สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ประเด็นร้อน

| 25 ธันวาคม 2560 | 11:11

วงการตลาดหุ้นไทยฟันธงดัชนีปี 61 ทำนิวไฮทะลุ 1,800 จุด

วงการตลาดหุ้นไทยฟันธงดัชนีปี 61 ทำนิวไฮทะลุ 1,800 จุด

    ตลาดหุ้นไทยปีนี้เปรียบเหมือรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล เพราะตลอดครึ่งแรกของปีจนถึงช่วงต้นไตรมาส 3 ดัชนีเคลื่อนไหวอย่างอืดอาด แกว่งตัวอยู่แถว 1,500-1,600 จุด สร้างความอึดอัดใจให้กับนักลงทุนทุกหมู่เหล่า 
    แต่พอปลายไตรมาส 3 กลับเครื่องร้อนได้ที่ พุ่งกระฉูด ทะยานต่อเนื่องจนทะลุ 1,700 จุด ขึ้นไปสูงสุดถึง 1,744 จุด นับเป็นระดับดัชนีสูงสุดในรอบ 23 ปี แต่ยังไม่สามารถทำลายจุดสูงสุดเดิมที่ 1,789.16 จุด เมื่อปี 2537 ได้

    น่าเสียดายที่วันเวลาของปฏิทินปี 60 กำลังจะจบลงในอีกไม่กี่วันแล้ว มิเช่นนั้นอาจจะได้ลุ้นเห็นการทดสอบไฮเดิมภายในปีนี้
    อย่างไรก็ตามจากสำรวจความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องในวงการตลาดทุนไทย ทั้งนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ผู้จัดการกองทุน เซียนหุ้นรายใหญ่ พบว่า คงอีกไม่นานเกินรอจะได้เห็นดัชนีหุ้นไทยเดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่ และยิ่งใหญ่กว่าเดิมแน่นอน

*** ลุ้นดัชนีฯทะลุนิวไฮ ทดสอบ 1,800 จุด ใน Q1/61
    “วิวัฒน์ เตชะพูลผล” รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.ทิสโก้ ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยจะมีแรงซื้อตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มที่มีแนวโน้มผลประกอบการปี 60 เติบโตดีและหุ้นกลุ่มที่มีการจ่ายเงินปันผลสูง ซึ่งจะผลักดันให้ดัชนีทะลุจุดสูงสุดเดิมและขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดใหม่ที่ 1,800 จุดได้
    "คาดว่าในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังเปิดปีใหม่หุ้นไทยอาจย่อลงประมาณ 30 จุด แต่จะไม่หลุดแนวรับที่ 1,710 จุด โดยช่วงที่ลงมากสุดน่าจะเป็นกลางเดือน ม.ค. เป็นการพักฐานช่วงสั้น 
    จากนั้นจะปรับตัวขึ้นต่อจนทะลุไฮเดิม และจะขึ้นไปทดสอบที่ระดับ 1,800 จุด ภายในไตรมาสที่ 1 โดยอาจจะมีการย่อตัวลงพักฐานมาอยู่ในไตรมาสที่ 2 เพื่อรอดูสถานการณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งช่วงไตรมาส 3 หากมีความชัดเจน คาดว่าจะทำให้เงินทุนต่างประเทศไหลเข้าอีกอย่างน้อย 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งจะผลักดันดัชนีขึ้นไปแตะ 1,900จุด ได้ไม่ยาก”
 
    ด้าน ”ศศิมา หัตถกิจนิกร” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประเมินว่าช่วงเดือน ม.ค.61 แนวโน้มดัชนีฯ จะยังเป็นขาขึ้น ให้กรอบการลงทุนที่ 1,700 - 1,780 จุด โดยหากผ่านจุดสูงสุดเดิมได้ จะเป็นขาขึ้นรอบใหญ่ชัดเจน 
    ทั้งนี้ประเมินว่าระหว่างปีอาจจะมีการพักฐานแรงๆบ้าง เป็นการขายทำกำไรของนักลงทุน โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 1,550 จุด
    
*** หลายปัจจัยบวกผลักดันหุ้นไทยปีหน้า
    “ภรณี ทองเย็น” รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส มองว่า ปี 61 มองว่า ตลาดหุ้นไทยจะมีแรงผลักดันจากการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ โดยคาดว่า GDP จะเติบโตถึง 4.2% จากปีนี้ที่คาด 3.8% โดยตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ส่งสัญญาณเป็นบวกชัดเจน ทั้งการบริโภคในประเทศ การลงทุนของภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการส่งออกและนำเข้า ขณะที่เงินเฟ้อก็ยังไม่สูงมากนัก ซึ่งจะทำให้ กนง.จะยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆนี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการค้าและการลงทุน
    "พระเอกของปีหน้าคงจะเป็นการลงทุนของภาครัฐโดยเฉพาะโปรเจ็กระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC)ซึ่งจะกระตุ้นกิจกรรมการลงทุนจากเอกชนได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันการส่งออกก็จะเติบโตต่อเนื่องตามเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าที่ฟื้นตัว"
    “อรลักษณ์ วงศ์มาศา” นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตแบบเร่งตัวตั้งแต่ไตรมาส 1/61 โดยจะสะท้อนจากตัวเลข GDP ที่คาดว่าจะโตถึง 4.8-4.9% เนื่องจากมีฐานต่ำในปีนี้และเศรษฐกิจไทยขยายตัวดีต่อเนื่อง ภาวะการดำเนินธุรกิจจะกลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่ภาคการผลิตและส่งออกจะขยายตัวต่อเนื่อง จะหนุนให้มีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ไตรมาส 1/61 
     ด้าน “ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล” กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้  ระบุว่า สภาพคล่องในระบบการเงินโลกยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยและลดขนาดงบดุล แต่เป็นการปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ยังคงเดินหน้าอัดฉีดสภาพคล่องอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยจนถึง ก.ย.61 และการที่มีดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบทำให้นักลงทุนให้ความสนใจในตลาดทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะหนุนให้ Fund Flow ไหลเข้าตลาดไทย
    นอกจากนี้หากมีความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งในประเทศ จะทำให้ภาพลักษณ์การลงทุนในสายตาของนักลงทุนต่างชาติปรับตัวดีขึ้น รวมไปถึงโครงการ EEC จะเป็นตัวผลักดันเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้ไหลเข้าสู่ประเทศ พร้อมทั้งผลักดันการจ้างงานและการบริโภคให้เกิดขึ้น รวมถึงมีแรงหนุนจากราคาสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ที่น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
    
*** เพิ่มสัดส่วนลงทุนหุ้นมากกว่า 50%
    “โชติช่วง ธีรขจรโชติ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.ธนชาต เผยว่า พอร์ตลงทุนในปี 61 ให้เพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นมากกว่า 50% ขณะที่คาดว่าช่วงในไตรมาส 1/61 ดัชนีมีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ หากนักลงทุนรับความเสี่ยงได้สูง แนะนำลงทุนหุ้นไทย 80% หุ้นต่างประเทศและตราสารหนี้ 10% 
    เช่นเดียวกับ “ธีรนาถ รุจิเมธาภาส” กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ แนะนำ ให้จัดพอร์ตการลงทุนระหว่างหุ้นไทยกับหุ้นต่างประเทศในสัดส่วน 50:50 ซึ่งจะสามารถสร้างผลตอบแทนคาดหวังได้ที่ 8-10% 

*** หุ้นนิคมฯ-ธนาคาร-รับเหมาฯ มาแน่
    “เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม”ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า หุ้นกลุ่มที่น่าสนใจในปี 61 ให้เน้นบริษัทที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการ EEC ได้แก่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ธนาคารพาณิชย์ และรับเหมาก่อสร้าง โดยเลือก WHA, BBL, KBANK และ UNIQ เป็นหุ้น Top pick ของแต่ละกลุ่ม
    ด้าน "วิวัฒน์ เตชะพูล" เสริมว่า หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างจะปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในปีหน้า เพราะได้รับปัจจัยหนุนจากการลงทุนของภาครัฐ ขณะที่หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมจะได้รับผลบวกจาก EEC หุ้นที่น่าสนใจได้แก่ SCC, SEAFCO, PYLON, STEC, UNIQ, CK, AMATA, WHA และ ROJNA 
    ขณะที่ภรณี ทองเย็น ในฐานะอุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ คาดว่ากำไรของหุ้นกลุ่มธนาคารจะเติบโต 11.61% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เติบโต 9.80% และกลุ่มก่อสร้างเติบโต 6.42%
    ด้าน “วิจิตร อารยะพิศิษฐ” นักกลยุทธ์การลงทุน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เพิ่มเติมว่าหุ้นกลุ่มโลจิสติกส์ จะเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จากการลงทุน EEC แนะนำ WICE และ PORT

*** จับตาปัจจัยเสี่ยง เลือกตั้งไม่ชัดเจน-ปัญหาคาบสมุทรเกาหลี
    “รณกฤต สารินวงศ์” กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เออีซี เปิดเผยว่า ความเสี่ยงสำคัญที่อาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นมี 2 ปัจจัย ได้แก่ ความชัดเจนการเลือกตั้ง หากมีความยืดเยื้อและไม่มีข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น ขณะที่ปัญหาเกี่ยวกับส่งครามคาบสมุทรเกาหลีก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องติดตาม เพราะเกาหลีเหนือยังคงทดสอบขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากพลาดไปโดนจุดสำคัญของประเทศใกล้เคียง อาจจะก่อให้เกิดสงครามได้
    เช่นเดียวกับ "ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล" ที่ระบุว่า ความเสี่ยงต้องระวังที่สุด ได้แก่ ปัญหาภูมิศาสตร์ การเมือง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งประเด็นเกาหลีเหนือ ความขัดแย้งที่กรุงเยรูซาเล็ม ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและซาอุดิอาระเบีย ความเสี่ยงต่อการล่มสลายภาคธนาคารเงาและระบบสถาบันการเงินของประเทศจีน
     ขณะที่ "วิวัฒน์ เตชะพูล" เสริมว่า หากไม่มีความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง หรือ มีการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปจากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือน พ.ย.61 จะส่งผลให้กองทุนในประเทศถล่มขายหุ้นจนทำให้ดัชนีร่วงหลุด 1,700 จุด ลงไปถึงแนวรับที่ 1,650 - 1,600 จุดได้

ตารางแสดงคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 61

บริษัท

ดัชนี (จุด)

EPS Growth (%)

บล.เออีซี

1,950

11

บล.ไทยพาณิชย์

1,900

10

บล.ทิสโก้

1,900

12

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)

1,870

10

บล.บัวหลวง

1,860

11

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)

1,850

10

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย)

1,840

13

บล.เคทีบี

1,837

8.80

บล.กสิกร

1,834

10.50

บล.เอเซีย พลัส

1,815

14.50

บล.เคที ซีมิโก้

1,810

10

ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)

1,800

10

บล.กรุงศรี

1,800

8

บลจ.ธนชาติ

1,900

8

บลจ.กรุงศรี

1,815

9

บลจ.วรรณ

1,800

10

บลจ.บัวหลวง

1,800

10

บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)

1,800

10

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด