ประเด็นร้อน

| 6 ธันวาคม 2560 | 09:23

เซียนหุ้นโชว์กำไรทะลัก แห่ลดถือเงินสด อัดหุ้นเต็มพอร์ต

     "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจพอร์ตนักลงทุนรายใหญ่ประจำปี 60 โชว์กำไรพุ่ง ชนะผลตอบแทนเฉลี่ยตลาดฯ ส่วนใหญ่เลือกหุ้นถูกตัว แถมทะยานรับภาวะหุ้นไทยขาขึ้นทะลุ 1,700 จุด พร้อมใส่เกียร์ 5 ลดถือเงินสดไล่สอยหุ้นเข้าพอร์ต มองปีหน้าหุ้นไทยไปต่อ เหตุปัจจัยบวกเพียบ ลุ้นเห็นดัชนีฯทำนิวไฮ

*** ผลตอบแทนชนะตลาดฯ-พอร์ตปีก่อน
    "สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล" หรือ "เสี่ยปู่" เปิดเผยว่า ผลตอบแทนในการลงทุนหุ้นไทยปีนี้ดีมาก ชนะตลาดฯหลายเท่าตัว สาเหตุหลักมาจากการเลือกหุ้นถูกตัว
    "ปีนี้ดีกว่าปีก่อนเยอะ มีกำไรจากการลงทุนในระดับที่ถือว่ายอดเยี่ยม คงบอกไม่ได้ว่าบวกมาเท่าไหร่ แต่ภาพรวมคือชนะผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทย ซึ่งอยู่ที่ราวกว่า 10% หลายเท่า สาเหตุหลักมาจากการเลือกหุ้นถูกตัว 3-4 บริษัทที่ได้เข้าไปลงทุน ราคาตอบสนองกับผลประกอบการได้อย่างดีมาก"
    ขณะที่ "วัชระ แก้วสว่าง" หรือ "เสี่ยป๋อง" ระบุว่า จนถึงล่าสุด 11 เดือน พอร์ตมีกำไรประมาณ 30% ซึ่งเริ่มดีขึ้นตั้งแต่หุ้นไทยปรับตัวทะลุ 1,700 จุด ช่วงตั้งแต่เดือน ก.ย.ที่ผ่านมา 
    "เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนต้องถือว่าปีนี้ผลตอบแทนดีมาก ซึ่งได้อานิสงส์จากภาวะตลาดโดยรวมเป็นขาขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่ที่ SET ทะลุ 1,700 จุด ซึ่งพอร์ตก็เริ่มดีขึ้นช่วงเดือน ก.ย.นี้เอง และดีมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จนตอนนี้กำไรโดยรวมน่าจะอยู่ที่ประมาณ 30%"
    ด้าน "เสี่ยกิ๊ด" หรือ "กิติชัย เตชะงามเลิศ" กล่าวว่า การลงทุนในหุ้นไทยปีนี้ได้กำไรมาแล้วกว่า 20% มากกว่าปีก่อนทั้งปี ซึ่งหุ้นที่เข้าไปลงทุนส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นได้ดีตามภาวะตลาดโดยรวม 
    เช่นเดียวกับ "โจ ลูกอีสาน" หรือ "อนุรักษ์ บุญแสวง" ที่เล่าให้ฟังว่า ปีนี้กำไรจากการลงทุนปีนี้ดีกว่าปีก่อนค่อนข้างมาก และชนะผลตอบแทนโดยรวมของตลาดฯพอสมควร
    "ปีก่อนพอร์ตผมบวกประมาณ 30% ซึ่งเท่าที่ประเมินคร่าว ๆ ตอนนี้น่าจะดีกว่าเยอะมาก ซึ่งมาจากการลงทุนให้หุ้นถูกตัว เกินครึ่งของพอร์ตให้ผลตอบแทนเป็นบวก"
    ส่วน "ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" บอกว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนปีนี้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ชนะผลตอบแทนของตลาดฯ อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับในอดีตถือว่าเติบโตน้อย เพราะพอร์ตมีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ต้องรอสรุปอีกครั้งช่วงสิ้นปี

*** แห่ลดถือเงินสดลุยหุ้นไทยขาขึ้น
    "ดร.นิเวศน์" กล่าวต่อไปว่า ตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นมาได้ทยอยเข้าซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามภาวะตลาดที่ดีขึ้น โดยปัจจุบันเหลือเงินสดไม่ถึง 10% จากปีก่อนที่ถือไว้ระดับ 30-40%
    ขณะที่ "โจ ลูกอีสาน" เผยว่า ปัจจุบันถือเงินสดเพียง 6% เท่านั้น จากปีก่อนที่บางช่วงถือประมาณ 40% โดยปีนี้มีจังหวะเหมาะสมให้เข้าลงทุนหลายช่วง ซึ่งได้ทยอยซื้อหุ้นเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันถือหุ้นอยู่กว่า 50 บริษัท 
    ด้าน "เสี่ยป๋อง" กลับมาลงทุนในหุ้นมากกว่า 70% ของพอร์ตอีกครั้ง เพราะตอนนี้เริ่มเข้าสู่ภาวะที่เหมาะสมต่อการลงทุน

*** เปิดกลยุทธ์เน้นเลือกหุ้นรายตัวพื้นฐานเด่น
    "เสี่ยปู่" ระบุว่า กลยุทธ์การเลือกหุ้นจะเน้นเป็นรายตัว ไม่อิงกับกลุ่มอุตสาหกรรมใดเป็นหลัก 
    "ผมไม่ค่อยให้ความสำคัญกับภาพรวมตลาดฯ มากนัก จะเน้นเลือกเป็นรายบริษัทมากกว่า โดยจะหาหุ้นที่มีการเติบโตดี มีความโดดเด่นในกลุ่มอุตสาหกรรมมากกว่าคู่แข่ง และที่สำคัญคุณภาพของผู้บริหารก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ สำหรับการคัดเลือกหุ้น 
    โดยหุ้นเด่นๆที่ให้ผลตอบแทนดีปีนี้ก็มี บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK), บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) และ บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD)เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันถือหุ้นรวมทั้งหมดประมาณ 20 บริษัท"
    ด้าน "กิติชัย เตชะงามเลิศ" เผยว่า หุ้นที่ทำกำไรโดดเด่นให้กับพอร์ตปีนี้คือ WORK เช่นกัน สาเหตุในการตัดสินใจลงทุนเพราะเป็นหุ้นที่มีลักษณะการประกอบธุรกิจโดดเด่น โดยเฉพาะด้านคอนเทนต์ทำได้ดีมาก ซึ่งเป็นจุดขายหลักของธุรกิจนี้ จึงสะท้อนออกมาที่ผลประกอบการและราคาหุ้น ปัจจุบันถือหุ้นอยู่ประมาณ 7-8 บริษัท ขนาดของพอร์ตประมาณ 400 ล้านบาท
    ส่วน "โจ ลูกอีสาน" เน้นกระจายหุ้นหลากหลายธุรกิจ แต่ส่วนใหญ่ที่ให้ผลตอบแทนดีจะเป็นหุ้นที่ปรับโครงสร้างธุรกิจและหุ้นเทิร์นอะราวด์ เช่น บมจ.ห้องเย็นเอเชี่ยน (ASIAN)

*** ประสานเสียงปีหน้าเห็นหุ้นไทยนิวโฮ
    "เสี่ยป๋อง" มองตลาดปีหน้ายังเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง ทั้งในทางพื้นฐานและทางเทคนิค ซึ่งมีปัจจัยบวกหลายประเด็น เช่น การลงทุนของภาครัฐที่เริ่มเดินหน้าอย่างจริงจัง รวมไปถึงการเลือกตั้ง 
    "ปีหน้ามีโอกาสเห็นหุ้นไทยทำนิวไฮที่ระดับดัชนีฯ 1,800-1,900 จุดได้ เพราะยังมีปัจจัยบวกเข้ามากระตุ้นโมเมนตั้มการลงทุนได้ อย่างไรก็ตามในเชิงเทคนิคหากดัชนีฯ หลุด 1,650 จุด ก็ต้องระมัดระวัง เพราะจะสะท้อนสัญญาณเชิงลบได้เช่นกัน" 
    ขณะที่ "เสี่ยปู่" ประเมินว่าทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะ 1-2 ปีจากนี้ ยังน่าลงทุน เพราะปัจจัยภายในเอื้อต่อบรรยากาศการลงทุน ทั้งตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้นต่อเนื่อง มีนโยบายกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐออกมาต่อเนื่อง ขณะที่พื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนไทยก็แข็งแกร่งและมีศักยภาพการเติบโตได้อีกมาก
    ด้าน "กิติชัย เตชะงามเลิศ" ชูประเด็นสำคัญอยู่ที่การเลือกตั้ง จะเป็นปัจจัยผลักดันตลาดหุ้นไทยที่มีนัยสำคัญ ยิ่งหากมีกำหนดแผนการที่ชัดเจน จะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเพิ่มขึ้น เพราะในอดีตที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยจะตอบสนองเชิงบวกทุกครั้งก่อนมีการเลือกตั้งใหม่ 
    "อีกประเด็นคือก่อนหน้านี้มีกองทุนต่างประเทศจำนวนมากที่ถอนการลงทุนในหุ้นไทย เนื่องจากไม่มีนโยบายลงทุนในประเทศที่ไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งการเลือกตั้งจะทำให้กองทุนเหล่านั้นกลับมาอีกครั้ง นั่นหมายถึงฟันด์โฟลว์จำนวนไม่น้อยที่จะกลับมา"
    อย่างไรก็ตาม ดร.นิเวศ แนะนำให้ระมัดระวัง เนื่องจากสถิติ 20 ปีหลังสุด ตลาดหุ้นไทยไม่เคยบวก 3 ปีติดต่อกัน 
    "ปีหน้าให้ระมัดระวัง แม้จะมีปัจจัยบวกมาก แต่หุ้นไทยก็ไม่ได้ถือว่าถูก เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาค และจากสถิติตลาดหุ้นไทยไม่เคยบวกต่อเนื่องเกิน 3 ปี ซึ่งปี 59 ตลาดบวกไปแล้ว 20% ปีนี้ก็น่าจะราว 10% เท่ากับว่ามีความเสี่ยงที่จะถูกขายเพื่อทำกำไร หากเป็นเช่นนั้นปีหน้าก็มีโอกาสที่จะเข้าวัฏจักรเดิมได้"
 
 
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด