IPO Corner

| 15 ธันวาคม 2560

8 เรื่องน่ารู้หุ้น "ซีพีที ไดร์ แอนด์ เพาเวอร์" (CPT)

 

     23 ปีก่อน มีกลุ่มวิศวกร 3 คนที่เชี่ยวชาญในอุปกรณ์เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมร่วมก่อตั้งบริษัท และวันนี้พวกเขากำลังนำบริษัทดังกล่าวเข้าตลาดหุ้น นั่นคือ บมจ.ซีพีที ไดร์ แอนด์ เพาเวอร์ (CPT) เตรียมจะลงสนามเทรด SET วันที่ 20 ธ.ค.นี้ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สรุป 8 เรื่องที่สำคัญมาฝากนักลงทุน ไปติดตามกันเลย 

1. ทำธุรกิจขายอุปกรณ์-ระบบควบคุมไฟฟ้า 


    CPT ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2537 โดยกลุ่มวิศวกร 3 คนที่มีประสบการณ์ด้านอุปกรณ์ควบคุมเครื่องจักรของโรงงานอุตสาหกรรม ได้แก่ 1.นายสมศักดิ์ หลิมประเสริฐ 2.นายอภิชาติ ปีปทุม และ 3.นายนพดล วิเชียรเกื้อ  
    เริ่มจากการขายอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อดัดแปลงการควบคุมเครื่องจักรเก่าแต่อยู่ในสภาพใช้งานได้  ต่อมาขยายสู่การขายอุปกรณ์ตู้ระบบไฟฟ้าและระบบควบคุมเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม  ฐานลูกค้าหลักเป็นอุตสาหกรรมโรงงานน้ำตาล
    ปัจจุบัน CPT  ประกอบธุรกิจ 4 ส่วน ได้แก่  1.ธุรกิจขายตู้ไฟฟ้า  2.ธุรกิจขายอุปกรณ์ไฟฟ้า 3.ธุรกิจให้บริการรับเหมาและติดตั้งสายไฟและการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยขนาดแรงดัน 69-115 kV. และ 4. ธุรกิจให้บริการและซ่อมแซม 
      
2. CPT มีรายได้-กำไรเติบโตทุกปี   


    ปี 2557 มีรายได้  1,071.46 ล้านบาท  กำไรสุทธิ 53.35 ล้านบาท  อัตรากำไรสุทธิ 4.98% 
    ปี 2558 มีรายได้  1,065.31 ล้านบาท  กำไรสุทธิ 85.52 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 8.03% 
    ปี 2559 มีรายได้  1,230.28 ล้านบาท  กำไรสุทธิ 111.20 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 9.04% 
    9 เดือน ปี 2560 มีรายได้ 766.23 ล้านบาท กำไรสุทธิ 85.64 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 11.18% 

    รายได้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากลูกค้าเดิมที่ขยายฐานการผลิต และจากลูกค้าใหม่ โดยเกิน 50% ของรายได้รวมมาจากการขายตู้ไฟฟ้า (Panel)  รองลงมาเป็นการให้บริการรับเหมาและติดตั้งสายไฟและการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อย  ซึ่งส่วนใหญ่มาจากลูกค้ากลุ่มโรงงานน้ำตาล
    กำไรสุทธิเติบโตดีต่อเนื่อง อัตรากำไรสุทธิเพิ่มทุกปี โดยเฉพาะ 9 เดือนแรกปี60 นี้กำไรโต 64.50% YoY เนื่องจากมีสัดส่วนการขายตู้ไฟฟ้า (Panel) และขายสินค้าสำเร็จรูป (Unit) ในสัดส่วนที่มากกว่างานบริการรับเหมาติดตั้งซึ่งกำไรขั้นต้นจากการขายสินค้ามีอัตราสูงกว่างานบริการรับเหมาติดตั้ง

3.ขายไอพีโอหุ้นละ 2.30 บาท เข้าเทรด SET


    CPT เสนอขายหุ้นไอพีโอ  270 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 30% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด  
    บล.ฟิลลิป เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
    ราคา Par 0.50 บาทต่อหุ้น  ,  Book Value  0.82 บาทต่อหุ้น 
    เสนอขายหุ้นละ 2.30 บาท คิดเป็น P/E เท่ากับ 14.12 เท่า โดยคำนวณจากกำไรรอบ 12 เดือน ( Q4/59- Q3/60) อยู่ที่ 146.60 ล้านบาท หารด้วยหุ้นทั้งหมดหลังขายไอพีโอที่ 900 ล้านหุ้น (Fully Diluted) ได้ EPS เท่ากับ 0.16 บาท  
    ค่า P/E ดังกล่าวคิดเป็นส่วนลด 36.18% จากค่า P/E หมวดธุรกิจวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักรใน SET เท่ากับ 22.12 เท่า ส่วนบริษัทที่คล้ายคลึงอย่าง ASEFA มี P/E 12.85 เท่า 

4. มีหุ้นที่ไม่ติด  silent period  45% 


    ในไฟลิ่งระบุถึงสัดส่วนของ ผู้มีส่วนร่วมในการบริหาร ที่ไม่ติด silent period  มีจำนวน 405 ล้านหุ้น คิดเป็น 45% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลังการเสนอขายที่ 900 ล้านหุ้น 

 5. ระดมเงินบุกตลาด ตปท.- สร้างโรงงานใหม่


    บริษัทฯ คาดจะได้เงินจากากรขายไอพีโอครั้งนี้สุทธิประมาณ 599 ล้านบาท 
    วัตถุประสงค์ใช้เงิน เพื่อใช้ลงทุนสร้างโรงงานใหม่ รองรับการผลิตตู้ไฟชนิดไม่มีโครงสร้างแบบ Metal Clad Switchgear (MCSG) ประมาณ 200 ล้านบาท  และอีก 70 ล้านบาทเพื่อขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย พม่าและเขมร เป็นต้น  ส่วนที่เหลือจากนั้นใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน 
    CPT ยังเตรียมลงทุนซื้อเทคโนโลยีและอุปกรณ์ เพื่อประกอบ Ring Main Unit (RMU) ซึ่งได้ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้น (MOU) แล้วกับพันธมิตรจีนแล้ว  
    นอกจากนี้  ยังมีแผนการขายระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage  System ในอนาคต ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างจัดทำความร่วมมือกับบริษัท Danfoss จากประเทศเดนมาร์กในการถ่ายทอดเทคโนโลยี

6. มีความเสี่ยงจากการพึ่งลูกค้ากลุ่มเดียว-ผู้จัดจำหน่ายน้อยราย 


    ความเสี่ยงที่สำคัญของ CPT คือ 
    1. การพึ่งพิงกลุ่มลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำตาล เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท รายได้จากลูกค้ากลุ่มโรงงานน้ำตาลคิดเป็น 42.98% และ 52.86% ของรายได้จากการขายและบริการ ตามลำดับ สำหรับปี2559 และ 9 เดือนของปี 2560 ตามลำดับ
    2. การพึ่งพิงผู้จัดจำหน่ายน้อยราย ได้แก่ ABB LS และ HITACHI ซึ่งเป็นสัดส่วนที่อยู่ในระดับของการพึ่งพิงผู้จัดจำหน่ายทั้งสามรายดังกล่าวรวมกันอยู่ประมาณ 50% ในปี 2559 และ 30% สำหรับยอดซื้อ 9 เดือนของปี 2560

7. ฐานะการเงินดี-หนี้สินต่ำ


    ปี 2557-2559 มีสัดส่วน D/E 1.17 เท่า  , 0.77 เท่า และ 0.85 เท่า ตามลำดับ และงวด 9 เดือนแรกปี60 อยู่ที่ 0.84 เท่า
    บริษัทมีหนี้สินรวมลดลง และส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากผลประกอบการมีกำไร จึงนำเงินที่ได้จาการทำธุรกิจไปชำระหนี้ส่งผลให้ D/E ณ สิ้นปี 2557 – ณ 30 กันยายน 2560 ลดลงอย่างต่อเนื่อง   
    ปัจจุบัน ไม่มีหนี้สินระยะยาว มีเพียงเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินเป็นเงินกู้ประเภทสินเชื่อเพื่อชำระค่าสินค้าประเภททรัสต์รีซีท (TR) ในการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ

8. ผู้ถือหุ้นรายใหญ่มี 3 กลุ่ม และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท

     รายชื่อผู้ถือหุ้น               ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560        หลังเสนอขายหุ้น IPO
                                            จำนวน (หุ้น)         %                       จำนวน (หุ้น)    %
    1.ครอบครัวหลิมประเสริฐ    283,498,600    45.00                   283,498,600    31.50
    2.ครอบครัวปีปทุม               252,000,000    40.00                   252,000,000    28.00
    3.ครอบครัววิเชียรเกื้อ         94,500,000      15.00                    94,500,000     10.50

 

 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh