IPO Corner

| 19 ตุลาคม 2560

9 ข้อน่ารู้ก่อนลงทุนไอพีโอ FLOYD พร้อมเข้าเทรด mai 1 พ.ย. นี้

          หุ้นไอพีโอตัวที่ 25 ของปี ที่จะเดินหน้าลงสนามเทรด mai วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 คือ บมจ.ฟลอยด์ หรือ FLOYD “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” รวบรวม 9 เรื่องที่น่าสนใจ จากข้อมูลในไฟลิ่ง ดังนี้

     1. FLOYD  ผู้ให้บริการรับเหมาติดตั้งงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกลแบบครบวงจร

         บมจ.ฟลอยด์  (FLOYD) จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2531 ดำเนินธุรกิจมากว่า 29 ปี ธุรกิจของบริษัทฯ มีดังนี้ 
          1. การให้บริการรับเหมาติดตั้งงานระบบวิศวกรรมไฟฟ้าและระบบวิศวกรรมสื่อสารครบวงจร (Electrical & Communication System) โดยเริ่มตั้งแต่จัดซื้อและจัดหาวัสดุอุปกรณ์ ให้คำปรึกษา ออกแบบ วางระบบ และติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าและสื่อสาร งานระบบวิศวกรรมไฟฟ้า
          2. การให้บริการรับเหมาติดตั้งงานระบบประปา ระบบสุขาภิบาล และระบบป้องกันอัคคีภัยครบวงจร (Sanitary & Fire Protection system) โดยเริ่มตั้งแต่จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ให้คำปรึกษา ออกแบบ วางระบบ และติดตั้งอุปกรณ์ภายในอาคาร
          3. การให้บริการงานรับเหมาติดตั้งงานระบบปรับอากาศและระบายอากาศ (Air Conditioning & Ventilation system) โดยเริ่มตั้งแต่จัดหาวัสดุอุปกรณ์ให้บริการออกแบบและให้คำปรึกษาในการวางระบบ รวมถึงการจัดหาวัสดุอุปกรณ์และติดตั้งระบบปรับอากาศ

     2. ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 4 กลุ่ม 

         ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 4 กลุ่ม เป็นเพื่อนที่มีความสัมพันธ์ที่ยาวนานเกือบ 40 ปี ก่อตั้งบริษัทมาด้วยกันอันประกอบด้วย กลุ่มเมืองเกษม, กลุ่มจิตตวีระ, กลุ่มเลิศศุภกุล, และกลุ่มทัศนสุกาญจน์ ทั้งหมดถือหุ้นเท่ากันในสัดส่วน 25% และภายหลังขายหุ้นไอพีโอครั้งนี้ จะเหลือสัดส่วนการถือหุ้น 18.75% จากจำนวนหุ้นหลังการเสนอขายไอพีโอที่ 360 ล้านหุ้น

     3. กลุ่มลูกค้าเป้าหมายห้างสรรพสินค้าและค้าปลีก - อาคารชุด

         กลุ่มลูกค้าหลัก และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายล้วนเป็นบริษัทฯ ชั้นนำ กลุ่มห้างสรรพสินค้าและค้าปลีก กลุ่มอาคารชุด คอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และโรงงานอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มโฮมโปร กลุ่มเมกาโฮม กลุ่มไทวัสดุ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ กลุ่มโรบินสัน กลุ่มเจเอเอส แอสเซ็ท เป็นต้น
          บริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจ และความน่าเชื่อถือด้านความเชี่ยวชาญ ความสามารถรับงาน - ส่งมอบงานตรงเวลา ส่งผลให้ได้งานจากกลุ่มลูกค้าอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด อีกทั้งบริษัทฯ มีหลักเกณฑ์ในการรับงานที่เน้นกลุ่มลูกค้าที่มีเครดิตน่าเชื่อถือ เป็นกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ และกลุ่มบริษัทที่มีเครดิตดี ทำให้ไม่มีปัญหาความเสี่ยงด้านหนี้สูญ  

     4. โอกาสเติบโตตามอุตฯ ค้าปลีก - อสังหาริมทรัพย์ 

         ลูกค้าหลักของบริษัทฯ อยู่ในกลุ่มห้างสรรพสินค้าและค้าปลีก ประเภทศูนย์การค้า, กลุ่มห้างสรรพสินค้าและค้าปลีก ประเภทร้านค้าวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้าน รวมไปถึง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ประเภทห้องชุดเป็นหลัก ดังนั้น การเติบโตด้านยอดขาย การขยายสาขา หรือการเปิดตัวโครงการใหม่ของผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว จึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการขยายตัวของผลประกอบการของบริษัทฯ ในฐานะที่บริษัทฯ เป็นผู้ให้บริการรับเหมาติดตั้งงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล และงานวิศวกรรมระบบสาธารณูปโภคประกอบอาคารแก่ลูกค้าในกลุ่มดังกล่าว
          ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกรุงศรี และแหล่งข้อมูลสาธารณะ พบว่า จำนวนสาขาของร้านค้าประเภทศูนย์การค้า และค้าปลีกรายใหญ่นับตั้งแต่ปี 2555 - 2559 ยังคงมีการลงทุน และขยายสาขาอย่างต่อเนื่องโดยมีจำนวนสาขารวมเพิ่มขึ้นจาก 370 สาขาในปี 2555 เป็น 521 สาขา ในปี 2559 ซึ่งคิดเป็นอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 8.96 ในขณะที่จากการสำรวจข้อมูลสาธารณะ พบว่า ผู้บริหารของกลุ่มร้านค้าประเภทศูนย์การค้าและค้าปลีกรายใหญ่ ส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองที่ดีต่อทิศทางการขยายตัวและการเปิดสาขา โดยมีรายละเอียด ดังนี้
          - ผู้บริหารกลุ่มโรบินสัน เตรียมมีแผนที่จะรองรับการเติบโตในอนาคตด้วยการเปิดสาขาใหม่ประมาณ 3 สาขาต่อปีต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี ด้วยงบลงทุนรวมประมาณ 1.6 หมื่นล้าน โดยสาขาใหม่ที่เปิดจะให้น้ำหนักที่รูปแบบการลงทุนศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์มอลล์เป็นหลัก จากเดิมที่เป็นการขยายสาขาในรูปแบบของดีพาร์ตเมนต์สโตร์ เนื่องจากเห็นโอกาสของตลาด และกำลังซื้อในต่างจังหวัดอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ 
          - ผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัล เปิดเผยว่า มีแผนที่จะขยายสาขาประมาณปีละ 1 - 3 สาขา โดยเน้นการเปิดตัวในทำเลที่มีศักยภาพเป็นหลัก
          - ผู้บริหารกลุ่มบิ๊กซี เปิดเผยว่า ได้ใช้งบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ในการเปิดสาขาขนาดใหญ่จำนวน 9 สาขาในปี 2560 
          - ผู้บริหารกลุ่มเทสโก้ โลตัส เปิดเผยว่า สำหรับปี 2560 เตรียมเปิดร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ รูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต รวมทั้ง ขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์ให้มีความหลากหลาย และปริมาณของสินค้าเพิ่มขึ้น 
          - ผู้บริหารกลุ่มแม็คโคร เปิดเผยว่า มีแผนที่จะขยายสาขาในประเทศให้ครบครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ จากปัจจุบันที่เปิดให้บริการแล้ว 62 จังหวัด และจากนี้จะเปิดสาขาให้เร็วขึ้น
          - ผู้บริหารกลุ่มเจเอเอส แอสเซ็ท เปิดเผยว่า มีแผนที่จะขยายสาขาที่มีขนาดใหญ่ปีละ 1 สาขา ในการเติบโตของค้าปลีกในไทย สนใจเข้ามารุกตลาดค้าปลีกมากขึ้น 

     5. กำไรเติบโตช่วง 3 ปีย้อนหลัง แต่ครึ่งแรกปี 60 ชะลอตามภาวะเศรษฐกิจ

         ปี 2557 - 2559 มีรายได้จากการบริการ 431.23 ล้านบาท 460.17 ล้านบาท และ 542.82 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้น 6.71% และ 17.96% ในปี 2558 และ 2559 ตามลำดับ สำหรับกำไรสุทธิมีเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2557 – 2559 อยู่ที่ 35.41 ล้านบาท 66.21 ล้านบาท และ 115.89 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 8.21%, 14.39% และ 21.35% ตามลำดับ 
          ขณะที่ผลประกอบการงวด 6 เดือนของปี 2560 อาจชะลอตัวลงบ้าง เนื่องจากลูกค้าบางส่วนมีการชะลอแผนงาน โดยบริษัทฯ มีรายได้ 123.48 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 12.48 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ลูกค้าบางส่วนได้เริ่มงานตามแผนงานก่อสร้างที่วางไว้ ประกอบกับการขยายงานไปยังฐานลูกค้ารายใหม่ มั่นใจว่าครึ่งปีหลังผลประกอบการจะออกมาดี

     6. คู่แข่งทางตรงในธุรกิจมีจำนวนไม่มาก

         คู่แข่งทางตรงในธุรกิจรับเหมาวางระบบไฟฟ้าครบวงจรมีจำนวนไม่มาก ถือว่าเป็นจุดแข็งของ FLOYD แต่หากเฉพาะงานวางระบบ ข้อมูลโดยกระทรวงพัฒนาธุรกิจ FLOYD อยู่ประมาณอันดับ 50 (ข้อมูลจากไฟลิ่ง) ซึ่งคู่แข่งของ FLOYD ส่วนใหญ่จะมีรายได้สูงรับงานโดยเน้นวอลุ่ม แต่ FLOYD จะสามารถรักษามาตรฐานมาร์จิ้นได้ดีมาอย่างต่อเนื่อง สาเหตุมาจากประสบการณ์ความเชี่ยวชาญของ FLOYD เป็นหลัก ซึ่ง FLOYD เชี่ยวชาญในการวางโครงสร้างการทำงานที่ลดความสูญเสียด้านเวลา บุคลากร และวัสดุอุปกรณ์ในการดำเนินการ ส่งผลให้มีจุดเด่นเรื่องอัตราการทำกำไรขั้นต้นมากกว่ารายได้ ขณะเดียวกันหนี้สินต่อทุน (D/E) ล่าสุด ณ 30 มิ.ย. 2560 อยู่ที่ 0.56 เท่า น้อยมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง  

     7. มูลค่างานในมือที่รอรับรู้รายได้กว่า 255 ล้านบาท 

          ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2560 จำนวน 9 โครงการ คิดเป็นมูลค่างานในส่วนที่ยังไม่รับรู้รายได้รวม 255.51 ล้านบาท ซึ่งเกือบทั้งหมดจะรับรู้รายได้ภายในปี 2560 นี้ เช่น โครงการ เดอะ พลัม คอนโด บางใหญ่ สเตชั่น เฟส 2, โครงการ โฮมโปร ศูนย์กระจายสินค้าวังน้อย-DC 7.1, โครงการเมกาโฮม สาขาเชียงราย, โครงการ UNIO H TIWANON, โครงการ VENIO SUKHUMVIT 10, โครงการ VICTOR, โครงการ JAS Urban สาขารามอินทรา, โครงการโรบินสัน มหาชัย และโครงการ The JAS สาขาวังหิน และการเข้าประมูลงานเพิ่มอย่างต่อเนื่องในอนาคต จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบกับความมั่นใจว่าจะมีการจัดเลือกตั้งในปี 2561 ทำให้ภาคเอกชน ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าและอสังหาริมทรัพย์แนวสูง ซึ่งเป็นลูกค้าหลักกลับมาเติบโตอีกครั้ง

     8. ราคาไอพีโอหุ้นละ 2.80 บาท 

          ที่ปรึกษาทางการเงิน คือ บล.เออีซี จำกัด (มหาชน) โดย FLOYD เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 90 ล้านหุ้น ที่ราคาไอพีโอหุ้นละ 2.80 บาท คิดเป็นมูลค่าเสนอขาย 252 ล้านบาท คิดเป็น P/E ที่ 13.33 เท่า คำนวณจากผลประกอบการรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2560 ซึ่งถือว่ามีส่วนลดเมื่อเปรียบเทียบกับค่า P/E เฉลี่ยของหมวดอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วง 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2560 มีค่าเท่ากับ 30.55 เท่า

     9. วัตถุประสงค์การใช้เงินเพื่อสร้างศูนย์ฝึกอบรมและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

         บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้มาใช้ลงทุนก่อสร้างอาคารสำนักงาน และศูนย์อบรมความสูง 8 ชั้น มูลค่าประมาณ 80 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นอาคารสำนักงานที่เหมาะสมกับการทำงานของพนักงาน 300 คน รวมทั้ง รองรับการขยายตัวของบุคลากรบริษัทฯ ในอนาคต โดยอาคารศูนย์การฝึกอบรมจะสร้างประโยชน์อย่างยิ่งและตรงจุด เพราะบุคลากรเป็นส่วนสำคัญมากในการปฏิบัติงานของบริษัทฯ รวมทั้งเชื่อว่าจะช่วยรองรับการขยายงานของบริษัทในอนาคต และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ เพื่อรองรับการขยายงานในอนาคต จำนวน 158.90 ล้านบาท 

         ต้องติดตามว่าวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ที่หุ้น FLOYD เข้าเทรดเป็นวันแรกจะคึกคัก และสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อนักลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน  

 

*คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh