IPO Corner

| 7 พฤศจิกายน 2559

ALLA ลั่นกลับมาโตหลังเข้าเทรด

          IPO CORNER     

                 องอาจ ปัณฑุยากร
                 กรรมการผู้จัดการ
                 บริษัท ออลล่า จำกัด (มหาชน) หรือ ALLA
                

   ALLA ลั่นกลับมาโตหลังเข้าเทรด

         "ออลล่า "ลั่นกลับมาโตหลังเข้าเทรด SET วันที่ 8 พ.ย. นี้ ด้วยราคา IPO ที่ 2.88 บาท ชี้ปี 59 ถือว่าเป็นจุดต่ำสุดแล้ว แย้มอยู่ระหว่างประมูลงานหลายโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศหลักพันล้านบาท พร้อมเล็งขยายตลาดไปอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า โรงงานน้ำตาล ปิโตรเคมี จากที่อดีตเน้นจำหน่ายในอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นหลัก ขณะที่จะใช้เงินระดมทุนไปใช้ในการขยายการขยายคลังสินค้า และโรงงาน 60 ล้านบาท รวมถึงจัดตั้งบริษัทร่วมในประเทศอินโดนีเซีย


**รู้จัก "ออลล่า"
        บริษัท ออลล่า จำกัด (มหาชน) หรือ ALLA เป็นผู้ผลิต จำหน่าย และติดตั้งอุปกรณ์ขนถ่ายวัสดุที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม อาทิ เครนและรอกไฟฟ้า (Crane and Hoist) สะพานปรับระดับ (Loading Dock Leveler) ประตูอุตสาหกรรม (Industrial Door) ม่านริ้วพีวีซี (PVC Strip Curtain) และม่านตัดอากาศ (Air Curtain) รวมถึงการให้บริการหลังการขาย และบริการศูนย์ฝึกอบรมผู้ใช้เครนก่อตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 20 มีนาคม 2535 โดย นายองอาจ ปัณฑุยากร และกลุ่มวิศวกรผู้เชี่ยวชาญงานทางด้านเครื่องจักรหนักและอุปกรณ์ขนถ่ายสินค้าในโรงงานอุตสหกรรม ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท เพื่อประกอบธุรกิจเป็นผู้นำเข้า ผลิต และจัดจำหน่ายเครน รอกไฟฟ้า ประตูอุตสาหกรรม และ สะพานปรับระดับ ให้กับลูกค้ากลุ่มอุตสหกรรม ต่อมากิจการได้เจริญเติบโตและเพิ่มทุนจดทะเบียนจนกระทั้งเป็น 300 ล้านบาท
 

**แผนการขายไอพีโอ
        ขาย IPO จำนวน 150 ล้านหุ้น เปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2559 ที่ราคาเสนอขายที่ 2.88 บาท มูลค่าที่ตราไว้ 0.50 บาท และคาดว่าจะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 8พฤศจิกายน 2559 โดยจะมีบริษัทหลักทรัพย์ที่ร่วมจัดจำหน่าย และรับประกันการจัดจำหน่ายอีก 6 แห่งประกอบไปด้วย บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

**แผนการลงทุน
        มีแผนใช้เงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ในการขยายการขยายคลังสินค้า 80 ล้านบาท และขยายโรงงาน 60 ล้านบาท รวมถึงขยายกิจการโดยการจัดตั้งบริษัทร่วมในประเทศอินโดนีเซีย พร้อมกันนี้จะแบ่งชำระหนี้ประมาณ 50-60ล้านบาท
 

**ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
        ผลการดำเนินงานของบริษัทฯในช่วง 3 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2556-2558 มีดังนี้ รายได้จากการขายและบริการรวมปี 2556 จำนวน 924.10 ล้านบาท กำไรสุทธิ 189.90 ล้านบาท ส่วนปี 2557 มีรายได้จากการขายและบริการรวม
1,065.11 ล้านบาท กำไรสุทธิ 173.00 ล้านบาท ส่วนปี 2558 มีรายได้จากการขายและบริการรวม 870.27 ล้านบาท กำไรสุทธิ 100.62 ล้านบาทในขณะที่รายได้จากการขายและบริการรวมของช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 อยู่ที่ 292.03 ล้านบาท กำไรสุทธิ 28.89 ล้านบาท

**ภาพผลประกอบการอนาคต
        แนวโน้มรายได้ในปี 60 คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าปี 59 เพราะในปี 59 ถือว่าเป็นจุดต่ำสุดของบริษัทแล้ว และบริษัทฯอยู่ระหว่างประมูลงานหลายโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ มูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรู้ผลภายในปีนี้ถึงปีหน้าและเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 ปี 60 และบริษัทฯมีแผนขยายตลาดในประเทศไปยังอุตสาหกรรมที่บริษัทฯยังไม่ได้เข้าไปจำหน่ายคืออุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า โรงงานน้ำตาล ปิโตรเคมี จากที่ผ่านมาบริษัทฯจะเน้นจำหน่ายในอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นหลัก ส่วนในต่างประเทศขณะนี้อยู่ระหว่างจัดตั้งบริษัทร่วมทุนที่อินโดนีเซียคาดว่าจะจัดตั้งได้ปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า และจะเริ่มเปิดดำเนินงานได้ในไตรมาส 2/60 รวมถึงมีแผนขยายตลาดไปในแถบอาเซียนด้วย

**นโยบายจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ
       เกณฑ์การจ่ายเงินปันผลและมีเงื่อนไขการจ่าย เงินปันผลในแต่ละปีในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะกิจการในแต่ละงวดบัญชีหลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนด โดยการจ่ายเงินปันผลดังกล่าวจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับกระแสเงินสด แผนการลงทุนในโครงการต่างๆ ของบริษัท รวมถึงความจำเป็นและความเหมาะสมอื่นๆ ในอนาคตด้วยอัตราการจ่ายปันผลดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงไปจากที่กำหนดไว้ข้างต้นขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน สภาพคล่อง ความจำเป็นในการลงทุนหมุนเวียน การลงทุนเพิ่มเติม การขยายธุรกิจ เงื่อนไขและข้อจำกัดตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเงินกู้ยืม และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการบริหารงานตามที่คณะกรรมการ และ/หรือ ผู้ถือหุ้นของบริษัทเห็นสมควรทั้งนี้ มติของคณะกรรมการบริษัทของบริษัท ที่อนุมัติให้จ่ายเงินปันผลจะต้องถูกนำเสนอเพื่อขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น เว้นแต่เป็นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลซึ่งคณะกรรมการบริษัทของบริษัทมีอำนาจอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลได้ และจะดำเนินการรายงานให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นรับทราบในการประชุมต่อไป
 


**โครงสร้างผู้ถือหุ้นหลังขาย IPO
      โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่หลังการเสนอขาย IPO จะประกอบด้วย
      1.กลุ่มปัณฑุยากร ถือหุ้นจำนวนรวม 382,500,000 หุ้น หรือ 63.75%
      1.1 นายองอาจ ปัณฑุยากร ถือหุ้นจำนวน 202,500,000 หุ้น หรือ 33.75%
      1.2 นางวัลลยา ปัณฑุยากร ถือหุ้นจำนวน 135,000,000 หุ้น หรือ 22.50%
      1.3 นางสาวชลัมพร ปัณฑุยากร ถือหุ้นจำนวน 45,000,000 หุ้น หรือ 7.50%
      2. นายธราธร รัตนศรีทองถือหุ้นจำนวน 67,500,000 หุ้น หรือ 11.25%
      3. ประชาชนทั่วไป ถือหุ้นจำนวนรวม 150,000,000 หุ้น หรือ 25%
 

*********************************

 

โดย...สุภาวดี แถลงศรี
สำนักข่าว eFinanceThai.com

 

 

 

 

 

 

 

.

 

     

 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh