ประเด็นร้อน

| 7 สิงหาคม 2560 | 10:26

เปิดโผ 24 หุ้นพื้นฐานแกร่ง ราคาต่ำกว่าบุ๊คแวลู

        การประเมินความถูกแพงของราคาหุ้น โดยทั่วไปแล้วนักลงทุนมักจะนึกถึงอัตราราคาต่อกำไรต่อหุ้น(P/E) ซึ่งเป็นตัวเลขทางการเงินที่นิยมใช้เป็นด่านแรกๆ ของการคัดกรองหุ้น แต่การใช้ P/E ในการคัดเลือกหุ้นยังมีจุดอ่อน เพราะเป็นตัวเลขทางการเงินที่คำนวนจากกำไรสุทธิ ทำให้มีความผันผวนตามผลประกอบการ
  
ซึ่งยังมีอีกหนึ่งตัวเลขทางการเงินที่สำคัญและผันผวนน้อยกว่าคือ P/BV หรือ อัตราส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี โดยสลับใช้มูลค่าบัญชี (Book Value) มาเป็นตัวหารแทน แม้วิธีการตีค่าจะคล้ายกันคือถ้า"สูงแปลว่าแพง"- "ต่ำแปลว่าถูก" แต่การใช้ P/BV จะมีความเสถียรมากกว่า เพราะมูลค่าบัญชีคำนวนจากส่วนผู้ถือหุ้นหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด ซึ่งเป็นค่าที่ไม่ขึ้นลงผันผวนมากเกินไปเหมือนกำไร
 "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ได้สำรวจบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ที่มี P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งแปลว่าราคาหุ้น ณ ปัจจุบันซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี พบว่ามีทั้งสิ้นถึง 127 ราย โดยบริษัทที่ P/BV ต่ำสุดคือ บมจ.ลากูน่า รีสอร์ท แอนด์ โฮเท็ล (LRH)เพียง 0.36 เท่า ซึ่งมูลค่าบัญชีต่อหุ้นอยู่ที่ 75 บาท แต่ราคาหุ้นล่าสุด (4 ส.ค.60) อยู่ที่ 26.75 บาท
  อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามความคิดเห็นนักวิเคราะห์รวมถึงนักลงทุน VI ชื่อดังหลายราย เห็นด้วยกับแนวทางการใช้ P/BV ในการประเมินความถูกแพงของราคาหุ้น ในแง่ของการสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท แต่ต้องนำไปใช้ร่วมกับตัวเลขทางการเงินอื่นๆด้วย เพื่อให้สะท้อนพื้นฐานมากยิ่งขึ้นและให้มั่นใจได้ว่าเป็นหุ้นถูกที่ธุรกิจยังอยู่ในแนวโน้มที่ดี ไม่ใช่ถูกเพราะพื้นฐานเป็นขาลง

*** พบ 24 บริษัทตรงสเปกหุ้นราคาถูก
  “นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส” ระบุว่า คุณสมบัติอื่นที่ใช้ร่วมกับ P/BV คือ หุ้นที่มีค่า P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนีตลาดหุ้นไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ราว 16 เท่า และกำไรสุทธิต้องมีการเติบโตอย่างน้อย 1-2 ปีหลัง 
  จากองค์ประกอบข้างต้นพบว่าปัจจุบันมีอยู่ 24 บริษัทที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ ดังนี้

 

ชื่อย่อหลักทรัพย์

ตลาด

ราคาปิด

(บาท)

BV

(บาท)

P/BV

(เท่า)

P/E

(เท่า)

การเติบโตกำไรสุทธิปี 59 (%)

กลุ่มอุตสาหกรรม

SC

SET

3.24

3.47

0.93

8.6

3.85

PROP

SSSC

SET

4.08

4.4

0.93

9.5

40.67

STEEL

TCAP

SET

46.75

50.31

0.93

8.69

10.6

BANK

TIC

SET

-

26.93

0.93

8.73

137.36

INSUR

TPCORP

SET

19.8

21.36

0.93

10.51

241.15

FASHION

PL

SET

4.3

4.71

0.91

9.86

28.76

FIN

TMW

mai

40.75

44.8

0.91

9.3

8.91

INDUS

SPI

SET

41.75

46.53

0.9

13.72

27.73

COMM

KTB

SET

17.8

20.22

0.88

7.48

13.3

BANK

DTCI

SET

-

33.82

0.86

10.16

69.67

HOME

TNITY

SET

7.15

8.3

0.86

8.92

9.21

FIN

NPK

mai

28.75

35.43

0.81

6.67

53.01

CONSUMP

TNL

SET

23

30.02

0.77

13.64

18.54

FASHION

LALIN

SET

4.18

6.16

0.76

7.57

40.86

PROP

MJD

SET

3.08

4.48

0.69

11.14

231.29

PROP

FSS

SET

2.84

4.37

0.65

6.7

67.81

FIN

ZMICO

SET

1.3

2.04

0.64

4.62

280.75

FIN

TCOAT

SET

-

46.99

0.63

6.93

66.32

PKG

UOBKH

SET

4.04

6.44

0.63

7.67

2.25

FIN

SUC

SET

40.5

65.45

0.62

8.27

44.24

FASHION

LTX

SET

61.5

104.29

0.59

8.44

423.81

FASHION

ICC

SET

36.5

62.79

0.58

10.73

33.15

FASHION

PRIN

SET

1.51

3.3

0.46

8.53

225.13

PROP

LRH

SET

26.75

75

0.36

14.81

116.96

TOURISM

 

        จากตารางจะเห็นได้ว่าทุกบริษัทล้วนมีราคาหุ้นล่าสุด (4 ส.ค.60) ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นทั้งสิ้น และมีค่า P/E ไม่เกิน 15 เท่า รวมไปถึงผลประกอบการปี 59 กำไรสุทธิยังมีการเติบโตด้วย 
  โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่เข้าเกณฑ์มากที่สุดคือแฟชั่น 5 บริษัท ตามด้วยบริษัทหลักทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 4 บริษัทเท่ากัน ต่อด้วยธนาคารพาณิชย์ 2 บริษัท ที่เหลือกระจายอุตสาหกรรมละ 1 บริษัท 
  อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่า กลุ่มแฟชั่นมีค่าเฉลี่ย P/BV ต่ำอยู่แล้ว อยู่ที่เพียง 0.71 เท่า รวมถึง P/E ก็อยู่ระดับต่ำที่เฉลี่ย 10.95 เท่า สะท้อนว่าหุ้นจากกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีเป็นปกติ
  แต่ที่น่าสนใจคือกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และบริษัทหลักทรัพย์ กลับมีค่าเฉลี่ย P/BV สูงระดับ 1.75 เท่า และ 2.71 เท่าตามลำดับ ขณะที่ค่าเฉลี่ย P/E ของกลุ่มก็มากว่าดัชนีฯที่ 18.76 เท่า และ 17.60 เท่า ตามลำดับ จึงมีความน่าสนใจกว่าหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น
  ส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีค่าเฉลี่ย P/BV ที่ 1.17 เท่า P/E เฉลี่ย 10.46 เท่า 
  ที่โดดเด่นและน่าจับตาคือ LRH เพราะเป็นหุ้นที่ P/BV ต่ำที่สุดจาก บจ.ทั้งหมด ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีค่าเฉลี่ย P/BV ถึง 2.19 เท่า มี P/E เพียง 14.81 เท่า ต่างกับอุตสหกรรมที่อยู่ระดับสูงถึง 33.44 เท่า โดย 3 ปีหลังกำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่องอย่างก้าวกระโดด จาก 18.14 ล้านบาทในปี 57 เป็น 175.26 ล้านบาทในปี 58 และ 380.25 ล้านบาทในปี 59 

*** 12 บริษัทจ่ายปันผลมากกว่า 4% 
  นักวิเคราะห์ เพิ่มเติมอีกว่า เนื่องจากหุ้นลักษณะดังกล่าวต้องเป็นการลงทุนระยะกลาง-ยาว เพราะต้องใช้เวลาให้ราคาวิ่งหาพื้นฐาน จึงควรจะต้องหาหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทน (Divident Yield) ที่ดีด้วยอย่างน้อยไม่ควรต่ำกว่า 4% เพราะสามารถถือเพื่อรับเงินปันผลได้ ซึ่งจากทั้งหมด 24 บริษัท มี 12 รายที่มีอัตราการเงินปันผลตอบแทนเฉลี่ยเกิน 4% ได้แก่ FSS, KTB, LTX, PL, PRIN, SC, SSSC, SUC, TCAP, TNITY, TPCORP และ ZMICO

*** เตือน!ระวังหลุมพราง P/BV
  “เผดิมภพ สงเคราะห์” กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บล.กสิกรไทย แนะข้อควรระวังไว้ว่า P/BV แม้จะเป็นค่าที่ใช้ชี้วัดว่าหุ้นถูกและหุ้นอาจจะไม่ได้ปรับตัวลดลงไปมากกว่านี้ เพราะราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีไปแล้ว แต่หากทิศทางของกำไรยังไม่ปรับเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นก็อาจจะไม่ได้ปรับตัวขึ้นเช่นกัน
  “ต้องดูแนวโน้มกำไรในอนาคตว่าจะเติบโตได้มากน้อยขนาดไหน ต้องอ่านให้ออก มองให้ขาด มิเช่นนั้นจะตกหลุมพรางของ P/BV ได้ เพราะหากกำไรยังมีแนวโน้มลดลง ความเสี่ยงขาลงก็ยังคงมีอยู่ แม้ราคาจะต่ำกว่าบุ๊คแล้ว กลับกันหากเป็นหุ้นที่ซื้อขายสูงกว่าบุ๊คหลายเท่า แต่กำไรยังเติบโตได้ หุ้นก็ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ”
  แต่ไม่ได้หมายความว่าการซื้อหุ้นสูงกว่าบุ๊คมากจะดี เพราะหากกำไรหยุดโต ราคาหุ้นก็มีโอกาสปรับตัวลงแรงกว่าหุ้นที่ซื้อขายต่ำกว่าบุ๊ค 
  ข้อได้เปรียบของการซื้อหุ้นต่ำบุ๊ค คือ หากแนวโน้มธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้ว กำไรเริ่มกลับมาเติบโต ราคาหุ้นก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้เร็วเช่นกัน อย่างกลุ่มพลังงานต้นน้ำที่ผ่านมา กำไรฟื้นตัวกลับมา ราคาหุ้นในกลุ่มก็วิ่งขึ้นมาได้"
  เช่นเดียวกับ “ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ” สายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บล.บัวหลวง ที่เสริมว่า "การลงทุนหุ้นที่มี P/BV ต่ำต้องระวังบางบริษัทที่อาจมีสภาพคล่องไม่มากนัก ซึ่งมีหลายสาเหตุ เช่น เจ้าของบริษัทถือครองหุ้นในสัดส่วนจำนวนมากกว่าปกติ ไม่มีบทวิเคราะห์หรือกระจายข้อมูลให้นักลงทุนรายย่อยไม่มากพอ 
  ปกติค่า P/BV ต่ำๆ อาจจะไม่ได้เป็นปัจจัยลำดับหลักในการเข้าซื้อหุ้นโดยปกติ เพราะมักจะมีผลประกอบการต่ำเช่นกัน ต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ 
  ขณะที่บางครั้งอาจจะตกเป็นเป้าหมายของการซื้อกิจการ โดยเฉพาะบริษัทที่มีสินทรัพย์บางอย่างที่มีมูลค่าแฝงอยู่ การเลือกหุ้นแบบนี้ต้องเลือกดูเป็นรายบริษัทเท่านั้น เพราะแต่ละแห่งมีลักษณะการดำเนินธุรกิจต่างกัน”

 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด