Special Interview

| 31 มกราคม 2561

SMPC เล็งขยายธุรกิจ ลงทุนสร้าง รง. เพิ่มใน ตปท.

สุรศักดิ์ เอิบสิริสุข

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท สหมิตรถังแก๊ส จำกัด (มหาชน) หรือ SMPC

 

SMPC เปิดแผนปี 2561 เตรียมจัดงบลงทุนใหม่ ทั้งใน - ตปท. รับดีมานด์พุ่ง

 

          บริษัท สหมิตรถังแก๊ส จำกัด (มหาชน) หรือ SMPC ประกอบธุรกิจผลิตถังแก๊สปิโตรเลียมเหลว สำหรับบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภายใต้เครื่องหมายการค้า “SMPC” และเครื่องหมายการค้าของลูกค้า จากประสบการณ์ที่ยาวนานในฐานะผู้นำในการผลิตถังแก๊สปิโตรเลียมเหลวรายใหญ่ของประเทศไทยและระดับโลก ประกอบกับความเคร่งครัดในการควบคุมมาตรฐานการผลิตทุกขั้นตอน และไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับความต้องการของตลาดอยู่เสมอ ภายใต้ปรัชญาการดำเนินงานของบริษัท ที่มุ่งสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าด้วยคุณภาพของสินค้า และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ ณ ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ SMPC เป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับในคุณภาพจากลูกค้า ทั้งในประเทศ และต่างประเทศทั่วโลก พิสูจน์คุณภาพความแข็งแกร่งและความปลอดภัย ด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทย (มอก.) และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจากประเทศต่างๆ เช่น มาตรฐานสากล (ISO), มาตรฐานประเทศออสเตรเลีย (AS), มาตรฐานประเทศอังกฤษ (BS), มาตรฐานประเทศสหรัฐอเมริกา (DOT), มาตรฐานสหภาพยุโรป (EN) และมาตรฐานตามระเบียบของสหภาพยุโรป (TPED) ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตสูงถึง 8.2 ล้านใบต่อปี พร้อมทั้งมีบริการซ่อมบำรุงถังแก๊สปิโตรเลียมเหลวที่ชำรุดให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์ ได้มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการใช้งานใหม่อีกด้วย วันนี้เราจะมาอัพเดทแผนธุรกิจในปี 2561 กับ “สุรศักดิ์ เอิบสิริสุข” กรรมการผู้จัดการ ของ SMPC

 

*** เปิดแผนลงทุนปี 61

          นายสุรศักดิ์ เอิบสิริสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหมิตรถังแก๊ส จำกัด (มหาชน) หรือ SMPC เปิดเผยถึง แผนการดำเนินงานในปี 2561 คาดว่ายอดขายจะเติบโต 15 - 20% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเติบโตทั้งปริมาณและมูลค่าตามความต้องใช้ถังก๊าซที่เติบโตในภูมิภาคเอเชียใต้และแอฟริกา ประกอบกับแนวโน้มราคาเหล็กที่คาดว่าจะอยู่ในระดับทรงตัวไม่ผันผวน โดยวางแผนเตรียมงบลงทุนใหม่ เพิ่มกำลังการผลิตถังก๊าซ LPG ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ สำหรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นนั้น เพื่อรองรับตลาดที่ขยายตัวมาก ขณะที่ ปัจจุบันบริษัทส่งออกถังก๊าซในสัดส่วน 95% ไปยังทุกทวีปกว่า 100 ประเทศ โดยมีตลาดหลักในทวีปเอเชียและแอฟริกา ขณะที่มีการจำหน่ายถังก๊าซในประเทศราว 5% มีส่วนแบ่งตลาดในประเทศราว 50 - 60%

          ปัจจุบัน บริษัทฯ มีกำลังการผลิตถังก๊าซอยู่ที่ 8.2 ล้านใบ/ปี โดยอยู่ระหว่างพิจารณาศักยภาพของตลาดก่อนจะขยายกำลังการผลิตเป็น 10 ล้านใบ/ปี

 

*** เล็งสร้างโรงงานถังก๊าซในต่างประเทศ

          นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนขยายธุรกิจสร้างโรงงานถังก๊าซแห่งใหม่ในต่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการใช้ถังก๊าซที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากมีโอกาสการเติบโตสูง โดยมีปัจจัยอื่นประกอบการพิจารณาด้วยเป็นสำคัญ เช่น ประโยชน์ในด้านการลดต้นทุนค่าขนส่ง สิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมทั้ง ปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุน

          สำหรับ งบลงทุนปกติของบริษัทจะอยู่ที่ราว 100 - 150 ล้านบาทต่อปี ซึ่งรวมงบซื้อเครื่องจักรสำหรับการขยายกำลังการผลิตโรงงานในประเทศแล้ว ส่วนที่เหลือใช้ปรับปรุงซ่อมบำรุงเครื่องจักร ทั้งนี้ ยังไม่รวม new investment ในต่างประเทศ 

          นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับตลาดถังก๊าซในประเทศค่อนข้างทรงตัว เพราะไทยมีการใช้ก๊าซมานานกว่า 30 ปีแล้ว ตลาดส่วนใหญ่จึงเป็นตลาดทดแทนเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลลอยตัวราคา LPG และเปิดเสรีนำเข้า LPG จะทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา และเมื่อราคาถูกลงก็มีโอกาสทำให้เกิดผู้ค้ามาตรา 7 เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นโอกาสดีของผู้ผลิตถังก๊าซอย่างบริษัทที่จะมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นในอนาคตด้วย ขณะที่คาดว่าราคาน้ำมันในปี 2561 น่าจะปรับตัวลง ทำให้ราคา LPG ถูกลงและจะทำให้มีความต้องการใช้มากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อผู้ผลิตถังก๊าซด้วยเช่นกัน

 

*** มั่นใจยอดขายปี 60 ที่ผ่านมาโตตามเป้าหมาย

          สำหรับภาวะตลาดถังก๊าซที่ยังเติบโตต่อเนื่องนั้น ผลักดันให้ยอดขายปี 2560 เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 15 - 20% โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 ทำยอดขายได้แล้ว 3,128 ล้านบาท แต่ในส่วนของอัตราการทำกำไรน้อยลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้มีกำไรสุทธิ 381.12 ล้านบาท เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ประกอบกับในช่วงครึ่งแรกของปีได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบเหล็กที่มีราคาสูง ประกอบกับรับคำสั่งซื้อระยะยาว ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นทำได้ต่ำกว่าปกติที่ราว 22% แต่สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 ที่ผ่านมา เนื่องจากราคาเหล็กที่เริ่มทรงตัว ประกอบกับอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น จะทำให้เกิด economy of scale ช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้

 

******************************************************

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh