IPO Corner

| 3 ตุลาคม 2560

8 เรื่องน่ารู้หุ้น "เชียงใหม่ริมดอย (CRD)" ไอพีโอตัวที่ 22 ของปีนี้

 

    ไอพีโอบริษัทที่ 22 ของปีนี้ มาจากภาคเหนือ บมจ. เชียงใหม่ริมดอย ชื่อย่อหลักทรัพย์ "CRD" เดินหน้าเข้าเทรด 5 ต.ค.นี้ ทีมข่าวอีไฟแนซ์ไทย ได้สรุป 8 เรื่องที่น่าสนใจจากไฟลิ่ง เพื่อประกอบการพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน

1. CRD ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง


     บริษัท เชียงใหม่ริมดอย จำกัด (มหาชน)  หรือ  CRD ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 27 ปีก่อน โดยนายธีรพัฒน์ จิรพิพัฒน์ และกลุ่มเพื่อนวิศวกร สถาปนิก และนักธุรกิจชาวเชียงใหม่  เพื่อให้บริการรับเหมาก่อสร้างบ้านจัดสรรแก่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใน จ.เชียงใหม่  
     ปัจจุบันรูปแบบการให้บริการรับเหมาก่อสร้าง 2 ประเภท ได้แก่ 
     (1) รับเหมาก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างทั่วไป เช่น รับเหมาก่อสร้างงานวิศวกรรมโยธา  งานสถาปัตยกรรม และงานระบบประกอบอาคาร ตามแบบที่ลูกค้ากำหนด เป็นต้น
     (2) รับเหมาก่อสร้างงานระบบสาธารณูปโภค เช่น ระบบประปา ก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูง และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำขนาดเล็ก ระบบงานชลประทาน เป็นต้น 

2.ผู้ถือหุ้นใหญ่คือ "กลุ่มจิรพิพัฒน์"


    กลุ่มจิรพิพัฒน์ ถือหุ้นใหญ่ใน CRD ก่อนขายไอพีโอจำนวน 56.80% หลังขายไอพีโอ สัดส่วนการถือหุ้นจะลดเหลือ 39.76% โดยนายธีรพัฒน์ จิรพิพัฒน์ ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ CRD
    ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 คือ นายกนก ศรีกนก ในสัดส่วน 21.40% หลังขายไอพีโอ สัดส่วนการถือหุ้นจะลดเหลือ 14.98%
    ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 คือ นายเฉลิมศักดิ์ นิมาพันธ์ ในสัดส่วน 15.00% หลังขายไอพีโอ จะลดเหลือ 10.50% 

3. ฐานลูกค้าส่วนใหญ่มากกว่า 70% มาจากหน่วยงานราชการ 


    กลุ่มลูกค้าของ CRD แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มลูกค้าหน่วยงานราชการ และกลุ่มลูกค้าภาคเอกชน 
    นับตั้งแต่ปี 2559 และต่อเนื่องถึงครึ่งแรกปี60 สัดส่วนรายได้มากกว่า 70% มาจากหน่วยงานราชการ โดยปี 2559 รายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง 1 พันล้านบาท มีสัดส่วนรายได้จากหน่วยงานราชการ 75.28% และครึ่งแรกปี 2560  รายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง 578 ล้านบาท ในจำนวนนี้คิดเป็นสัดส่วนรายได้จากหน่วยงานราชการ 85.53%  
     สาเหตุที่สัดส่วนงานของราชการมากขึ้น เนื่องจากบริษัทฯ ปรับกลยุทธ์ด้วยการเข้ารับงานโครงการจากหน่วยงานราชการเพิ่มขึ้น แม้จะมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่างานโครงการจากหน่วยงานเอกชนก็ตาม เพราะปี 2559 บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากการชะลอการลงทุนของภาคเอกชน จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ 
     
4. คู่แข่งทางตรงในธุรกิจก่อสร้าง มีจำนวนไม่มากนัก

 
    ปัจจุบันมีจำนวนนิติบุคคลที่จดทะเบียนเพื่อทำธุรกิจรับเหมามากกว่า 80,000 ราย แต่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SME)
    คู่แข่งของบริษัท  หากพิจารณาคู่แข่งทางตรงโดยเปรียบเทียบศักยภาพการแข่งขันด้านความสามารถในการเข้ารับงานหน่วยงานราชการและงานเอกชนได้ จะพบว่ามีจำนวนไม่มากนัก สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
    1.กลุ่มผู้รับเหมาท้องถิ่น เช่น บริษัท วี.สถาปัตย์ จำกัด  , บริษัท เชียงใหม่ วีระวิศวการ จำกัด , บริษัท ศักดิ์ทองพูน จำกัด , บริษัท พี.ที.โปร เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และ บริษัท ศรพญาหิรัญ จำกัด เป็นต้น 
    2.กลุ่มผู้รับเหมาต่างถิ่น  เช่น บริษัท เคเทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) , บริษัท ฤทธา จำกัด , บริษัท วรนิทัศน์ จำกัด , บริษัท ซิสเต็มโปรเฟสชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด , บริษัท ไฮเทค อินดัสเตรียลเซอร์วิส แอนด์ ซัพพลาย จำกัด  และบริษัท ไตรมิตรวิศวกรรม จำกัด เป็นต้น

5. มูลค่างานที่ยังไม่ส่งมอบ 1.3 พันล้านบาท (30 มิ.ย.60)


    ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2560 บริษัทมีงานรับเหมาก่อสร้างที่ยังไม่ส่งมอบ จำนวน 16 โครงการ คิดเป็นมูลค่างานในส่วนที่ยังไม่รับรู้รายได้รวม 1,309.45 ล้านบาท โดยจะทยอยส่งมอบในปีนี้ไปจนถึงปี 2561 
    เช่น  งานโรงแรมรพี เชียงใหม่ ,  งานอาคารหอพักนักศึกษาแพทย์ 14 ชั้น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  , อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ ภาคเหนือ มช., งานอาคารโรงแรม โฮม เชียงใหม่  และงานระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย ปากเกร็ด  เป็นต้น

6. รายได้-กำไรผันผวนขึ้นกับทิศทางเศรษฐกิจ และการลงทุนภาคเอกชน


    * รายได้ในช่วง 3 ปี 
    บริษัทมีรายได้จากการรับเหมาก่อสร้างและการให้บริการในปี 2557 ปี 2558 ปี 2559 และงวด 6 เดือนสิ้นสุด 30 มิถุนายน 2560 เท่ากับ 727.37 ล้านบาท 1,218.58 ล้านบาท 1,046.06 ล้านบาท และ 593.53 ล้านบาท ตามลำดับ  
    ปี 2559 รายได้ลดลงจากปี 2558 ประมาณ 14% เนื่องจากงานเอกชนที่มีมูลค่างานสูงได้ทยอยสิ้นสุดลง ในขณะที่มีจำนวนโครงการใหม่เพิ่มขึ้นแต่เป็นส่วนของงานราชการ และบางโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการส่งมอบพื้นที่ให้กับบริษัทเพื่อเริ่มงานก่อสร้าง  รวมถึงโครงการใหม่ยังอยู่ในช่วงของการดำเนินการก่อสร้างในส่วนฐานราก 
    นอกจากนี้ ปี 2559  บริษัทฯ ยังได้รับผลกระทบจากการชะลอการลงทุนของภาคเอกชน จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ และความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลก และภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ 
    *กำไรในช่วง 3 ปี 
    บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ปี 2557 - 2559 เท่ากับ 41.68 ล้านบาท 80.50 ล้านบาท และ 42.49 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 5.65% ,  6.58%  และ  4.01% ของรายได้รวม ตามลำดับ 
    สาเหตุที่กำไรสุทธิและอัตรากำไรสุทธิปี 2558 มากกว่าปี 2557 เกิดจากในปี 2558 บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นจากการรับเหมาก่อสร้างได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า และมีกำไรจากการให้บริการจัดเก็บขยะมูลฝอย  และต้นทุนทางการเงินลดลง 
    ส่วนสาเหตุที่กำไรสุทธิปี 2559 ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2558 จากผลกระทบปัญหาการเมืองภายในประเทศ ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลก และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวภายในประเทศ ส่งผลให้ภาคเอกชนชะลอการลงทุน การคิดอัตรากำไรในการเข้ารับงานจึงทำได้ไม่สูงนักเพื่อเพิ่มโอกาสในการรับงาน ประกอบกับมีค่าใช้จ่ายในการเตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
    งวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2560 บริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 14.26 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 2.38% ของรายได้รวม การลดลงของกำไรสุทธิเป็นผลมาจากการลดลงของกำไรขั้นต้นเป็นปัจจัยสำคัญ

7.ราคาไอพีโอหุ้นละ 1.44 บาท อิง P/E 24 เท่า      


    ที่ปรึกษาทางการเงิน ได้แก่ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM)
    บริษัทฯ เสนอขายไอพีโอจำนวน 150 ล้านหุ้น ที่ราคาไอพีโอหุ้นละ 1.44 บาท คิดเป็นมูลค่าเสนอขาย 216 ล้านบาท หลังขายไอพีโอจะมีหุ้นทั้งหมด 500 ล้านหุ้น 
    ราคาหุ้นสามัญที่เสนอขายหุ้นละ 1.44 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) เท่ากับ 24.00 เท่า  คำนวณจากผลประกอบการของบริษัทในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.59 - วันที่ 30 มิ.ย.60  ซึ่งมีกำไรสุทธิเท่ากับ 31.63 ล้านบาท เมื่อหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดหลังขายไอพีโอที่ 500 ล้านหุ้น (Fully Diluted) จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.06 บาท 
    บริษัทไม่สามารถหา  P/E Ratio ของบริษัทจดทะเบียนในตลาด mai ที่มีลักษณะการประกอบธุรกิจที่คล้ายคลึงกันอย่าง  บมจ.ที เอ็นจิเนียร์ริ่ง คอร์เปอร์เรชั่น (T) และ บมจ.โฟคัส ดีเวลลอปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น (FOCUS) มาเทียบได้เนื่องจากทั้ง 2 บริษัทดังกล่าว มีผลประกอบการขาดทุน
    แต่หากเทียบ P/E Ratio ของหมวดธุรกิจบริการรับเหมาก่อสร้าง (Construction Services: CONS) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เฉลี่ยในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย.2560 - วันที่ 20 ก.ย.2560 มีค่าเท่ากับ 32.52 เท่า 

8. วัตถุประสงค์การใช้เงินส่วนใหญ่เพื่อสำรองเป็นเงินทุนหมุนเวียน


    1. ลงทุนซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ และยานพาหนะที่ใช้ในงานก่อสร้าง ประมาณ 50 ล้านบาท  
    บริษัทฯ มีแผนลงทุนในเครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้ในงานก่อสร้างเพิ่มเติม อาทิ ปั้นจั่น รถแม็คโคร รถเครน รถตัก รถบดดิน เป็นต้น ภายในปี 2560-2561 คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งการลงทุนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพของบริษัทในการเข้ารับงานโครงการจากหน่วยงานราชการ และเอกชนมากขึ้น
    2. ลงทุนเพิ่มเติมพื้นที่สำนักงาน / อุปกรณ์สำนักงาน / เครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์  ประมาณ  20 ล้านบาท บริษัทฯ มีแผนลงทุนเพิ่มเติมพื้นที่สำนักงาน อุปกรณ์สำนักงาน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำหรับรองรับการขยายฝ่ายงานต่างๆ อาทิ ฝ่ายวิศวกรรมออกแบบ ฝ่ายวิศวกรรมงานระบบไฟฟ้าแรงสูง ฝ่ายวิศวกรรมงานระบบสุขาภิบาลและประปา เป็นต้น โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 20 ล้านบาท ในปี 2560-2561 
    3. ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับโครงการก่อสร้าง และการขยายธุรกิจในอนาคต (ภายในปี 2560-2561)

    คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh