ประเด็นร้อน

| 22 มกราคม 2561 | 09:50

เปิดโผ 11 หุ้นราคา"Laggard" กูรูแนะเก็งกำไรช่วงสั้น

    ตั้งแต่ดัชนีหุ้นไทยวิ่งทะลุ 1,600 จุด เมื่อ 29 ส.ค.ปีก่อน จากนั้นก็เป็นขาขึ้น สร้างสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง จนถึงเมื่อศุกร์ที่ผ่านมา(19 ม.ค.61) ดัชนีปิดที่ 1,821.34 จุด เท่ากับว่าบวกไปแล้วถึง 221.34 จุด หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 13.83% โดยใช้เวลาเพียงแค่ราว 5 เดือนเท่านั้น   

    ซึ่งหุ้นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ 1.ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 29.01%, 2.พาณิชย์ 26.79%, 3.พลังงานและสาธารณูปโภค 24.48%, 4.เงินทุนและหลักทรัพย์ 21.69%, 5.ขนส่งและโลจิสติกส์ 20.30% 
    ขณะเดียวกันมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นเกิน 50% (ไม่รวมหุ้นไอพีโอ) ถึง 21 บริษัท โดยหุ้นที่ปรับตัวขึ้นสูงสุด 5 อันดับแรกประกอบด้วย 1.บมจ.เค.ซี.เมททอลชีท (KCM) 294%, 2.บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) 126.97%, 3.บมจ.เงินทุน ศรีสวัสดิ์ (BFIT) 99.45%, 4.บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) 90.83%, 5.บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) 90.34%
    อย่างไรก็ตามหลายบริษัทราคาปรับตัวขึ้นจนเกินราคาเหมาะสมไปแล้ว หรือหลายบริษัทก็เหลืออัพไซด์ไม่มาก หากลงทุนตอนนี้อาจจะได้ผลตอบแทนต่ำ และยังมีความเสี่ยงถูกเทขายทำกำไรได้ 
    ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์เริ่มแนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตัวอื่นในกลุ่ม (Laggard) เพราะมีความเสี่ยงต่ำกว่า และสามารถหาผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะถัดไป
    ทั้งนี้ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์พบว่ามี 11 บริษัท ที่ถูกคัดเลือกให้เป็นหุ้น "Laggard" ที่ต้องลงทุน

ชื่อหุ้น

ราคาล่าสุด

(บาท)

ราคาเหมาะสม

(บาท)

Upside

(%)

P/E

(เท่า)

P/B

(เท่า)

Div.Yield

(%)

RATCH

54.75

61.00-67.00

11-22

9.47

1.26

4.29

EGCO

218.00

246.00-260.00

13-19

10.58

1.34

2.98

BH

197.00

221.00-236.00

12-20

37.40

9.23

1.27

BCH

15.80

18.60-19.30

18-22

47.06

7.98

1.08

PSH

24.40

27.00-32.00

11-31

9.40

1.48

2.51

SCC

500.00

550.00-620.00

10-24

10.92

2.38

3.80

STEC

24.90

30.00-31.00

20-24

27.44

3.60

0.88

TPIPL

2.10

3.03-3.20

44-52

N.A.

0.93

0.95

CPF

24.30

27.25-33.00

12-36

14.26

1.23

3.52

BEM

7.75

8.60-9.55

11-23

40.07

3.92

1.42

INTUCH

58.00

66.00-74.50

14-28

16.2

6.93

7.93


*** TPIPL-STEC แฝงอัพไซด์ขั้นต่ำ 20% 
    สำหรับบริษัทที่มีอัพไซด์สูงสุดได้แก่ 1.บมจ.ทีพีไอ โพลีน (TPIPL)โดยนักวิเคราะห์พร้อมใจกันฟันธงว่าปีนี้ผลประกอบการจะกลับมาเทิร์นอะราวด์
    “สุรชัย ประมวลเจริญกิจ” นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า ปีนี้ TPIPL จะพลิกมีกำไรกว่า 3,000 ล้านบาท เพราะจะรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าต่างๆ รวม 440 เมกะวัตต์เต็มปี ขณะที่ธุรกิจวัสดุก่อสร้างจะได้แรงหนุนจากการก่อสร้างโครงการของรัฐบาลมากขึ้น  
    ราคาหุ้นล่าสุดอยู่ที่ 2.10 บาท ซึ่ง 3 โบรกเกอร์แนะนำ "ซื้อ" โดย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินราคาเหมาะสม 3.20 บาท, บล.ทิสโก้ 3.20 บาท และ บล.เอเซีย พลัส 3.03 บาท เท่ากับว่ามีอัพไซด์จากราคาปัจจุบันถึง 44-52%
    2.บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่โบรกเกอร์แนะนำ "ซื้อ" บล.หยวนต้า ประเมินราคาเหมาะสมที่ 31 บาท, บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) 30.40 บาท และบล.เอเซีย พลัส 30 บาท มีอัพไซด์จากราคาปัจจุบัน 20-24% 
    โดย “วิชชุดา ปลั่งมณี” นักวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดว่ากำไรจะกลับมาอยู่ในระดับมากกว่า 1,000 ล้านบาทอีกครั้ง เนื่องจากจะทยอยรับรู้งานในมือ หลังจากปีก่อนตุนงานไว้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.15 แสนล้านบาท รองรับรายได้ในช่วง 3 ปีจากนี้ และคาดว่ากำไรจะโตเฉลี่ยปีละ 22%

*** RATCH-EGCO-CPF พื้นฐานแน่น ปันผลแจ่ม
    “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” นักลงทุนหุ้นคุณค่า (VI) ระบุว่า หุ้น Laggard หรือ "หุ้นเต่า" ถือเป็นหุ้นปลอดภัยในภาวะตลาดกระทิง เพราะแม้จะปรับตัวขึ้นช้าแต่มั่นคงและไม่ค่อยผันผวน ขณะที่มองว่าหุ้นหลายตัวที่ปรับตัวขึ้นแรงก่อนหน้านี้ เริ่มมีแรงขายทำกำไรออกมาบ้างแล้ว โดยคาดว่าอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของหุ้น Laggard เพราะยังมีอัพไซด์สูง
    ซึ่งวิธีการคัดเลือกหุ้นประเภทนี้ให้เลือกบริษัทที่มี P/E ไม่เกิน 20 เท่า มี P/B ต่ำกว่า 2 เท่า และมีปันผลอย่างน้อย 3% 
    ทั้งนี้จากกลุ่มหุ้นข้างต้นพบว่ามี 3 บริษัทที่เข้าข่ายดังกล่าว ประกอบด้วย
    1.บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) ซื้อขายที่ P/E เพียง 9.47 เท่า ต่ำกว่าอุตสาหกรรมที่อยู่ระดับ 15.68 เท่า ขณะเดียวกันมี P/B ที่ 1.26 เท่า มีอัตราเงินปันผลตอบแทนถึง 4.29% 
    ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 54.75 บาท โดย บล.ทรีนีตี้ ประเมินราคาเหมาะสม 61 บาท, บล.ซีไอเอ็มบี 61 บาท และบล.เอเซีย พลัส 67 บาท มีอัพไซด์ 11-22% ซึ่งโบรกเกอร์ทั้ง 3 ราย แนะนำ "ซื้อ" โดยคาดว่าปี 61 จะมีอัตราการจ่ายปันผลสูงระดับ 5-7%
    2.บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) ซื้อขายที่ P/E เพียง 10.58 เท่า P/B 1.34 เท่า มีอัตราเงินปันผลตอบแทน 2.98%
    ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 218 บาท โดย บล.บัวหลวง ประเมินราคาเหมาะสม 260 บาท, บล.เอเซีย พลัส 250บาท และบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) 246 บาท มีอัพไซด์ 13-19% ซึ่งโบรกเกอร์ทั้ง 3 ราย แนะนำ "ซื้อ" เช่นกัน โดยคาดว่าปี 61 จะมีอัตราการจ่ายปันผล 3-5%
    3.บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ซื้อขายที่ P/E เพียง 14.26 เท่า ต่ำกว่าอุตฯ ที่อยู่ระดับ 22.88 เท่า P/B 1.23 เท่า มีอัตราเงินปันผลตอบแทน 3.52%
    ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 24.30 บาท โบรกเกอร์ 6 รายแนะนำ "ซื้อ" บล.บัวหลวง ให้ราคาเหมาะสม 33 บาท, บล.เคทีบี 31 บาท, บล.ซีไอเอ็มบี 31 บาท, บล.เอเซีย พลัส 30.80 และ บล.ทรีนีตี้ 30 บาท และ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) 27.25 บาท เท่ากับว่ามีอัพไซด์ถึง 12-36% โดยคาดว่าอัตราการจ่ายเงินปันผลปี 61 จะมากกว่า 4%

*** กูรูแนะหุ้น Laggard เหมาะลงทุนระยะสั้น
    "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า หุ้น Laggard เหมาะกับการลงทุนในระยะสั้นหรือซื้อเก็งกำไร เพื่อหาผลตอบแทนจากการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น 
    “ธรรมชาติของหุ้น Laggard มักจะไม่แตกต่างไปจากหุ้นกลุ่มผู้นำตลาด เพียงแค่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นช้ากว่า 
    ดังนั้นเหมาะสำหรับการเก็งกำไรในอัพไซด์ที่ยังมีอยู่ ช่วงที่หุ้นกลุ่มนำตลาดเริ่มนิ่ง 
    ซึ่งเมื่อราคาปรับขึ้นไประดับใกล้เคียงกับกลุ่มผู้นำก็ต้องขายทำกำไร เช่น ราคาหุ้นกลุ่มผู้นำปรับขึ้นไปได้ 10% จากนั้นราคาเริ่มนิ่งและเริ่มปรับลดลง ราคาหุ้น Laggard ก็ควรปรับขึ้นไปได้ระดับ 8-10% และเมื่อถึงระดับแถวๆนี้ก็ต้องขายทำกำไร

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด