กุนซือโลกการเงิน

| 17 พฤศจิกายน 2560

โดย
มังกรในสระ .

:.
.

ตอน วิถีนักลงทุน

กุนซือโลกการเงิน ตอน วิถีแห่งนักลงทุน 

       ผู้น้อย ‘มังกรในสระ’ น้อมรับใช้นายท่าน ในตอนที่แล้ว ผู้น้อยได้กล่าวถึงวิถีแห่งนักเก็งกำไรไปแล้วว่า พึงมีคุณสมบัติสองประการสำคัญด้วยกันได้แก่ ความรู้และความกล้า ใจความมีอย่างไร วอนนายท่านโปรดย้อนกลับไปอ่านเพื่อความสำราญ เพลานี้จะได้กล่าวถึงวิถีแห่งนักลงทุนบ้าง ส่วนความแตกต่างระหว่างนักเก็งกำไรกับนักลงทุนนั้น ผู้น้อยได้แจกแจงไว้แล้วในตอนที่ว่าด้วยจริตแห่งการลงทุน นายท่านย่อมย้อนกับไปอ่านเพื่อความบันเทิงได้
       อันว่า การเป็นนักลงทุนนั้นจักต้องมีคุณสมบัติอันเป็นหัวใจด้วยกันสองประการ จึงจะถือว่า เป็นผู้ที่ดำรงตนได้สอดคล้องกับวิถีแห่งนักลงทุนได้อย่างสมบูรณ์ คุณสมบัติอันเป็นหัวใจทั้งสองประการที่ว่าคือ การเป็นผู้มีความรู้อันลึกซึ้งแลกว้างขวาง และการเป็นผู้มีความอดทนเป็นเลิศ เพราะนักลงทุนนั้นเป็นผู้ที่มีจริตไปในทางที่สามารถอดใจรอได้ ไม่เป็นผู้ใจร้อน แต่ทว่าก่อนที่จะยอมอดทนรอคอยสิ่งใด สิ่งนั้นจะต้องประจักษ์แจ้งแก่ใจโดยผ่านการศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้มาอย่างแน่ชัดแล้วว่า มีค่าควรแก่การรอคอย 
       ด้วยนักลงทุนนั้นเป็นผู้มีจริตไปในทางไม่ชอบความเสี่ยง ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนจึงต้องรู้แจ้งเห็นจริงแล้วว่า สินทรัพย์ที่จะลงทุนนั้นมีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทน เช่น ถ้าจะลงทุนในหุ้นสักบริษัทหนึ่ง นักลงทุนตัวจริงย่อมตระหนักแต่แรกแล้วว่า การลงทุนครั้งนี้คือการซื้อธุรกิจ เพราะฉะนั้นบริษัทนั้นจะต้องดีพอที่จะยอมลงเงินซื้อ และจะต้องมีราคาที่ถูกพอที่จะทำให้ได้กำไรที่เป็นกอบเป็นกำ ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขอันมีองค์ประกอบสองประการนี้ ก็อดทนรอต่อไปได้ เพราะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีมาก และบริษัทที่ดีและถูกก็มีอยู่เสมอไม่ว่าภาวะตลาดจะเป็นเช่นไร อยู่ที่ว่าจะทราบหรือไม่เท่านั้น การจะทราบได้ก็ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาเป็นระยะ ไม่ใช่กระทำด้วยสัญชาติญาณแต่อย่างเดียว 
       ความรู้ที่นักลงทุนจะต้องมีนั้นคือ ความสามารถในการประเมินและวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ว่า สินทรัพย์เสี่ยงใดที่มีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ดังนั้นสิ่งที่จะต้องรู้สำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ลงทุนในตลาดหุ้น นั่นคือ มูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้น้อยเห็นว่า ไม่ใช่ของง่าย จึงไม่แปลกที่บรรดานักลงทุนแบบเน้นคุณค่าทั้งหลาย ท่านจะแสวงหาความสำเร็จสูงล้ำได้เสมอเมื่อเกิดวิกฤต เพราะในเพลานั้น มูลค่าหุ้นมักอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นแทบทั้งสิ้น บางกิจการที่ดูท่าไม่มีทางฟื้นคืนชีพได้ ก็ไม่ต้องไปสนใจ ส่วนกิจการที่เคยรุ่นเรืองในอดีตผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านฝนมามาก ประสบพบเจอแทบทุกวิกฤต แลอยู่รอดและแข็งแกร่งดังเดิมได้ แบบนี้สิจึงมีค่าควรแก่การลงทุนและอดทนรอ และถือกันยาวจนกระทั่งวิกฤตผ่านพ้นไป และสถานการณ์ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งรางวัลแห่งการอดทนรอนั้น ย่อมจะเป็นตัวเลขหลายๆหลัก จนผู้ที่ลงทุนนั้นกลายเป็นตำนานเดินได้ที่มักได้รับเชิญไปกล่าวในงานเสวนาต่างๆอยู่เสมอ 
       มีนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งผู้น้อยชื่นชมท่านอย่างสูง และเชื่อว่า นายท่านทุกคนย่อมรู้จักท่านผู้นี้ หากเอ่ยนามย่อมจะทราบได้ทันที ท่านมีชื่อว่า ‘เสี่ยยักษ์’ ท่านได้รับเชิญไปงานเสวนางานหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว และท่านชี้หน้าถามแขกผู้รับเชิญท่านอื่นๆทุกคนว่า ซื้อหุ้นตอนดัชนีกี่จุด แต่ละท่านตอบว่า ๒๐๐ จุดบ้าง ๔๐๐ จุดบ้าง หรือ ๘๐๐ จุดบ้าง นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ประกาศกลางวงเสวนาทันทีเลยว่า ในนี้ไม่มีใครเก่งสักคน นั่นหมายความว่า การจะเป็นมหาเศรษฐีนั้นไม่ใช่จะเป็นตอนที่ดัชนีตลาดหุ้นอยู่ในระดับ ๑๗๐๐ จุดแล้ว แต่ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ว่าควรลงทุนกับบริษัทใด และอดทนรอมาตั้งแต่ดัชนียังเคลื่อนไหวที่ระดับต่ำติดดินเท่านั้น เพราะในช่วงนั้น ของดีราคาถูกมีมาก จึงหามาเป็นสมบัติส่วนตัวได้ไม่ยาก นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมเสี่ยยักษ์จึงกล่าว ในวงเสวนานั้นว่า ไม่มีใครเป็นคนเก่งเลยสักคน 
       ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า นักลงทุนนั้นเป็นผู้ที่มีความอดทนเป็นเลิศยิ่งกว่าความเป็นผู้รู้แจ้งในวิถีแห่งการลงทุน พนันได้เลยว่า ในเพลานี้ยามที่ตลาดอยู่ในภาวะกระทิง ผู้มีจริตเป็นนักลงทุน ท่านย่อมเห็นว่า เป็นการยากแล้วที่จะหาของดีราคาถูก อดทนรอไปก่อนจะดีกว่า หากมีของดีราคาถูกอยู่จริง ค่อยพิจารณากันอีกที แต่อย่างไรเสีย ก็ลงทุนในยามที่ตลาดใกล้วายแล้วไม่ได้ เพราะบรรดาพ่อค้าแม่ขายย่อมจะลดราคาให้อย่างถึงพริกถึงขิงจนไม่อาจปฏิเสธได้ 
       อย่างไรก็ตาม ดังที่ผู้น้อยได้กล่าวแล้วว่า นักลงทุนจะต้องมีทั้งรู้และความอดทน ฉะนั้นการอดทนอย่างไม่ลืมหูลืมตา จึงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นนักลงทุน เพราะสินทรัพย์เสี่ยง หรือ หุ้นบางประเภทอดทนซื้อเมื่อถูกและอดทนถือไปเรื่อยๆโดยเชื่อว่า การลงทุนระยะยาวมักให้ผลตอบแทนที่ดีเสมอ ย่อมเป็นการลงทุนแบบคนตาบอดมากกว่าจะเป็นการลงทุนแบบนักลงทุน เพราะกิจการบางอย่างจะอดทนรอนานไม่ได้ เนื่องจากมีวงจรขาขึ้นขาลงของเขาเช่น ถ่านหิน เดินเรือ เป็นต้น กล่าวคือเป็นหุ้นวัฏจักร จะอดทนถือข้ามศตวรรษไม่ได้ แต่ถ้าเป็นหุ้นหาเงินสดเข้ากระเป๋าได้เรื่อยๆบางกิจการ ถือยาวนานข้ามศตวรรษไม่มีใครว่า 
       นอกจากนี้ สิ่งที่นักลงทุนกลัวที่สุด คือ ความไม่ซื่อ หรือ ความไม่โปร่งใสนั่นเอง หรือ จะกล่าวให้โก้คือ การขาดธรรมาภิบาล ต่อให้หุ้นของบริษัทที่ขาดธรรมาภิบาลจะมีราคาต่ำเพียงใด ผู้ที่มีวิถีแห่งนักลงทุนเป็นสรณะย่อมจะไม่ชายตามอง เพราะการซื้อหุ้นของบริษัทเหล่านั้นอาจเปรียบได้กับการคบคนพาล แลการคบคนพาลนี้เป็นหนึ่งในทางฉิบหายตามหลักอบายมุขสี่นั่นเอง ขึ้นชื่อว่าเป็นทางฉิบหายแล้ว ย่อมไม่สมควรไปยุ่งเกี่ยวจนกว่าคนพาลนั้นจะกลับตัวเป็นบัณฑิต จึงค่อยพิเคราะห์กันใหม่ก็ไม่สาย 
       รวมความว่า นักลงทุนนั้นนอกจากจะต้องเป็นผู้มีความรู้และความอดทนแล้ว ยังต้องเป็นผู้ที่เลือกคบแต่บัณฑิต หลีกเลี่ยงคนพาลด้วย เพราะวิสัยของผู้ที่มีจริตไปในทางนักลงทุนนั้น ย่อมไม่ชอบความเสี่ยง แต่ชอบความแน่นอน และจะให้แน่นอนยิ่งขึ้น ย่อมต้องเลือกคบแต่บริษัทที่มีธรรมาภิบาลอย่างน้อยก็ต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน หากต่ำกว่ามาตรฐานไซร้ ผู้ที่เข้าไปลงทุน อาจไม่ใช่ผู้ที่คณะผู้บริหารมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้ แต่อาจเป็นเหยื่อของผู้บริหารที่ขาดธรรมาภิบาล ซึ่งหลักอันนี้ผู้น้อยเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นนักเก็งกำไรหรือนักลงทุน ก็ควรที่จะต้องยึดถือเป็นศีลข้อแรกเลยทีเดียว เพราะบทเรียนมีให้เห็นอยู่เสมอ จริงไหมขอรับ



สวัสดี........
 
fb : สำนักกุนซือโลกการเงิน มังกรในสระ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh