IPO Corner

| 15 พฤศจิกายน 2560

8 เรื่องน่ารู้หุ้น IPO "สากล เอนเนอยี" (SKE)

     บมจ.สากล เอนเนอยี (SKE) น้องใหม่ตัวที่ 29 ของปีนี้ ที่มีลักษณะการประกอบธุรกิจคล้ายกับรุ่นพี่ในตลาดอย่าง บมจ.สแกน อินเตอร์ (SCN) และบมจ.สยามราช (SR)  เตรียมจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันที่ 22 พ.ย.นี้ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ได้สรุปประเด็นที่น่าสนใจจากไฟลิ่งสรุป 8 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ SKE  ไปติดตามกันเลย 
 

    1. SKE ทำธุรกิจ "บริการอัดก๊าซ NGV" ให้รถขนส่งก๊าซของ ปตท. 


    จุดเริ่มต้นของบริษัทฯ เกิดจากการร่วมทุนของ 3 บริษัท ได้แก่  1. บริษัท ธารสุวรรณ จำกัด 2.บริษัท ไอ เอ็ม ไอ อินดัสตรี จำกัด และ 3.บริษัท ไทย อัลเทอเนทีฟ เอ็นเนอร์ยี กรุ๊ป จำกัด เพื่อดำเนินกิจการในการอัดก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas Vehicles: NGV) ให้รถขนส่งก๊าซธรรมชาติของ บมจ.ปตท.ตามที่ได้รับการคัดเลือกจาก ปตท.ในโครงการจัดตั้งสถานีก๊าซธรรมชาติหลักโดยเอกชน (Private Mother Station: PMS) 
    ปัจจุบัน SKE  ทำธุรกิจให้บริการอัดก๊าซธรรมชาติ NGV ให้รถขนส่งก๊าซธรรมชาติของ ปตท. เพื่อขนส่งไปให้กับสถานีบริการ NGV นอกแนวท่อส่งก๊าซ หรือสถานีลูก  ปัจจุบันมีสถานีอัดก๊าซธรรมชาติ จำนวน 2 แห่ง ตั้งอยู่ที่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี มีกำลังการอัดก๊าซธรรมชาติเฉลี่ย 350 ตัน/วัน และที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี มีกำลังการอัดก๊าซธรรมชาติเฉลี่ย 400 ตัน/วัน 
     
    2. สถานีก๊าซธรรมชาติของ SKE กินมาร์เก็ตแชร์ 50%  


     ปัจจุบันสถานีก๊าซธรรมชาติหลักมีจำนวน 19 สถานี โดยเป็นสถานีที่ ปตท. ดำเนินการเอง 15 สถานี และว่าจ้างให้เอกชนดำเนินการสูบอัดก๊าซธรรมชาติจำนวน 4 สถานี ซึ่งบริษัทฯ ได้รับการว่าจ้างจาก ปตท. ให้ดำเนินธุรกิจสถานีก๊าซธรรมชาติหลัก จำนวน 2 สถานี ตั้งอยู่ที่ จ.ปทุมธานีและ จ.สระบุรี ซึ่งจำนวนสถานีของบริษัทฯ คิดเป็น 50% ของจำนวนสถานีก๊าซธรรมชาติหลักที่ดำเนินการโดยเอกชนทั้งหมด 
    สำหรับอีก  2 สถานี ดำเนินการโดย บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท วินเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จํากัด 
     
   3. อนาคตมีแผนขยายธุรกิจไปยังธุรกิจพลังงาน


    บริษัทฯ มีแผนที่จะขยายธุรกิจไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการอัดก๊าซธรรมชาติและธุรกิจพลังงาน เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการอัดก๊าซธรรมชาติ เช่น ธุรกิจขนส่งก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจปั๊มน้ำมัน สถานีบริการแนวท่อ (Conventional Ex-Pipeline) เป็นต้น เนื่องจากบริษัทฯ เล็งเห็นศักยภาพในการต่อยอดจากธุรกิจเดิมของบริษัทฯ ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจาในการทำสถานีบริการแนวท่อ (Conventional Ex-Pipeline) กับ ปตท. 
    นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีความสนใจลงทุนในธุรกิจพลังงาน โดยได้ทำการศึกษาความเป็นได้ในการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลอีกด้วย
 
  4. รายได้-กำไร ผันแปรตามปริมาณอัดก๊าซ ซึ่งเป็นรายได้หลักกว่า 90%


    รายได้หลักมาจากการให้บริการอัดกีาซธรรมชาติ   คิดเป็นประมาณ 90% ของรายได้รวม ที่เหลือเป็นรายได้จากการปรับปรุงคุณภาพก๊าซ  โดยรายได้รวมในปี  2557-2559 เท่ากับ 296.53 ล้านบาท , 363.17 ล้านบาท และ 414.38 ล้านบาท ตามลำดับ   ส่วน 9 เดือนแรกปี60 มีรายได้รวม 247 ล้านบาท ลดลง 20.95% จากช่วงเดียวกันปีก่อน 
    รายได้ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในแต่ละปี จะผันแปรกับปริมาณการอัดก๊าซธรรมชาติ อย่างเช่น การที่รายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 3 ปี (57-29) บริษัทฯ อธิบายว่า เป็นเพราะปริมาณการอัดก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น ขณะที่วด 9 เดือนรายได้ลดลง เกิดจากปริมาณการอัดก๊าซธรรมชาติลดลง และอัตราค่าบริการอัดก๊าซธรรมชาติลดลง
    กำไรสุทธิในปี 2557 - 2559 เท่ากับ 109.92 ล้านบาท ,  116.57 ล้านบาท และ 127.64 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ  37.07% , 32.10%  และ 30.80% ตามลำดับ ส่วนงวด 9 เดือนแรกปี60 มีกำไรสุทธิเท่ากับ 55.63 ล้านบาท (-43.77% YoY) อัตรากำไรสุทธิ 22.49% เป็นผลมาจากรายได้จากการให้บริการที่ลดลง และค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น  
     
 5. ผู้ถือหุ้นใหญ่คือ "กลุ่มครอบครัว สุเมธโชติเมธา"


                                                           ก่อนไอพีโอ        หลังขายไอพีโอ
    1.กลุ่มครอบครัว สุเมธโชติเมธา        72.22%                53.80%
    2.รวมกลุ่มครอบครัวนันที                  27.78%                20.69%
    3.ประชาชนทั่วไป                              -                          25.51%
 
 6.  เคาะราคาไอพีโอหุ้นละ 1.80 บาท อิง P/E 19.85 เท่า


    บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายในการเสนอขายหุ้นไม่เกิน 237.20 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 25.51% ของหุ้นทั้งหมดหลังการขายไอพีโอ โดยหลังการขายไอพีโอ จะส่งผลให้จำนวนหุ้นทั้งหมดเพิ่มเป็น  930 ล้านหุ้น  
    ราคาขายหุ้นละ 1.80 บาท (มูลค่าเสนอขายครั้งนี้ 426.96 ลบ.) พิจารณาจากค่า P/E  19.85 เท่า โดยคำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิสำหรับส่วนที่เป็นของบริษัท 4 ไตรมาสที่ผ่านมา ( ตั้งแต่ Q4/59 ถึง Q3/60 ) ซึ่งเท่ากับ 84.34 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของ หลังขายไอพีโอเท่ากับ 930 ล้านหุ้น จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.09 บาท
     มีบริษัทจดทะเบียน 2 แห่ง ที่ประกอบธุรกิจคล้ายคลึงกับบริษัทฯ ได้แก่  บมจ.สแกน อินเตอร์ (SCN ) P/E 23.71 เท่า  และ บมจ.สยามราช (SR) P/E 23.58 เท่า 

 7. วัตถุประสงค์การใช้เงิน ส่วนใหญ่ใช้ชำระเงินกู้

     บริษัทฯ คาดว่าจะได้เงินจากากรขายหุ้นไอพีโอสุทธิครั้งนี้ 396.74 ล้านบาท  มีแผนนำไปใช้ดังนี้ 
     1) ชำระคืนเงินกู้  จำนวน 131 ล้านบาท  
    2) ปรับปรุงประสิทธิภาพระบบสูบอัดและจ่ายก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) 85 ล้านบาท
    ประกอบไปด้วย  4 โครงการย่อย ได้แก่  โครงการเพิ่มจำนวนช่องจ่ายก๊าซธรรมชาติ NGV (Trailer Bay)  ,โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบแลกเปลี่ยนความร้อน , โครงการปรับปรุงระบบ Pipe line ท่อก๊าซธรรมชาติและระบบควบคุมภายในสถานี  และโครงการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องจักรในการสูบอัดก๊าซธรรมชาติ
    3) จัดตั้งสถานีบริการก๊าซธรรมชาติ NGV ตามแนวท่อ (Conventional Station) แบบ Ex-Pipeline จังหวัดนครสวรรค์ 100 ล้านบาท 
    คาดจะเริ่มก่อสร้างสถานีประมาณไตรมาส 1 ของปี 2561 โดยใช้ระยะเวลาก่อสร้างสถานีประมาณ 10 – 12 เดือน คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ของปี 2561 คาดว่าจะเปิดให้บริการประมาณเดือนมกราคม 2562
    4) เงินทุนหมุนเวียนและใช้สำหรับการดำเนินการทั่วไป 80.74 ล้านบาท

8. มีความเสี่ยงจากการพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่รายเดียวคือ ปตท.  
    

    บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจกับลูกค้ารายใหญ่ 1 ราย ได้แก่ ปตท. ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายก๊าซ NGV รายเดียวของประเทศ ในขณะเดียวกันบริษัทฯ เป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติ  จึงมีการให้บริการทางธุรกิจมาโดยตลอด โดยเป็นการทำสัญญาว่าจ้างระยะยาว ซึ่งสัญญาจ้างอัดก๊าซธรรมชาติพร้อมตั้งสถานีก๊าซธรรมชาติหลักเอกชนของบริษัทฯ มีอยู่ 2 สถานี คือ 
    1. สถานีก๊าซธรรมชาติหลักเอกชนที่จังหวัดปทุมธานี สัญญาลงนามวันที่ 17 มีนาคม 2552 มีอายุสัญญา 20 ปี นับตั้งแต่วันลงนาม จะสิ้นสุดลงในปี 2572 
    2. สถานีก๊าซธรรมชาติหลักเอกชนที่จังหวัดสระบุรี สัญญาลงนามวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 มีอายุสัญญา 20 ปีนับตั้งแต่วันที่ผู้รับจ้างได้รับแจ้งผลการคัดเลือกวันที่ 15 ตุลาคม 2553 จะสิ้นสุดลงในปี 2573  

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh