IPO Corner

| 15 กันยายน 2560

ไฮไลท์ 10 ข้อเน้นๆ หุ้นไอพีโอน้องใหม่อย่าง " SKN "

          ไฮไลท์หุ้นไอพีโอน้องใหม่ตัวที่ 19 ของปี ที่จะเดินหน้าลงสนามเทรด SET วันที่ 26 กันยายน 2560 คือ บมจ. ส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ หรือ SKN “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” รวบรวม 10 เรื่องที่น่าสนใจ ที่นักลงทุนมิควรพลาด

          SKN โอกาสโตสูง ในปัจจุบัน อุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ นิยมทำมาจากแผ่นไม้ทดแทนธรรมชาติกันแทบทั้งหมด โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ แถมมีลวดลายสวยงาม เรียบเนียน นิยมใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ตกแต่งภายในอาคารบ้านเรือน เรียกว่า แผ่นไม้เอ็มดีเอฟ ด้วยคุณสมบัติที่เสมือนไม้จริง ต้นทุนต่ำ และมีความคงทน เมื่อเทียบกับไม้ทดแทนธรรมชาติประเภทอื่น ทำให้ภาพรวมเอ็มดีเอฟในตลาดโลกมีความต้องการสูงต่อเนื่องทุกปี กลับมามองที่ตลาดบ้านเรา ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแผ่นไม้เอ็มดีเอฟมีรายใหญ่ในตลาดอยู่เพียงไม่กี่รายในปัจจุบัน “ส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์” เห็นช่องว่างการตลาด และโอกาสโตในตลาดโลก ปัจจุบัน เป็นผู้ผลิตและส่งออกแผ่นไม้เอ็มดีเอฟลำดับต้นๆ ของประเทศไทยที่มีกำลังการผลิตและออเดอร์ทะลัก หลังจากเข้ามาระดมทุน เราเชื่อว่าจะเปลี่ยนโฉมจากธุรกิจกงสี มุ่งสู่การเป็นมหาชนชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้       

          1. ธุรกิจอยู่ในเทรนด์อุตสาหกรรม

          ในปี 2558 มีปริมาณการใช้ทั่วโลกสูงถึง 94.5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือโตเฉลี่ย 11% สูงกว่าแผ่นไม้ทดแทนธรรมชาติรูปแบบอื่นๆ ที่โตเฉลี่ยเพียง 4% ขณะที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำการส่งออกแผ่นไม้เอ็มดีเอฟของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และของโลก มีมูลค่าการส่งออกแผ่นไม้เอ็มดีเอฟเป็นลำดับที่ 4 ซึ่งมีสัดส่วนเพียง 6% ของตลาดทั่วโลก  

          2. ส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ คือผู้ผลิตแผ่นไม้เอ็มดีเอฟ

          บมจ. ส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ หรือ SKN เราคือผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายแผ่นไฟเบอร์บอร์ดความหนาแน่นปานกลาง หรือที่เรียกว่า แผ่นไม้เอ็มดีเอฟ ธุรกิจของเราอยู่ในเทรนด์อุตสาหกรรมที่มีการเติบโต และมีความต้องการเพิ่มขึ้นในอนาคต โรงงานอยู่ที่ จ.ระยอง ใช้ไม้ยางพาราเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต โดยมีกำลังการผลิตในปัจจุบันอยู่ที่ 240,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี สำหรับลูกค้าหลักเป็นลูกค้าส่งออกแทบทั้งหมด หรือมากกว่า 90% กลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทฯ ซึ่งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก

          3. ชั่วโมงบินสูง ประสบการณ์ 30 ปี เป็นต้นทุนธุรกิจที่ไม่มีขาย

          จุดเด่นสุดที่เลียนแบบไม่ได้ คือ ประสบการณ์ของผู้บริหารที่อยู่ในแวดวงธุรกิจไม้มายาวนานกว่า 30 ปี ทำให้มีความรู้และความเชี่ยวชาญสูงมาก จากการทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่ ธุรกิจโรงเลื่อยไม้ที่ขยายการเติบโตเป็นรายใหญ่ในภาคตะวันออก, ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราเพื่อส่งออก จากนั้น เข้าไปรุกธุรกิจผลิตและจำหน่ายแผ่นไม้ทดแทนธรรมชาติ จึงทำให้มีความเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

          4.ใช้กำลังการผลิตสูงต่อเนื่อง นับตั้งแต่เริ่มผลิตเพื่อส่งออก

          ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้น SKN จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ ในเดือนกันยายน ปี 2553 โดยกลุ่มผู้ถือหุ้น กลุ่มส.กิจชัย (ถือหุ้นสัดส่วน 70%) และกลุ่มสหกิจ (ถือหุ้นสัดส่วน 30%) เพื่อรุกธุรกิจผลิตและจำหน่ายแผ่นไม้เอ็มดีเอฟโดยเฉพาะ เพราะผู้บริหารทั้งสองกลุ่มมีความเชี่ยวชาญ เห็นเทรนด์ความต้องการใช้เอ็มดีเอฟในตลาดโลก เริ่มผลิตเพื่อส่งออกปี 2556 จากนั้นก็มีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นทุกปี ในปี 2557 -2559 อยู่ที่ 171,175 ลูกบาศก์เมตร, 197,532 ลูกบาศก์เมตร และ 199,658 ลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ ทำให้บริษัทฯ สามารถใช้กำลังการผลิตในระดับสูงต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน และในไตรมาส 2/2560 ใช้กำลังการผลิตแตะระดับ 90% ทำนิวไฮนับตั้งแต่เริ่มผลิตเพื่อส่งออก เป็นทิศทางบวกธุรกิจ และบริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะรักษาการใช้กำลังการผลิตในระดับสูงต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนยอดขายและกำไร รวมถึงการมี Economy of Scale

          5.เครื่องจักรเทคโนโลยีใหม่ คุมต้นทุนการผลิตและคุณภาพสินค้า

          บริษัทใช้เครื่องจักรใหม่ ทันสมัยจากประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ผู้นำเทคโนโลยีที่ผลิตเครื่องจักร เพื่อผลิตแผ่นไม้ทดแทนธรรมชาติชั้นนำของโลก สามารถผลิตแผ่นไม้เอ็มดีเอฟได้หลากหลายขนาด ตามคำสั่งซื้อของลูกค้า ได้รับมาตรฐานการผลิตและสิ่งแวดล้อมการันตี มุ่งเน้นการวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำให้สินค้ามีความความโดดเด่นในเรื่องของคุณภาพ ต้นทุนการผลิตสามารถบริหารจัดการให้อยู่ในระดับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดมุ่งหมายการตลาดจะวัดกันที่คุณภาพสินค้า ไม่ใช่ราคา

          6.ทำเลใกล้แหล่งวัตถุดิบ และท่าเรือ

          ที่ตั้งโรงงานอยู่จังหวัดระยอง เป็นแหล่งปลูกยางพาราในภาคตะวันออก และใกล้อีสาน ขณะที่ความสัมพันธ์กับผู้ขายไม้ยางพาราทั้งภาคตะวันออก และอีสานแน่นแฟ้น หมดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ ใกล้ท่าเรือขนส่งสินค้าน้ำลึกที่แหลมฉบังและมาบตาพุต ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนการขนส่งได้

          7.ลูกค้าพร้อมจ่ายเงินก่อนได้ของ หนุน Cash Cycle ติดลบที่ 19.1 วัน เสริมจุดเด่น SKN

          จากการมุ่งเน้นการวิจัยพัฒนาคุณภาพสินค้าและการผลิตอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่เริ่มต้นการผลิต ทำให้สินค้าของบริษัทได้รับการยอมรับในตลาดโลกอย่างรวดเร็ว ขณะที่การบริหารวงจรเงินสดในระดับที่ดีเยี่ยม หรือล่าสุดในช่วงครึ่งแรกปี 60 มี Cash Cycle ติดลบ 19.1 วัน สะท้อนความสามารถในการบริหารลูกหนี้การค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลูกค้ายอมจ่ายเงินก่อนรับของ นับเป็นการลดความเสี่ยง และแสดงออกถึงความเชื่อมั่นและความต้องการสินค้าของบริษัทได้อย่างไม่ต้องอธิบายอะไรมาก

          8.ระดมทุนใน SET ขยายกำลังการผลิตกว่าเท่าตัว ปลดล็อคข้อจำกัดการโต

          จากที่กล่าวข้างต้น ข้อจำกัดในการเติบโตอาจเป็นเรื่องของกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอรองรับออเดอร์ลูกค้าที่เข้ามาล้นทะลัก ทำให้บริษัทต้องปฏิเสธคำสั่งซื้อสินค้าที่เข้ามาในช่วงก่อนหน้านี้เป็นจำนวนมาก ดังนั้น หลังระดมทุน เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อขยายไลน์ผลิตสินค้า ปลดล็อคเรื่องกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอ โดยกำลังการผลิตใหม่คาดจะแล้วเสร็จในช่วงกลางไตรมาส 3/2561 สนับสนุนให้ SKN มีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 500,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี เสริมความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ และสามารถรับออเดอร์ที่เข้ามาได้อย่างครบถ้วน ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็ได้ขยายการตลาด ขยายฐานลูกค้ารอไว้แล้ว 

           9.แผนการระดมทุน เคาะไอพีโอ 7.35 บ. ทิสโก้ชี้ชัด ความต้องการล้น 15 เท่า

          SKN เสนอขายไอพีโอ 200 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น 25% ของหุ้นทั้งหมดภายหลังไอพีโอ มีบล. ทิสโก้ เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและแกนนำการเสนอขายหลักทรัพย์ โดยกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ภายหลังไอพีโอ ได้แก่ กลุ่มส.กิจชัย ถือหุ้น 52.50% กลุ่มสหกิจ 22.50% และประชาชนทั่วไป 25% โดยกำหนดราคาไอพีโอ 7.35 บาท/หุ้น มีความต้องการล้น 15 เท่าของจำนวนหุ้นที่จะจัดสรรให้กับนักลงทุนสถาบัน กำหนดวันเปิดจองซื้อหุ้นไอพีโอ ระหว่างวันที่ 15 และ 18 – 20 กันยายนนี้ และคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันอังคารที่ 26 กันยายน 2560 โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “SKN” เงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้จำนวน 1,470 ล้านบาท นำไปใช้ชำระคืนเงินกู้ระยะยาวจำนวน 650 - 700 ล้านบาท ทำให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลง และ D/E ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจุบัน D/E อยู่ที่ 1.6 เท่า รวมทั้งนำไปลงทุนขยายกำลังการผลิต 500 ล้านบาท และส่วนที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน  

          10.ผลงานเข้าตากำไรขั้นต้นระดับสูง สรุปผลงาน 6 เดือนแรกปีนี้

          ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2557 - 2559 บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,547.87 ล้านบาท, 1,664.15 ล้านบาท และ 1,492.17 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ แนวโน้มปริมาณการขายสินค้าเพิ่มสูงขึ้นตามคำสั่งซื้อของลูกค้าต่างประเทศ มีกำไรสุทธิสำหรับปี 2557 - 2559 อยู่ที่ 28.73 ล้านบาท, 354.13 ล้านบาท และ 262.58 ล้านบาท ตามลำดับ

          ผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทฯ มีรายได้จากการขายเท่ากับ 742.52 ล้านบาท กำไรสำหรับงวด 103.71 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นราว 32% อัตรากำไรสุทธิราว 14% โดยทิศทางราคาขายเฉลี่ยของบริษัทเมื่อแปลงเป็นสกุลเงินบาทตั้งแต่ต้นปี 2560 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาโดยตลอดเมื่อเทียบกับช่วงปลายปี 2559  

          ทิ้งท้าย หลังระดมทุนจะเป็นก้าวที่สำคัญในการเติบโต เพราะความต้องการแผ่นไม้เอ็มดีเอฟในตลาดโลกมีทิศทางเพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่า SKN มีตลาดที่ใหญ่มาก นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญในเรื่องการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับต่ำ แต่ได้รับคุณภาพสินค้าที่เหนือกว่า เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า และลดการแข่งขันทางด้านราคาได้ หากเข้ามาดูในที่งบการเงินแล้ว จะพบว่า บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบได้เป็นอย่างดี และโครงการลงทุนปรับปรุงระบบฉีดกาว ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของบริษัท ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จไตรมาส 4/2560 ปีนี้ รวมถึงโอกาสในการต่อยอดไปสู่ธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย มองว่าไม่ใช่เรื่องยากสำหรับ SKN เป็นปัจจัยเด่นที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม.....

 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh