ประเด็นร้อน

| 11 กันยายน 2560 | 10:15

เอ็กซเรย์ 17 หุ้น P/E ลดฮวบ! 'ภาพลวงตา'หรือ'ขาขึ้น'

        เปิดโผ 17 หุ้น ค่า P/E ลดฮวบมากกว่าเท่าตัว พบ 6 บจ.ผลงานแจ่มกำไรพุ่ง แค่ครึ่งแรกปีนี้ทำผลงานมากกว่าปีก่อนทั้งปี ดันพื้นฐานโตทันราคา แต่พบ 4 บจ.สวนทาง ราคาในกระดานดิ่งลงไปหาพื้นฐาน กูรูแนะระวังลงทุนเสี่ยงติดกับดัก P/E ขณะที่มี 4 บจ.เข้าตานักวิเคราะห์ มองแนวโน้มธุรกิจขาขึ้น อัพไซด์งาม
  "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (Year to date) พบ 17 บริษัทที่อัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(P/E)ลดลงไม่ต่ำกว่า 1 เท่าตัว หลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/60 โดยคัดกรองจากหุ้นที่มี P/E เกิน 50 เท่า ณ สิ้นปี 59 ดังนี้

ชื่อหุ้น

ตลาด

กลุ่มอุตฯ

P/E

ณ สิ้นปี 59 (เท่า)

P/E

ณ 8/9/60 (เท่า)

เปลี่ยนแปลง

(%)

ราคาหุ้น

ณ สิ้นปี 59 (บาท)

ราคาหุ้น

ณ 8/9/60

(บาท)

กำไรสุทธิ

ปี 59

(ล้านบาท)

กำไรสุทธิครึ่งแรกปี 60

(ล้านบาท)

P/E

กลุ่มอุตฯ

BTNC

SET

FASHION

3,112.84

9.69

-32124

20 

23

22.69

6.81

11.12

RWI

mai

INDUS

1,908.01

23.18

-8231

2.42

2.30

14.61

55.48

38.06

AJ

SET

PKG

473.18

14.97

-3160

11.40

13.80

121.25

227.38

15.32

TIC

SET

INSUR

218.77

7.26

-3013

23

27

40.38

35.68

14.65

ROJNA

SET

PROP

294.67

10.92

-2698

4.54

5.45

116.25

863.30

17.41

SCI

SET

ENERG

187.58

30.78

-609

11.50

7.40

162.52

9.38

12.79

VNT

SET

PETRO

54.16

12.07

-448

16.50

20.80

1,123.70

1,153.80

11.31

GL

SET

FIN

93.72

23.54

-398

57.25

19.30

1,063.84

665.82

16.87

MDX

SET

ENERG

61.44

17.48

-385

5.80

5.60

58.32

60.14 

12.79

TLUXE

SET

AGRI

114.39

31.22

-366

9.00

10.8

236.98

-20.87

N/A

TNDT

mai

SERVICE

117.65

33.85

-347

10.40

7.65

24.4

-0.58

N/A

JMT

SET

FIN

85.24

24.62

-346

20.40

31.00

290.40

198.04

16.87

ACAP

mai

FINCIAL

61.16

19.04

-321

21.80

18.00

174.33

164.52

11.9

ECL

SET

FIN

79.60

28.74

-276

1.62

3.72

25.03

65.59

16.87

CNT

SET

CONS

57.19

25.76

-222

3.90

3.86

140.48

46.81

40.7

SALEE

mai

INDUS

71.61

33.30

-215

2.14

1.47

54.91

32.8

38.06

WIN

SET

PROP

61.73

29.29

-210

0.69

0.59

8.08

2.31

17.41

*** พบ 6 บริษัท กำไรทะยาน กด P/E ลดฮวบ
  จากข้อมูลข้างต้นพบว่า มี 6 บริษัทที่ผลประกอบการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยกำไรสุทธิครึ่งแรกปี 60 มากกว่าปี 59 ทั้งปี ประกอบด้วย
  1.บมจ.ระยองไวร์ อินดัสตรีส์ (RWI) ผลงานดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 58 ที่ขาดทุน 18.73 ล้านบาท พลิกกลับมาเป็นกำไรสุทธิ 14.61 ล้านบาทในปี 59 และครึ่งแรกของปีนี้กำไรกระโดดไปถึง 55.48 ล้านบาท มากกว่างบเต็มปี 59 เกือบ 4 เท่าตัว ทำให้ค่า P/E ลดลงเหลือเพียง 23.18 เท่า จากสิ้นปีก่อนที่มี P/E สูงถึงระดับ 1,908.01 เท่า หรือลดลง 8,231%
  2.บมจ.เอ.เจ.พลาสท์ (AJ) ครึ่งแรกปีนี้โชว์กำไร 227.38 ล้านบาท มากกว่าปีก่อนทั้งปีเท่าตัว จากบริษัทที่มีค่า P/E สูงระดับ 473.18 เท่าเมื่อสิ้นปี 59 ล่าสุดเหลือเพียง 17.97 เท่า ลดลง 3160%
  3.บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJNA) งบการเงินปี 59 มีกำไรสุทธิเพียง 116.25 ล้านบาท แต่ครึ่งแรกปีนี้สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ทำกำไรสุทธิไปทั้งสิ้น 863.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่าตัว ส่งผลให้ค่า P/E ล่าสุดลดลงเหลือเพียง 10.92 เท่า จากสิ้นปีก่อนที่อยู่ในระดับ 294.67 เท่า หรือลดลง 2,698%
  4.บมจ.วีนิไทย (VNT) รายนี้กวาดกำไรครึ่งแรกปีนี้ไป 1,153.80 ล้านบาท มากกว่าปีก่อนทั้งปีที่ทำได้ 1,123.70 ล้านบาท กดค่า P/E ลดลงถึง 4 เท่าตัว เหลือเพียง 12.07 เท่า จากสิ้นปีก่อนที่ 54.16 เท่า ลดลง 448%
  5.บมจ.เอ็ม ดี เอ็กซ์ (MDX) ประกาศกำไรสุทธิ ณ ไตรมาส 2/60 ที่ 60.14 ล้านบาท มากกว่าปีก่อนทั้งปีที่ทำได้ 58.32 ล้านบาท ทำให้ล่าสุด P/E เหลือเพียง 17.48 เท่า จากสิ้นปีก่อนที่ 31.44 เท่า ลดลง 385%
  6.บมจ.ตะวันออกพาณิชย์ลีสซิ่ง (ECL) จากบริษัทที่มี P/E ระดับ 79.60 เท่า เมื่อสิ้นปีก่อน เหลือเพียง 28.74 เท่าในปัจจุบัน หลังครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิถึง 65.59 ล้านบาท มากกว่าปีก่อนกว่าเท่าตัวที่ทำได้ 25.03 ล้านบาท
  นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า หุ้นข้างต้นส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานฟื้นตัวและกำไรสุทธิเติบโตทันราคาหุ้น ส่งผลให้ P/E ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  "หุ้นกลุ่มนี้เป็นบริษัทที่ดีขึ้นจากพื้นฐาน กำไรโตทันราคา P/E จึงลดลง และถ้าสังเกตให้ดีราคาหุ้นลักษณะนี้จะเป็นแนวโน้มเชิงบวก และมีความน่าสนใจในการลงทุน แตกต่างจากหุ้นที่ P/E ลดลง เพราะราคาหุ้นดิ่งแรงลงไปหาพื้นฐานที่ควรจะเป็น"

*** 5 บริษัท ราคาหุ้นร่วง ลาก P/E หล่นตาม
  ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่ามี 5 บริษัทที่ค่า P/E ลดลงตามราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลง เพราะเมื่อดูจากผลประกอบการไม่ได้มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญใดๆ ขณะที่มี 1 บริษัทผลประกอบการพลิกขาดทุน ประกอบด้วย
  1.บมจ.เอสซีไอ อีเลคตริค (SCI) ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากระดับ 11.50 บาท เมื่อสิ้นปี 59 เหลือเพียง 7.40 บาทในปัจจุบัน (ราคาหุ้น ณ วันที่ 8/9/60) จากหุ้นที่ซื้อขายบน P/E ที่ 187.58 เท่า เมื่อสิ้นปีก่อน ล่าสุดเหลือเพียง 30.78 เท่า ซึ่งเมื่อดูจากผลประกอบการ บริษัทมีกำไรครึ่งปีแรกเพียง 9.38 ล้านบาท ขณะที่ปีก่อนทั้งปีประกาศกำไรถึง 162.52 ล้านบาท 
  2.บมจ.กรุ๊ปลีส (GL) ผลจากประเด็นปัญหาเรื่องการปล่อยกู้ที่น่าสงสัยในต่างประเทศ กดราคาหุ้นรูดจากระดับ 57.25 บาท เมื่อสิ้นปี 59 ล่าสุดราคาหุ้น ณ วันที่ 8 ก.ย.60 เหลือเพียง 19.30 บาท ลดลงเกือบ 3 เท่าตัว ทำให้ค่า P/E ลดลงตามราคาหุ้น เหลือ 23.54 เท่า จากสิ้นปีก่อนที่ซื้อขายบน P/E 93.72 เท่า
  3.บมจ.สาลี่อุตสาหกรรม (SALEE) ราคาหุ้นลงลงกว่า 30% จากสิ้นปีก่อนที่ระดับ 2.14 บาท เหลือเพียง 1.47 บาท ในปัจจุบัน (ราคาหุ้น ณ วันที่ 8/9/60) ทำให้จากที่เคยมี P/E ระดับ 71.61 เท่า เมื่อสิ้นปี 59 เหลือเพียง 33.30 เท่าในขณะนี้ 
  4.บมจ.ไทย เอ็น ดี ที (TNDT) ราคาหุ้นลดลงจาก 10.40 บาท เมื่อสิ้นปี 59 เหลือ 7.65 บาท ณ วันที่ 8 ก.ย.60 ขณะที่ผลประกอบการครึ่งแรกปีนี้พลิกขาดทุน 0.58 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1.22 ล้านบาท และสิ้นปี 59 ที่มีกำไรสุทธิ 24.40 ล้านบาท โดยปัจจุบันมี P/E อยู่ที่ 33.85 เท่า จากสิ้นปีก่อนที่ 117.65 เท่า 
  “มงคล พ่วงเภตรา” นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) เสริมว่า หุ้นที่มีลักษณะดังกล่าว นักลงทุนต้องระมัดระวัง ถือว่าเป็นกับดักอย่างหนึ่งของนักลงทุนที่ใช้ P/E ในการเลือกหุ้น
  เพราะ P/E ที่ลดลงของหุ้นในกลุ่มดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการเติบโตทางธุรกิจ แต่เป็นเพราะถูกลดความน่าสนใจลง ทำให้มีแรงขายออกมาจนทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 
  "P/E ของหุ้นลักษณะนี้ลดลงตามราคาหุ้น ไม่ได้ลดลงจากพื้นฐานที่ดีขึ้น ต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ ไม่ใช่ว่าเห็นแค่ P/E ลดลงมากๆ แล้วคิดว่ามันถูก แต่มันถูกตามความเหมาะสมที่ควรจะเป็นต่างหาก มิเช่นนั้นอาจจะติดกับดัก P/E ได้
  อีกประเด็นที่สำคัญคือการเลือกหุ้นด้วย P/E นั้น ต้องเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมในแต่ธุรกิจด้วย เพราะต่างธุรกิจก็ซื้อขายในระดับ P/E ที่ต่างกัน"

*** 4 บริษัทเข้าตากูรู ชี้เป็นขาขึ้นพร้อมเชียร์ซื้อ
  อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ พบว่ามี 4 บริษัทที่มีทิศทางธุรกิจเป็นแนวโน้มขาขึ้น และมีความน่าสนใจในการเข้าลงทุน ดังนี้
  1.บมจ.เอ.เจ.พลาสท์ (AJ) "จันทร์เพ็ญ ศิริธนารัตนกุล" นักวิเคราะห์ บล.บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ประเมินว่า ปัจจัยลบต่าง ๆ ได้สิ้นสุดลงแล้ว และสินค้าฟิล์ม BOPA และ BOPP ที่ AJ ผลิตและจำหน่ายกำลังเริ่มเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้น ส่วนต่างกำไร (Spread) สำหรับฟิล์ม BOPA และ BOPP ได้เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 59 และจะยังเพิ่มขึ้นได้อีกอย่างต่อเนื่องในปี 60 และ 61 นี้ ท่ามกลางกำลังการผลิตใหม่ที่มีอยู่อย่างจำกัด แนะนำ "ซื้อ" ราคาเหมาะสม 16.00 บาท ซึ่งคำนวณด้วย P/E ปี 60 ที่ 16 เท่า ราคาหุ้นปัจจุบันมีอัพไซด์มากกว่า 15% พร้อมคาดการณ์อัตราผลตอบแทนปันผลงวดปี 60-61 จะในระดับที่น่าพอใจ 3.4% และ 4.1% ตามลำดับ 
  2.บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJNA) "สมบัติ เอกวรรณพัฒนา" นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุว่า กำไรของ ROJNA มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการขายที่ดิน ซึ่งจะได้รับประโยชน์ระยะยาวจากนโยบายระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก(EEC) ของภาครัฐ 
  ล่าสุดมีพื้นที่ขายในเขตจ.ชลบุรี คือบ่อวินและแหลมฉบัง อีก 1,785 ไร่ และจะมีรายได้เพิ่มจากโรงไฟฟ้า SPP ที่จะเพิ่มอีกกว่า 100 เมกกะวัตต์ ที่จะจำหน่ายไฟฟ้าได้ในไตรมาส 3 นี้ และบริษัทยังมีแผนจะขยายเฟสต่อไปเพิ่มอีก ซึ่งมีมุมมองเชิงบวกต่ออนาคต แนะนำ "ซื้อ" ราคาเหมาะสม 6.55 บาท ราคาหุ้นปัจจุบันลงมาซื้อขายที่ระดับ P/E ใกล้เคียงกับอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันมีอัพไซด์จากราคาเหมาะสมถึง 20%
 3.บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) "สุวัฒน์ บำรุงชาติอุดม" นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง ประเมินว่า JMT ไม่ได้ซื้อขายที่ P/E ระดับสูงๆ อีกต่อไปแล้ว โดยผลประกอบการเติบโตทันราคาหุ้น ซึ่งการเติบโตจะแข็งแกร่งมากจากทุกธุรกิจที่บริษัทดำเนินการในปัจจุบัน มีศักยภาพสูงในการบริหารจัดการหนี้เสีย จนทำให้กำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดกำไรปี 60 และ 61 จะเติบโตเฉลี่ยระดับ 39% แนะนำ "ซื้อ" ราคาเหมาะสม 37 บาท ราคาหุ้นปัจจุบันมีอัพไซด์เกือบ 20% 
  4.บมจ.เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป (ACAP) "ชัยยศ จิวางกูร" นักวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก ระบุว่า กำไรของ ACAP ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคตตามตลาดสินเชื่อ SME และ รายย่อย โดยคาดว่ากำไรสุทธิปีนี้จะเติบโตก้าวกระโดดกว่า 60% และจะเติบโตอีกอย่างน้อย 30% ในปี 61 แนะนำ "ซื้อ" ราคาเหมาะสมปี 60 ที่ 24.40 บาท ราคาปิดล่าสุดมีอัพไซด์ถึง 35% 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด