ประเด็นร้อน

กองทุนหุ้น-น้ำมัน Q1/63 ติดลบหนักสูงสุด 67% ทองคำชนะเลิศ

กองทุนหุ้น-น้ำมัน Q1/63 ติดลบหนักสูงสุด 67% ทองคำชนะเลิศ

"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจความเคลื่อนไหวอุตสาหกรรมกองทุนรวม Q1/63 พบเกินครึ่งผลตอบแทนติดลบ กองทุนน้ำมัน-หุ้นไทยดิ่งหนักสุด ส่วนทองคำ-ตราสารหนี้ ชนะเลิศ แถมกองทุน SFFX ยอดขายฝืด เหตุนักลงทุนลดเสี่ยง เน้นถือเงินสด แต่พบ 2 กองทุน "ทริกเกอร์ฟันด์" เข้าเป้า หลังหุ้นไทยรีบาวด์

*** ผลตอบแทน Q1/63 ติดลบเกือบยกแผง

"ชญานี จึงมานนท์" นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ผลตอบแทนกองทุนรวมประจำไตรมาส 1/63 ติดลบถึง 25 ประเภทกองทุน จากทั้งหมด 34 ประเภทกองทุน โดย กลุ่มกองทุนน้ำมัน (Commodities Energy) ให้ผลตอบแทนติดลบสูงสุดถึง 52.1% เป็นไปตามราคาน้ำมันดิบที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 17 ปี  รองลงมาคือกลุ่มกองทุนหุ้นไทยขนาดกลาง/เล็ก (Equity Small/Mid-Cap) ติดลบ 27.89% และ กลุ่มกองทุนหุ้นไทยขนาดใหญ่ (Equity Large-Cap) ติดลบ 27.33% ตามภาพรวมตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงไปทดสอบจุดต่ำสุดในรอบ 9 ปี ขณะที่กองทุนรวมประเภทอื่นๆ ที่ผลตอบแทนติดลบมีดังนี้

25 กลุ่มกองทุนรวมผลตอบแทน Q1/63 ติดลบ

ประเภทกองทุน

% ผลตอบแทน

Q1/63

ปี 62

3 ปี

5 ปี

Comodities Emergy

-52.07

24.95

-20.37

-16.54

Equity Small/Mid-Cap

-27.86

3.62

-11.24

-6.01

Equity Large-Cap

-27.33

2.45

-8.06

-3.36

India Equity

-26.77

1.06

-8.74

-3.38

ASEAN Equity

-25.59

-0.29

-11.71

-8.68

Equity Fix Term

-24.95

-1.31

-10.35

-6.22

Emerging Market Equity

-24.4

14.62

-6.5

-2.64

Europe Equity

-21.93

26.27

-2.71

-0.7

Property - Indirect Global

-20.93

19.45

-0.3

2.2

Japan Equity

-20.38

18.2

-1.85

-0.24

Property Indirect

-20.25

20.67

2.95

6.26

Asia Pacific ex-Japan Equity

-18.96

10.04

-4.98

-2.12

Aggressive Allocation

-18.21

3.4

-5.88

-2.98

US Equity

-17.95

23.47

1.9

4.3

Foreign Investment Equity Fix Term

-17.67

11.84

-6.63

-10.64

Global Infrastructure

-17.66

20.98

-0.94

N/A

Moderate Allocation

-13.24

4.66

-2.83

-1.28

Global Allocation

-12.24

12.7

-1.3

0.22

Global Health Care

-10.39

19.8

2.65

0.56

China Equity

-10.19

21.94

1.42

-0.47

Global Technology

-10.14

26.77

6.91

N/A

Global High Yield Bond

-9.86

7.37

-1.57

0.34

Emerging Market Bond

-9.24

9.9

-1.24

-0.18

Conservative Allocation

-5.76

3.45

0.32

0.81

Capital Proteced

-2.1

2.62

0.49

0.7

 

*** กองทุนทองคำ-ตราสารหนี้ ชนะเลิศ

สำหรับกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกในไตรมาส 1/63 คือกลุ่มที่ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เช่น ทองคำ และ ตราสารหนี้ สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจหดตัวทั่วโลก และการระบาดอย่างรุนแรงของโควิด-19 โดยกลุ่มกองทุนทองคำ (Commodities Precious Metals) ให้ผลตอบแทนสูงสุด 9.2% ตามราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 62 ขณะที่กลุ่มกองทุนตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศก็ให้ผลตอบแทนเป็นบวกเกือบทุกกลุ่ม แม้อัตราผลตอบแทนจะไม่สูงมากนัก แต่ก็ไม่ติดลบเหมือนสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ข้างต้น

9 ประเภทกองทุนผลตอบแทน Q1/63 เป็นบวก

ประเภทกองทุน

%ผลตอบแทน

Q1/63

ปี 62

3 ปี

5 ปี

Commodities Precious Metals

9.16

11.61

5.56

4.26

Global Bond

6.24

6.24

0.1

-0.25

Global High Yield Bond Fix Term

1.4

5.98

5.32

N/A

Bond Fix Term

0.72

3.25

2.72

3.14

Short Term Bond

0.38

2.48

1.75

1.77

Roll Over Bond

0.35

1.5

1.23

1.38

Money Market

0.22

1.3

1.07

1.12

Mid/Long Term Bond

0.19

3.52

2.16

2.08

Foreign Investment Bond Fix Term

0.19

1.91

N/A

N/A

 

*** TOP5 กองทุนทองคำ ผลตอบแทนสูงสุด

ทั้งนี้กลุ่มกองทุนทองคำในไตรมาส 1/63 เป็นบวกทุกกอง โดยผลตอบแทนต่ำสุดอยู่ที่ 4.81% ส่วนกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

TOP5 กองทุนทองคำผลตอบแทนสูงสุด

ชื่อกองทุน

%ผลตอบแทน

ธนชาตทองคำแท่ง

16.41

ไทยพาณิชย์โกลด์ (E-channel)

16.00

ธนชาตทองคำแท่งเพื่อการเลี้ยงชีพ-H

15.90

บัวหลวงโกลด์ฟันด์

15.89

ฟิลลิปทองคำ

15.74


*** TOP5 กองทุนน้ำมัน ผลตอบแทนติดลบหนัก

ด้านกองทุนน้ำมันให้ผลตอบแทนในไตรมาส 1/63 ติดลบทุกกอง โดยกองทุนที่ติดลบต่ำสุดอยู่ระดับ 37.04% ส่วนกองทุนที่ติบลบมากสุดที่ระดับ 67% ส่วนกองทุนที่ผลตอบแทนติดลบสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 

TOP5 กองทุนน้ำมันผลตอบแทนต่ำสุด

ชื่อกองทุน

%ผลตอบแทน

ทิสโก้ ยูเอส ออยล์

-67.46%

เอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล ออยล์ ฟันด์

-63.71%

เค ออยล์

-43.31%

ไทยพาณิชย์ออยล์

-43.16%

ทิสโก้ ออยล์ ฟันด์

-43.15%

 

*** TOP5  กองทุนหุ้นขนาดเล็ก/กลาง 

สำหรับกองทุนหุ้นไทยขนาดเล็ก/กลาง ผลตอบแทนติดลบทุกกองเช่นกัน โดย 5 อันอันกองทุนที่ติดลบสูงสุด ประกอบด้วย

TOP5 กองทุนหุ้นขนาดเล็ก/กลางที่ผลตอบแทนติดลบสูงสุด

ชื่อกองทุน

%ผลตอบแทน

วรรณ ตราสารการเงินคุณค่า เพื่อการเลี้ยงชีพ

-38.01

ยูไนเต็ด ไทย สมอล์ แอนด์ มิด แคป อิควี้ตี้ ฟันด์

-35.99

ทาลิส MID-SMALL CAP หุ้นทุน

-35.39

กรุงศรีไทยสมอล-มิดแคปอิควิตี้

-34.30

ยูไนเต็ด ไทย สมอล์ แอนด์ มิด แคป หุ้นระยะยาว

-34.25

 

*** TOP5 กองทุนหุ้นขนาดใหญ่

เช่นเดียวกับกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ ผลตอบแทนติดลบทุกกองเช่นกัน โดย 5 อันดับกองทุนที่ติดลบสูงสุด ประกอบด้วย

TOP5 กองทุนหุ้นขนาดใหญ่ที่ผลตอบแทนติดลบสูงสุด

ชื่อกองทุน

%ผลตอบแทน

ทาลิส หุ้นธรรมาภิบาลไทย

-34.15

ทาลิส หุ้นทุน

-33.45

ทิสโก้ ESG หุ้นไทยยั่งยืน

-33.17

ทาลิส หุ้นระยะยาว

-32.82

แอล เอช หุ้นปันผล

-32.75

 

*** หุ้นไทยรีบาวด์ พบ กอง "ทริกเกอร์ฟันด์" เข้าเป้า 2 กอง

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากหุ้นไทยเริ่มรีบาวด์ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่า มีกองทุนประเภท "ทริกเกอร์ฟันด์" 2 ใน 3 กองที่เปิดขายในปีนี้สามารถเลิกกองทุนตามเงื่อนไข เนื่องจากผลตอบแทนถึงเป้าหมายที่กำหนด ได้แก่ 1.กองทุนเปิด ทิสโก้ ไทย อิควิตี้ ทริกเกอร์ 5M#5 (TEQT5M5) ถึงเป้าหมาย 5% ใช้ระยะเวลาบริหารเพียง 12 วัน จาก 20 มี.ค.63 โดยหุ้น 5 อันดับแรกในพอร์ตได้แก่ บมจ.ปตท. (PTT), ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB), ธนาคารกสิกรไทย (KBANK), ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) 

2.กองทุนเปิดกรุงไทย ทริกเกอร์ ฟันด์ 3 (KT-TRIG3) ที่เปิดขายไปเมื่อ 17-19 มี.ค.63 KTAM สามารถบริหารจัดการจนได้ทะลุเป้าถึง 5.3% สูงเกินกว่าที่มีการตั้งเป้าหมายผลตอบแทนที่ 5% ภายในระยะเวลา 6 เดือน โดยหุ้น 5 อันดับแรกในพอร์ตประกอบด้วย ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB), บมจ.ปตท. (PTT), บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC), บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) และ บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL)

ส่วนกองทุน "ทริกเกอร์ฟันด์" อีกหนึ่งกองคือ กองทุนเปิด วี อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต 8M จาก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วี โดยเป็นกองทุนที่้มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนกองทุนรวมต่างประเทศ เน้นตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก มีเงื่อนไขเลิกกองทุนเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนมากกว่าหรือเท่ากับ 10.83 บาท ปัจจุบันกองทุนนี้มีมูลค่าหน่วยที่ 9.08 บาท ( ณ 17 เม.ย.63) 

ทั้งนี้ ปัจจุบันกองทุน "ทริกเกอร์ฟันด์" มีจำนวน 39 กองทุน แบ่งเป็น Equity Fix Term จำนวน 22 กองทุน มูลค่าทรัพย์สินรวม 2.8 พันล้านบาท และ Foreign Investment Equity Fix Term 17 กองทุน มูลค่าทรัพย์สินรวม 1.2 พันล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ในลักษณะกองทุนเปิด แต่คงเงื่อนไขการปิดกองทุนไว้

*** กองทุน SSFX จืด นลท.ซื้อไม่ถึงพันลบ.

"ชญานี จึงมานนท์" เปิดเผยเพิ่มเติมว่า กองทุนรวมเพื่อการออมพิเศษ (Super Saving Fund Extra) หรือ SFFX ซึ่งเปิดให้ลงทุนตั้งแต่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา จำนวน 18 กองทุน มีเม็ดเงินไหลเข้าไม่มากนัก ข้อมูลสินทรัพย์สุทธิ ณ วันแรกที่เปิดซื้อขาย อยู่ที่ 909.45 ล้านบาท โดย บลจ.บัวหลวง มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิสูงสุด 266.64 ล้านบาท รองลงมาคือ บลจ.กสิกรไทย 254.53 ล้านบาท และ บลจ.กรุงศรี 95.98 ล้านบาท 

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุด ณ 22 เม.ย.63 กองทุน SFFX มีสินทรัพย์สุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 1,251 ล้านบาท ตามการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นไทย

"สาเหตุที่เม็ดเงินยังไหลเข้ากองทุนไม่มากนัก เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้ส่วนใหญ่ยังถือเงินสดเพื่อลดความเสี่ยง รวมถึงกองทุน SFFX ต้องถือครองนานถึง 10 ปี ต่างจากกองทุน LTF ที่ถือครองเพียง 7 ปี ส่งผลให้นักลงทุนลังเลที่จะเข้าซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้สูงและต้องการลงทุนเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม รวมถึงกลุ่มสายการบิน ซึ่งได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยตรง" นักวิเคราะห์ มอนิ่งสตาร์ เสริม







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด