Special Interview

| 24 พฤศจิกายน 2560

จับตา COM7-JMART-SYNEX บูมรับไฮซีซั่น กระแส iPhone X ทุบสถิติ

          กระแสไอทีแรงส่งท้ายปีรับช่วงไฮซีซั่นธุรกิจ แถมยังเป็นหุ้นที่ได้อานิสงส์มาตรการช้อปช่วยชาติ คงหนีไม่พ้น COM7, JMART และ SYNEX ที่ประสานเสียงเตรียมรับยอดขายโตแบบอู้ฟู่ โดยเฉพาะวันนี้ (24 พ.ย. 60) iPhone X (ไอโฟนเท็น) เปิดวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ราคาเริ่มต้น (ไม่รวมโปรโมชั่น) อยู่ที่ประมาณ 40,XXX บาท ถือได้ว่า เป็นราคาเปิดตัวที่สูงเมื่อเทียบกับ iPhone 8 และรุ่นอื่นๆ ที่ผ่านมา ดันหุ้นค้าปลีกและไอทีพื้นฐานแน่นเตะตานักลงทุน งานนี้ เรามาอัพเดทสถานการณ์หุ้นที่ดี๊ด๊าสุดในช่วงนี้อย่าง COM7 JMART SYNEX กันดีกว่า

          *** เริ่มจาก บมจ. คอมเซเว่น หรือ COM7 ที่ประกาศในฐานะเบอร์หนึ่งค้าปลีกไอทีรายใหญ่ที่มียอดขาย iPhone ในพอร์ตอยู่สูง เรียกได้ว่า เป็นตัวแทนจำหน่ายรายหลักของ Apple ทั้งในแง่ของยอดขายและปริมาณร้านสาขาที่มากที่สุดและครอบคลุมทั่วประเทศ ยิ้มกว้างรับการวางจำหน่าย iPhone X อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 60 วันแรก ผ่านร้านค้าปลีกไอทีชั้นนำทั้ง Studio7 และ banana กว่า 300 สาขา และมีมาตรฐานเดียวกัน แถมมี iCare เสริมความเชื่อมั่นเรื่องบริการหลังการขาย ซึ่งมีอยู่ถึง 25 สาขา ด้านผู้บริหาร นายสุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้จัดโปรโมชั่นเด็ดๆ เพิ่มการตัดสินใจซื้อให้ง่ายขึ้น รวมทั้งมี iCare ศูนย์บริการหลังการขายสินค้า Apple ที่ได้รับการแต่งตั้งและรับรองอย่างเป็นทางการ   

          ก่อนหน้านี้ มีการเปิดตัว iPhone 8, iPhone 8 Plus, Apple Watch 3 และ Apple TV 5 ซึ่งได้รับความสนใจ และสร้างความฮือฮาได้ไม่แพ้กัน รวมทั้ง Com7 ยังร่วมจัดรายการส่งเสริมการขาย เพื่อรองรับมาตรการของรัฐบาล “ช้อปช่วยชาติ” กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี สนับสนุนผลประกอบการในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ให้โดดเด่นสุดของปี ตั้งเป้าหมายรายได้ทั้งปี 2560 ทะลุ 2 หมื่นล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง หรือเติบโต 20% จากปี 2559 มีรายได้กว่า 1.7 หมื่นล้านบาท หลังผลงานไตรมาส 3/2560 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่อยู่ที่ 150.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% รายได้รวมเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 5,529.3 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 39.8% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากยอดขายรวมของบริษัทมีการเติบโตเพิ่มขึ้นในทุกหน่วยธุรกิจ และทุกกลุ่มสินค้า รวมถึง การเพิ่มขึ้นของยอดขายสินค้าใหม่จากแบรนด์ต่างๆ เช่น Samsung ,Oppo , Huawei, Vivo เป็นต้น สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้ บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 15,411.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.14% ในขณะที่สามารถทำกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่อยู่ที่ 396.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.31% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ตั้งเป้า แผนการดำเนินงานในปี 2561 รายได้เติบโตเพิ่มขึ้นอีก 20% โดยมีธุรกิจ Retail, ธุรกิจออนไลน์ bananastore.com, กลุ่มธุรกิจ Commercial, กลุ่มธุรกิจ Education, ธุรกิจทางด้าน Service และธุรกิจแฟรนไชส์ ที่ล่าสุดเปิดตัวภายใต้แบรนด์ BananaStore.com เจาะกลุ่มตลาดลูกค้า SME ในต่างจังหวัด ล้วนเป็นจุดแข็งที่ทำให้บริษัทฯ เหนือกว่าผู้ประกอบการรายอื่นๆ และตั้งเป้าปี 2561 จะมีสาขารวมกันกว่า 600 สาขา ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดค้าปลีกไอทีในไทยอย่างแข็งแกร่ง

       บทวิเคราะห์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุ COM7 ที่ว่าดีแล้ว จะยิ่งดีขึ้นไปอีก แนะนำ "ซื้อ" ราคาพื้นฐาน 18.90 บาท (เดิม 13.90 บาท) ซึ่งประเมินด้วย P/E ปี 61 ที่ 28 เท่า ราคาปิดมีส่วนเพิ่มได้อีก 18% หลังปรับประมาณการอัตราการเติบโตกำไรหลักปีนี้ และปีหน้าเป็น 45% และ 39% เทียบ y-o-y ตามลำดับ

 

         ***สำหรับ บมจ.เจมาร์ท หรือ JMART ที่เกาะกระแส iPhone X ในฐานะร้านค้าปลีกที่มีช่องทางจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศเช่นกัน ทั้งร้านเจมาร์ทกว่า 200 สาขา และตัวแทนขายผ่านบริษัทย่อย SINGER โดยจัดงานส่งมอบ iPhone ให้กับลูกค้ารายแรกในเวลา 0.01 น. ของวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ ถือได้ว่าเป็นหุ้นโดดเด่นอีกตัวหนึ่งที่ดันตลาดสมาร์ทโฟน และ iPhone ปลายปีให้คึกคักต่อเนื่องเช่นกัน พร้อมทั้ง อัดโปรโมชั่นแรงๆ มอบบัตร Jaymart Enjoy Card รับสิทธิประกันเปลี่ยนเครื่องฟรี 30 วัน พร้อมสิทธิประโยชน์มากมายจากร้านค้าชั้นนำ ส่วนไตรมาส 4/2560 ไฮซีซั่นธุรกิจ ต้อนรับกระแสช้อปช่วยชาติ โดยมี บริษัท เจ ฟินเทค จำกัด บริษัทในเครือ จัดสินเชื่อเจมันนี่ ไม่มีบัตรเครดิตก็ผ่อนได้ กับอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 0.99% กระตุ้นการตัดสินใจลูกค้าแฟนคลับเจมาร์ทให้ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น

            อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของหุ้นกลุ่ม JMART ที่มีความโดดเด่น จากการผนึกกำลังกันสร้าง SYNERGY ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และไร้บริษัทใดในตลาดเหมือน นำโดยแม่ทัพใหญ่ นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทโฮลดิ้งที่ลงทุนในธุรกิจค้าปลีกที่หลากหลาย เปิดเผยไว้ว่า ภาพรวมกลุ่มเจมาร์ทปีนี้เดินหน้าตามแผนการที่วางไว้ได้เป็นอย่างดี ตั้งเป้าเติบโตทั้งกลุ่ม 30% หวังครองความเป็นผู้นำค้าปลีกที่มีเครือข่ายมากที่สุดในประเทศ และมีช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลายเหนือกว่าคู่แข่งผ่านบริษัทในเครือ โดย JAYMART MOBILE เป็นธุรกิจหลักที่เตรียมสร้างลวดลายในช่วงโค้งสุดท้ายของปี รับช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจโทรศัพท์มือถือ และกล้องถ่ายรูป ซึ่งเป็นช่วงที่แบรนด์ชั้นนำจากค่ายต่างๆ ทยอยออกสินค้ารุ่นใหม่มากระตุ้นตลาด นอกจากการเปิดตัว iPhone X ที่เราได้รับผลบวกในครั้งนี้ ยังมีแบรนด์ดังจากประเทศจีน ทั้ง Huawei, OPPO และ VIVO ที่บริษัทฯ ก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้า และเข้ามามีมาร์เก็ตแชร์มากขึ้นเรื่อยๆ หรือเรียกได้ว่า เป็นเบอร์ 1 ค้าปลีกในประเทศที่มียอดขายสูงสุดใน 3 แบรนด์ดังกล่าว นอกจากนี้ ด้วยจุดแข็งของบริษัทย่อยทุกบริษัท มอง JMT โดดเด่นในฐานะผู้นำธุรกิจบริหารหนี้ ส่วน J บริษัทนักพัฒนาอสังหาฯ และ SINGER ผู้จำหน่ายสินค้าเงินผ่อน ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าเชิงพาณิชย์ ทีมีเครือข่ายผ่านตัวแทนขายมากที่สุดทั่วประเทศ เป็นจุดแข็งสำคัญ และมองว่า จะสร้างการเติบโตอย่างโดดเด่นได้ในระยะยาวแน่นอน ปัจจุบันมีมูลค่าตลาด หรือ Market Cap สูงกว่า 14,000 ล้านบาทแล้ว

          ส่วนผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยงวดไตรมาส 3/2560 มีรายได้รวมอยู่ที่ 3,066.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.9% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 2,600.9 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 130.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.4% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 108.6 ล้านบาท โดยคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 4.1% และคิดเป็นอัตรากำไรต่อหุ้นเท่ากับ 0.18 บาท โดยสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และธุรกิจติดตามและบริหารหนี้ ที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่น ส่วนผลประกอบการงวด 9 เดือนของปี 2560 บริษัทมีกำไรสุทธิ 394.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.5% จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 299.8 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 4.2% มีรายได้รวมจากการขายและบริการ 9,045.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.3% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

          บทวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) เผยถึงแผนการ Synergy เวอร์ชั่นใหม่ไฉไลกว่าเดิม โดย JMART เป็นบริษัทที่ลงทุนในบริษัทย่อยที่หลากหลาย ภายใต้คอนเซ็ปต์ Synergy II บริษัทจะเน้นความร่วมมือของกลุ่มธุรกิจที่เพิ่มขึ้นจากเดิม โดยเฉพาะ J Ventures และ JMT ส่วนธุรกิจขายมือถือจะยังสามารถขยายตัวได้ โดยได้รับแรงปัจจัยหนุนจากมือถือรุ่นใหม่ที่ออกมา และแคมเปญของบริษัทในการซื้อโทรศัพท์มือถือกับสินเชื่อ J Money คาดปี 2017 - 2018 บริษัทจะมีหน้าร้านเพิ่มขึ้นเป็น 402 และ 422 แห่งตามลำดับ โดยรวมเราคาดว่าบริษัทจะมีรายได้จากการขายในปี 2017 - 2018 เพิ่มขึ้น 9% และ 8.5% ส่วนกำไรสุทธิคาดอยู่ที่ระดับ 558 และ 758 ล้านบาท ขยายตัวที่ 24% และ 37% ตามลำดับ เริ่มต้นให้คำแนะนำ “ซื้อ” คาดว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิระยะยาวที่ CAGR ปี 2018 - 2020 เฉลี่ย 36% เราจึงให้ราคาเหมาะสมปี 2018 ที่ 23 บาท โดยใช้วิธี SOTP ความเสี่ยง: คุณภาพสินเชื่อของ J Fintech, ยอดขาย SINGER ที่ยังไม่ดีขึ้น และหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

          *** ด้าน  บมจ.ซินเน็ค (ประเทศไทย) SYNEX ดิสทริบิวเตอร์ไอทีรายใหญ่ของประเทศไทย ที่มีผลงานอย่างโดดเด่นปีนี้ อวดผลงานทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง ตามแผนกลยุทธ์เติบโตทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์บวกกับเพิ่มแบรนด์ชั้นนำใหม่เสริมพอร์ต ควบคู่กับการบริหารจัดการภายในอย่างมีประสิทธิภาพ “สุธิดา มงคลสุธี” แม่ทัพใหญ่ซินเน็คฯ มั่นใจผลงานทั้งปี 2560 สดใสรับช่วงไฮซีซั่นธุรกิจไอที โดยก่อนหน้านี้ จัดแคมเปญใหญ่เพื่อคืนกำไรขอบคุณลูกค้าและกระตุ้นตลาด และวันที่ 24 - 25 พฤศจิกายนนี้ จัดมหกรรมงานเซล์เอาใจขาช้อปในงาน “Synnex Clearance Sale 2017” ยกทัพสินค้าไอทีแบรนด์ชั้นนำ ลดกระหน่ำสูงสุดถึง 70% และถือว่าเป็นอีกหุ้นไอทีร้อนแรงที่ได้รับผลบวกจากมาตรการช้อปช่วยชาติอีกด้วย

          ด้านผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยงวดไตรมาสที่ 3/2560 (สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2560) ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง โดยมีกำไรสุทธิ 160.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.46% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 108.58 ล้านบาท สำหรับรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 31.14% อยู่ที่ 8,067.35 ล้านบาทเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 6,151.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเท่ากับ 1,915.84 ล้านบาท  ภาพรวมการประกอบธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตขึ้นต่อเนื่องในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ จากการใช้กลยุทธ์เชิงรุกเพิ่มส่วนแบ่งตลาดทุกช่องทาง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มสมาร์ทโฟนที่มีการเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ๆ เป็นที่นิยมออกมาอย่างต่อเนื่อง และการเพิ่มผลิตภัณฑ์แบรนด์ชั้นนำใหม่ๆ เข้ามาจัดจำหน่ายก็ได้รับการตอบรับที่ดี อีกทั้ง ได้รับการสนับสนุนและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับเจ้าของผลิตภัณฑ์ในการขยายตลาดธุรกิจ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายครอบคลุมลูกค้าทั่วประเทศ สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2560 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและให้บริการ 24,488.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,844.20 ล้านบาท เปรียบเทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 16,644.45 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 459.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 288.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นเงินเท่ากับ 171.05 ล้านบาท อัตราการเติบโตร้อยละ 59.24 ย้ำยืนยันเป้าหมายรายได้ปี 2560 ซินเน็คฯ จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% จากปีก่อนอยู่ที่กว่า 23,900 ล้านบาท

          บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ คาด SYNEX จะมีกำไร Q4/60 เดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง และเด่นยาวถึงปี 2561 โดย Q4 เป็นช่วง high season ของการเปิดตัวสินค้าใหม่ นำโดย Huawei mate 10 (สินค้าตัวบนของ Huawei) รวมถึงสินค้า IOT เช่น Virtual reality (VR) ของ HTC vive และได้แรงหนุนพิเศษจากโครงการช้อปช่วยชาติ ทำให้คาดยอดขายยังเด่นต่อเนื่อง คาดปี 2561 รายได้โตแตะ 3.67 หมื่นล้านบาท หนุนให้กำไรโตต่อ 14% YoY จากส่วนแบ่งการตลาด SYNEX เริ่มทิ้งห่างเบอร์ 2 อย่างมีนัยสำคัญ หนุนให้อำนาจต่อรองกับ suppliers สูงขึ้น และการกระจายสินค้าในทุกแบรนด์และทุก segments ทำให้ SYNEX อยู่ในตำแหน่งที่ดี พร้อมเติบโตไปกับตลาด consumers และ IOT ที่คาดว่าจะเด่นในปี 2561 แนะนำ "ซื้อ" ปรับไปใช้ราคาพื้นฐานสิ้นปี 2561 ที่ 18.30 บาทต่อหุ้น

 

 

 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh