Special Interview

| 2 พฤษภาคม 2560

"เกศรา มัญชุศรี" กับการก้าวสู่ปีที่ 43 ของตลาดหลักทรัพย์ไทย

คุณเกศรา มัญชุศรี

กรรมการและผู้จัดการ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

 

 

    ป่าต้องการน้ำฉันใด ธุรกิจย่อมต้องการแหล่งทุนหล่อเลี้ยงชีวิตเช่นนั้น  'ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย' จึงได้ชื่อว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยมายาวนานถึง 42 ปี ท่ามกลางกระแสโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยพายุแห่งความเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทกับตลาดทุนทั่วโลก การก้าวเข้าสู่ปีที่ 43 ของตลาดหลักทรัพย์แห่'ประเทศไทย จะหันหัวเรือไปในทิศทางใดภายใต้การนำของแม่ทัพหญิง 'เกศรา มัญชุศรี' เจ้าของฉายาดอกไม้เหล็กแห่งวงการตลาดเงินตลาดทุน

 

**ตลอด 42 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการของตลาดหลักทรัพย์เป็นอย่างไร
    ถ้าเทียบตลาดหลักทรัพย์ไทยกับอายุของคน ตอนนี้ก็ 42 ปี ซึ่งถือว่ามีอายุประมาณหนึ่งแล้ว เรียกได้ว่าอยู่ในช่วงที่มีหลักมีฐานมั่นคงขึ้นมาก ต่างจากในช่วงเริ่มต้นสิบปีแรกที่ยังเหมือนวัยเด็ก ต้องเน้นหนักไปในงานด้านไอพีโอ หาบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาด
    พอเข้าช่วงอายุ 20 ปี ก็เริ่มจะเข้าที่บ้างแล้ว มีผลงานออกมาต่อเนื่อง ซึ่งถ้าลองมองย้อนกลับไปในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ตอนนั้นตลาดหลักทรัพย์ไทยมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับจีดีพี ถ้าเทียบกับตอนนี้ก็ถือว่ามาไกลมากเพราะปัจจุบันตลาดฯมีขนาดมากกว่า 100% ของจีดีพีแล้ว 
    ในแง่บริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดช่วงแรกก็กลายเป็นบริษัทใหญ่โต สร้างงานในประเทศจำนวนมาก ที่สำคัญสามารถขยายการลงทุนไปในภูมิภาคอื่นๆ ด้วย ซึ่งปัจจุบัน 46% ของรายได้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาจากต่างประเทศ แต่ถ้าเปรียบเทียบกับตลาดในประเทศอื่นๆ ถือว่าเรายังมาได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น

 

**เป้าหมายในการเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ ทำได้มากน้อยแค่ไหน
    ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 43 ซึ่งมูลค่าของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมดค่อนข้างอยู่ในระดับสูงมาก และจ่ายภาษีโดยตรงราว 1 ใน 3 ของภาษีทั้งหมดในประเทศ และจะเห็นได้ว่าในชีวิตประจำวันของเราไม่ว่าจะเดินทางหรือใช้จ่ายที่ไหน สินค้าเหล่านั้นก็เป็นสินค้าที่มาจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เกือบทั้งหมด 
    ทำให้ปัจจุบันธุรกิจครอบครัวที่อยู่ในช่วงส่งต่อให้ทายาท ต้องการเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นจำนวนมากด้วย เพื่อยกระดับธุรกิจตัวเองให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น เพราะการเข้ามาระดมทุนในตลาดจะต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงาน ก.ล.ต. เช่นเดียวกับบริษัทขนาดใหญ่

 

**เป้าหมายการสร้างอิสรภาพทางการเงินให้แก่คนไทย
    สิ่งที่ตลาดทำมาตลอดคือการให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป ถึงการใช้ประโยชน์ของตลาดทุน และการบริหารจัดการทางการเงิน เพราะเราเชื่อว่าหากสามารถบริหารการเงินได้จะทำให้ตัวเราไม่เดือนร้อน ส่งผลให้ครอบครัว สังคม และประเทศชาติดีขึ้นตามลำดับ 
    สำหรับความท้าทายของตลาดก็คือการทำให้คนไทยที่อยู่ระหว่างทำงานประจำ 15 ล้านคน จากทั้งหมดที่อยู่ในช่วงของการทำงาน 40 ล้านคน มีเงินเก็บออมเพียงพอไว้ใช้หลังเกษียณ
    ปัจจุบัน ตลท. ได้เข้าไปร่วมมือกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พบว่าผลตอบแทนของการลงทุนเฉพาะในตราสารหนี้อยู่ที่ 1% ต่อปีเท่านั้น จึงอยากจะสร้างความรู้ให้แก่ประชาชนที่ต้องการลงทุนระยะยาวเข้ามาเลือกลงทุนในหุ้นมากขึ้นเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า

 

**ทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เราจะรับมืออย่างไร
    ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วจริงๆ ทำให้เราต้องกลับมาตระหนักว่าความต้องการของผู้สงอายุคืออะไร และจะนำเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจะนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร 
    เดิมทีผู้สูงอายุหรือผู้ที่กำลังเกษียณอายุเป็นกลุ่มเป้าหมายของตลาดหลักทรัพย์ฯในการช่วยสร้างรายได้สำหรับใช้จ่ายหลังการเกษียณอยู่แล้ว ซึ่งระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา แม้ตลาดจะพยายามให้ความรู้ความเข้าใจด้านการลงทุนมาโดยตลอด แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันยังมีบางส่วนที่ยังไม่ได้เริ่มการลงทุน เราจึงมีแนวคิดในการนำเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาใช้ ตัดเงินออมเป็นรายเดือน หรือเรียกว่าโครงการ 'ออมหมื่นออมพันสานฝันเงินล้าน' 

 

**เมื่อตลาดพัฒนามากขึ้น ความคาดหวังของนักลงทุนก็มากขึ้นตาม รับมืออย่างไร
    ตลาดจะพยายามทำระบบข้อมูลให้รวดเร็ว เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็ว และมีความเท่าเทียมที่สุด และให้ความรู้แก่นักลงทุนในการอ่านข้อมูล เนื่องจากความเข้าใจในข้อมูลเพื่อใช้ลงทุนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับผู้ลงทุนมาก 
    ด้านคุณภาพของกฎเกณฑ์ ก็จะพัฒนาให้มีความเหมาะสมมากขึ้นด้วย ซึ่งปัจจุบันผู้ลงทุนของไทยถือว่ามีพัฒนาการในการลงทุนที่ดีมาก มีความเข้าใจข้อมูลมากกว่านักลงทุนในอาเซียนด้วยกัน

 

**แผนการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ให้สอดคล้องกับไทยแลนด์ 4.0 
    ตลท. ได้กำหนดเป้าหมายในการนำบริษัทที่อยู่ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดภายในปีนี้ ซึ่งมั่นใจว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนี้ตลาดจะมีแพลทฟอร์ม สำหรับสตาร์ทอัพด้วย

 

**จะเปิดให้ซื้อขายหุ้นสตาร์ทอัพเป็นกระดานที่ 3 ต่อจาก mai หรือไม่
    ตรงนี้เป็นเรื่องที่ยังมีการเข้าใจผิดกันอยู่ จริงๆ แล้วแพลทฟอร์มของสตาร์ทอัพจะไม่เหมือนกับ SET และ mai ที่มีการซื้อขายและการกำกับดูแลในลักษณะเดียวกัน แต่จะเป็นการใช้เทคโนโลยีในการหาผู้ลงทุนและธุรกิจสตาร์ทอัพมาให้มาเจอกัน และมีเงื่อนไขจำกัดเฉพาะนักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนบุคคลธรรมดาที่มีประสบการณ์การลงทุน และมีสินทรัพย์ในการลงทุนมากเท่านั้น เนื่องจากธุรกิจสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีขนาดเล็กมีโอกาสขาดทุนสูงทำให้การลงทุนมีความเสี่ยงมาก ซึ่งตลาดได้กำหนดแผนเปิดตลาดซื้อขายดังกล่าวในไตรมาส 3 ของปีนี้ หลังจากที่ได้เปิดเว็บไซต์สำหรับการ Matching ธุรกิจสตาร์ทอัพกับผู้ที่ต้องการลงทุนไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา

 

**สำหรับ T+2 ที่กำลังจะเกิดขึ้นจะส่งผลดีอย่างไร
    ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มประเทศยุโรปใช้กำหนดวันชำระราคาที่ T+2 ทั้งหมดแล้ว และสหรัฐฯ เองก็กำลังจะเริ่มใช้งานในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งการปรับเปลี่ยนวันชำระราคาของตลาดหุ้นไทยเป็น T+2 ในวันที่ 2 มี.ค. 61 จะทำให้ตลาดหุ้นไทยมีมาตรฐานเดียวกันกับตลาดหุ้นในต่างประเทศ ไม่สร้างความสับสนให้แก่นักลงทุน 
    นอกจากนี้หากผู้ลงทุนได้รับเงินจากการลงทุนรวดเร็วขึ้น เชื่อว่าจะทำให้เกิดการทำธุรกรรมเพิ่มขึ้น และน่าจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมตลาดทุนให้เติบโตอย่างรวดเร็ว 

 

**วันนี้ตลาดหลักทรัพย์ไทยอยู่จุดไหนในเวทีโลก
    ด้านมูลค่าการซื้อขายต่อวันเราทำได้สูงสุดในอาเซียนเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันแล้ว หรือประมาณ 5 หมื่นล้านบาทต่อวัน ทำให้ปัจจุบันบริษัทจากต่างประเทศเริ่มให้ความสนใจเข้ามาจดทะเบียนมากขึ้น เนื่องจากมีสภาพคล่องสูง 
    ด้านคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนในปีที่ผ่านมาบริษัทจดทะเบียนไทยก็ได้รับคัดเลือกเข้าคำนวณในดัชนี MSCIทั้งหมด 5 บริษัทด้วย แต่ต้องยอมรับว่าปัจจุบันเราต้องแข่งขันกับตลาดทั่วโลก เนื่องจากด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้ทุกที่ทั่วโลก ดังนั้นเป้าหมายหลักของตลาดฯ คือการทำให้นักลงทุนทั่วโลกรู้จักเรามากขึ้น 
    สิ่งที่เรากำลังพัฒนาในปัจจุบัน คือการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนของไทยเข้าไปอยู่ในดัชนีฯที่มีความสากล เช่น MSCI Index รวมถึงการปรับปรุงกฎเกณฑ์ของตลาดฯที่เราพยายามให้มีความทัดเทียมกับตลาดหุ้นทั่วโลกต่อไป

By : วรวิทย์ จิตรพัฒนากุล 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh