กุนซือโลกการเงิน

| 16 พฤษภาคม 2560

โดย
PWC .

:PWC
.

โอกาสของธุรกิจบริการสุขภาพไทย

โดย ชาญชัย ชัยประสิทธิ์  
หุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี บริษัท PwC ประเทศไทย 

          ตลาด ‘บริการสุขภาพ’ หรือ ‘Health care’ ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่น่าจับตาเวลานี้ เพราะจากรายงาน Winning in maturing markets ที่จัดทำโดยศูนย์วิจัยตลาดเติบโตสูงของ PwC ที่ผ่านมาพบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมบริการสุขภาพของไทยมีโอกาสขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในระยะข้างหน้า สอดคล้องกับตลาดบริการสุขภาพทั่วโลกที่คาดการณ์ว่า ในปี 2565 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของตลาดเติบโตสูง (Emerging market) จะอยู่ที่ราว 10.7% ต่อปี เปรียบเทียบกับตลาดที่พัฒนาแล้ว (Developed market) ที่ 3.7% ต่อปี  และยังมีโอกาสที่ค่าใช้จ่ายต่อปีของตลาดเติบโตสูงจะแตะ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีเดียวกัน ซึ่งไทยยังถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตด้านการใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงกว่าจีดีพีของประเทศอีกด้วย
 
        ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตดังกล่าว มาจากความต้องการทางการแพทย์ภายในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing society) โดยคาดการณ์กันว่า ในอีก 33 ปีข้างหน้า ไทยจะมีประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 30 ของประชากรทั้งประเทศ ในขณะที่ไทยยังคงมีอัตราส่วนบุคลากรทางการแพทย์ต่อประชากรอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 0.4 คนต่อประชากร 1,000 คนเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าอัตราส่วนเฉลี่ยของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ 0.6 คนต่อประชากร 1,000 คน และหากเทียบกับประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วอย่าง เยอรมนี ที่มีอัตราส่วนบุคลากรทางการแพทย์ที่ 3.7 คนต่อประชากร 1,000 คน จะเห็นได้ว่าไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามาก นอกจากนี้ ไทยยังได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติในการเดินทางมารับการรักษาในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical tourism) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศในแถบอาเซียนและตะวันออกกลางเป็นหลัก 
          อย่างไรก็ดี แม้โอกาสในการทำธุรกิจจะมีอยู่มาก แต่การทำธุรกิจในรูปแบบเดิมๆ อาจจะไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรได้ ดังนั้น ธุรกิจบริการสุขภาพควรนำนวัตกรรมระบบดิจิตอลเพื่อสุขภาพ หรือ ดิจิตอลเฮลธ์ (Digital Health) มาใช้ในการสร้างคุณค่าให้การบริการ ทั้งนี้ ดิจิตอลเฮลธ์จะช่วยธุรกิจในการตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้า และเป็นการเพิ่มการเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ให้กับผู้ที่ต้องการเข้ารับบริการในพื้นที่ห่างไกล  นอกจากนี้ ดิจิตอลเฮลธ์จะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับทั้งองค์กรและภาครัฐ เพราะเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมหมอและพยาบาลใหม่ อีกทั้งช่วยลดปริมาณเตียงคนไข้และจำนวนสถานพยาบาลอีกด้วย 
          ถึงแม้ว่าเทรนด์นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสุขภาพรูปแบบใหม่กำลังได้รับความสนใจ แต่ยังมีผู้ประกอบธุรกิจบริการด้านสุขภาพอีกจำนวนมากที่ไม่ได้นำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้กับธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผลตอบแทนจากการลงทุนที่ยากต่อการประเมิน รวมทั้งมุมมองที่หลากหลายของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ต่อปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณา แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใด การไม่นำเอาเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจจะสร้างข้อจำกัดในการเติบโตขององค์กรในระยะยาวและเสี่ยงต่อการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับคู่แข่งที่มีความพร้อมมากกว่าไปในที่สุด
           ถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบธุรกิจบริการสุขภาพไทยจำเป็นที่จะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการลงทุนในดิจิตอลเฮลธ์ โดยเริ่มจากการวางแผนอย่างถี่ถ้วน มีการกำหนดแนวทางการวัดผลตอบแทนทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่บ่งชี้ถึงความคุ้มค่า และวางหลักเกณฑ์ในการวัดผลอย่างชัดเจน

           ที่สำคัญไม่แพ้กัน การจะใช้นวัตกรรมดิจิตอลเพื่อสุขภาพรูปแบบใหม่ในการบริการด้านสาธารณสุขให้ได้ผล ธุรกิจต้องมีการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) ที่มีประสิทธิภาพ และต้องใช้การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงเชิงลึก (Data and Analytics) เพื่อติดตามผลการทำงานและเพื่อให้ช่วงเริ่มแรกของการนำเทคโนโลยีมาใช้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ซึ่งหากผู้ประกอบธุรกิจบริการสุขภาพนำปัจจัยเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ จะช่วยให้การลงทุนเกิดความคุ้มค่า อีกทั้งช่วยลดต้นทุน ยกระดับการรักษา และส่งผลในเชิงบวกให้กับทั้งผู้ป่วย สถานพยาบาล และ อุตสาหกรรมโดยรวม
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh