้ถือหุ้น    285.73 ลบ.
    อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E)     0.90 เท่า
    อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA)    89.16%
    อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE)    154.66%

10. นักวิเคราะห์ให้ราคาเหมาะสม DOD ปี 61 ที่ 11.90 บ.

    บล.ทิสโก้ ระบุ DOD เป็นผู้ให้บริการครบวงจรด้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อยู่ในธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตชัดเจนในฐานะต้นน้ำของอุตสาหกรรมอีกทั้งยังมีความสามารถในการทำกำไรที่อยู่ในระดับสูง GPM 60% และ NPM 37% ในปี 2017 และมีส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มผู้รับจ้างผลิตราว 23%

    คาดกำไรสุทธิปี 2018-20F จะเติบโตสูง 19.2% CAGR โดยคาดจะเติบโตก้าวกระโดดในปี 2018 เป็น 230 ล้านบาท (+62% YoY) หลักๆจากการที่ลูกค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความสวยงามเพิ่มคำสั่งซื้อ 

    ในขณะที่ระยะกลาง-ยาว มีปัจจัยขับเคลื่อนจาก 1) การสร้างโรงสกัดแห่งที่ 2 จะทำให้สามารถเพิ่มรายได้จากการรับจ้างสกัดสารจากลูกค้าภายนอกและลดต้นทุนในการผลิตลง  2) คาดสัดส่วนรายได้สินค้าภายใต้แบรนด์ตัวเองเพิ่มขึ้นเป็นจาก 1% ในปี 2017 เป็น 10% ในปี 2020 จากการรุกตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น อาทิ สมุนไพรตรีผลา 3) ได้ประโยชน์จากการประหยัดจากขนาดจากการทยอยใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้สามารถรักษา GPM ไว้ที่ระดับ 61% ได้ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น และ 4) โอกาสในการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศจากความได้เปรียบด้านทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นต่าง ๆ ทำให้สินค้าเป็นที่ไว้วางใจของต่างประเทศ อาทิ จีนและกลุ่ม CLMV เป็นอย่างดี

    ประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 2018 ที่ 11.90 บาท ด้วยวิธี Relative Approach อิง PER ที่ 21.1 เท่า คิดเป็น PEG ที่ 0.86 เท่า เราเห็นสมควรให้ Discount 25% จากค่าเฉลี่ยกลุ่มหุ้นใกล้เคียงที่เราทำการศึกษา (MEGA, BEAUTY, KAMART) ซึ่งถูก Justified ด้วย 1) รายได้เปราะบางกว่าเนื่องจากรายได้หลักยังมาจากการรับจ้างผลิต 2) การกระจายความเสี่ยงของรายได้ที่ต่ำ (ลูกค้า 5 รายแรกมีสัดส่วนเกิด 50% ของรายได้) และ 3) ROE ที่คาดจะยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มจากเงินสดที่สูง 

    ความเสี่ยง : การกระจายความเสี่ยงของฐานรายได้ต่ำ, ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh