กุนซือโลกการเงิน

| 20 กรกฎาคม 2560

โดย
PWC .

:PWC
.

รู้ทันผลกระทบจากมาตรฐานบัญชีใหม่ “TFRS 16”

โดย สุขุมาภรณ์ วงศ์อริยาพร
หุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี

      ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจอาจมีข้อจำกัดในเรื่องการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร เพราะกิจการต้องใช้เงินลงทุนเริ่มแรกในสินทรัพย์ หลังจากนั้นจึงนำสินทรัพย์นั้นไปใช้เพื่อก่อให้เกิดรายได้ในภายหลัง ดังนั้น การทำสัญญาเช่าจึงกลายเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ที่กิจการส่วนใหญ่มักจะใช้ในการลงทุนที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ถาวร เนื่องจากการเช่าทำให้กิจการสามารถทยอยจ่ายเงินควบคู่ไปกับการนำสินทรัพย์นั้นไปใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ยังทำให้กิจการมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น 

    อย่างไรก็ดี ในการจัดทำงบการเงินของกิจการตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทยนั้น ปัจจุบันการจัดทำบัญชีที่เกี่ยวกับสัญญาเช่าต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 17 เรื่องสัญญาเช่า (TAS 17) ซึ่งกำหนดให้กิจการต้องจัดประเภทสัญญาเช่า ระหว่างสัญญาเช่าการเงินและสัญญาเช่าดำเนินงานซึ่งมีวิธีการทางบัญชีที่แตกต่างกัน 
    โดยเฉพาะกรณีที่กิจการเป็นผู้เช่า การบัญชีสำหรับสัญญาเช่าการเงินนั้นผู้เช่าจะต้องบันทึกรับรู้สินทรัพย์ที่เช่าและหนี้สินตามสัญญาเช่าการเงินในงบแสดงฐานะการเงิน แต่ในกรณีที่เป็นสัญญาเช่าดำเนินงานผู้เช่าจะไม่มีการรับรู้รายการในงบแสดงฐานะการเงิน กิจการเพียงแค่เปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงินถึงจำนวนเงินที่ต้องจ่ายตามสัญญาเช่าดำเนินงานเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้งบการเงินมองว่า งบการเงินไม่ได้แสดงฐานะทางการเงินที่เกี่ยวกับสัญญาเช่าดำเนินงาน
    แต่เมื่อปี 2559 คณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (International Accounting Standards Board – IASB) ได้ออกมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศฉบับที่ 16 เรื่องสัญญาเช่า (TFRS 16) ซึ่งมีเนื้อหาที่ค่อนข้างแตกต่างกับมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศฉบับที่ 17 เรื่องสัญญาเช่า (IAS 17) อย่างเป็นสาระสำคัญ โดยมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศที่ออกมาใหม่ฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้กับงบการเงินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป 
    เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับสัญญาเช่าของไทยจึงต้องมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสากล เพราะมาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทยนั้นอ้างอิงมาจากมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ ดังนั้น มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 16 (TFRS 16) จะถูกนำมาใช้แทนที่ TAS 17 อย่างไรก็ดี แม้ว่าหลักการทางบัญชียังคงเหมือนเดิมสำหรับผู้ให้เช่า แต่ถึงอย่างไรการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ยังเกี่ยวข้องอยู่โดยเฉพาะเกี่ยวกับคำนิยามของการเช่าที่เปลี่ยนไป รวมทั้ง การเช่าช่วง และสัญญาขายและเช่าคืน 
    สำหรับมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 16 นั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการบัญชีสำหรับสัญญาเช่าที่กระทบต่อผู้เช่าโดยตรง ผู้เช่าจะไม่มีการจัดประเภทสัญญาเช่าว่า เป็นสัญญาเช่าการเงินหรือสัญญาเช่าดำเนินงานอีกต่อไป แต่จะต้องบันทึกรับรู้สิทธิการใช้สินทรัพย์และหนี้สินในงบแสดงฐานะการเงินสำหรับทุกสัญญาเช่าที่ระยะเวลาการเช่านานกว่า 12 เดือน และยกเว้นสำหรับสัญญาเช่าที่สินทรัพย์อ้างอิงนั้นมีมูลค่าต่ำ ดังนั้นผู้เช่าที่มีสัญญาเช่าดำเนินงานภายใต้มาตรฐานบัญชีปัจจุบันจะมีผลกระทบอย่างมากในงบการเงินที่ต้องนำเสนอตามข้อกำหนดของมาตรฐานใหม่

    แน่นอนว่า มาตรฐานการรายงานทางการเงินใหม่นั้นย่อมจะส่งผลกระทบต่อผู้เช่าและมีสาระสำคัญต่องบแสดงฐานะการเงิน และอัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้อง โดยอาจกระทบต่อกำไรขาดทุนเนื่องจากทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นในช่วงเริ่มแรกของสัญญา เพราะผู้เช่าต้องรับรู้ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากหนี้สินตามสัญญาเช่า รวมทั้งค่าเสื่อมราคาที่เกิดจากการตัดจำหน่ายสิทธิการใช้สินทรัพย์ 

    นอกจากนี้ ผลจากการเปลี่ยนแปลงการแสดงรายการจากการบันทึกการจ่ายเงินเป็นค่าเช่ามาเป็นค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจะส่งผลให้ EBIT และ EBITDA ของกิจการสูงขึ้น สำหรับกิจการที่ต้องดำรงสัดส่วนทางการเงิน เช่น อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน การที่ผู้เช่าต้องบันทึกรับรู้สิทธิการใช้สินทรัพย์และหนี้สินอาจจะทำให้กิจการไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของเงินกู้ยืมได้
    ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น มาตรฐานการรายงานทางการเงินใหม่ยังส่งผลกระทบต่องบกระแสเงินสดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจุบันกิจการบันทึกค่าเช่าและถูกจัดประเภทไว้ในกิจกรรมดำเนินงาน ซึ่งตามเกณฑ์ใหม่จำนวนเงินที่จ่ายจะมีทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นของภาระหนี้สินตามสัญญาเช่า การแสดงรายการของดอกเบี้ยจ่ายขึ้นอยู่กับนโยบายการบัญชีของกิจการซึ่งอาจจะบันทึกในกิจกรรมดำเนินงานหรือกิจกรรมจัดหาเงิน ส่วนของการจ่ายเงินต้นจะกระทบต่อกิจกรรมจัดหาเงินโดยตรงสำหรับสัญญาเช่าที่อายุไม่เกิน 12 เดือน และการเช่าสินทรัพย์มูลค่าต่ำตามข้อยกเว้นของมาตรฐาน กิจการยังคงบันทึกค่าเช่าจ่ายในกิจกรรมดำเนินงานในงบกระแสเงินสด
    สำหรับมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 16 นี้ ถือเป็นโครงการการพัฒนามาตรฐานการบัญชีร่วมกันระหว่างคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IASB) และคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการรายงานทางการเงินของสหรัฐอเมริกา (FASB) โดยมุ่งหวังให้การนำเสนอสินทรัพย์และหนี้สินของผู้เช่าได้สะท้อนให้เห็นในงบแสดงฐานะการเงิน รวมทั้งการเปิดเผยข้อมูลที่จะทำให้มีความโปร่งใสของสภาพความเสี่ยงทางการเงินของผู้เช่า 

    ในประเทศไทยคาดว่า มาตรฐาน TFRS 16 จะมีผลใช้บังคับเริ่มวันที่ 1 มกราคม 2563 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในหลักการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่องบการเงินของผู้เช่าที่มีสัญญาเช่าดำเนินงานอยู่อย่างเป็นสาระสำคัญตามที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้น กิจการจึงควรศึกษาผลกระทบจากมาตรฐานใหม่นี้อย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจและสามารถประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ควรต้องเตรียมความพร้อมในการสื่อสารกับผู้ใช้งบการเงิน (เช่น ผู้ถือหุ้น นักลงทุน หรือผู้ให้เงินกู้) เพื่อให้เข้าใจผลกระทบดังกล่าวด้วยเช่นกัน 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh