ประเด็นร้อน

| 27 พฤศจิกายน 2560 | 10:03

ผ่าฟอร์ม 13 บจ.เปลี่ยนธุรกิจ พบ 5 รายรุ่ง 8 รายยังร่อแร่!

        "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีการเปลี่ยนแปลงธุรกิจหลักตั้งแต่ปี 59 พบมีจำนวนทั้งสิ้น 13 บริษัท เผยมี 5 รายผลงานไฉไล ธุรกิจใหม่ดันกำไรพุ่ง ส่วนอีก 5 รายยังแย่ แบกผลขาดทุนต่อเนื่อง พร้อมจับตา 3 รายเพิ่งเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง กูรูเตือนระวังกับดักเปลี่ยนพื้นฐานป่วนราคาหุ้นผันผวน

*** ผ่าฟอร์ม 5 บริษัท ธุรกิจใหม่ดันกำไรพุ่ง
  จากการสำรวจข้อมูลพบว่ามี 5 บริษัทที่ผลประกอบการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังจากเปลี่ยนธุรกิจ ประกอบด้วย
  1.บมจ.อาร์เอส (RS) เดิมเป็นผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงครบวงจร เช่น งานเพลง โชว์บิซ สื่อโทรทัศน์ และสื่อวิทยุ โดยดำเนินธุรกิจดังกล่าวมาเป็นเวลายาวนาน จนเข้าสู่ยุคที่ธุรกิจเดิมมีการแข่งขันสูงทำให้กำไรลดลงอย่างต่อเนื่องและในปี 59 บริษัทพลิกขาดทุนในรอบ 8 ปีที่ 102.15 ล้านบาท 
  ซึ่งในระหว่างปี 59 บริษัทได้เริ่มเข้าสู่ธุรกิจ "ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม Health & Beauty (H&B)" ภายใต้การดำเนินงานของ "บ.ไลฟ์สตาร์ จำกัด" มีสินค้า 8 แบรนด์ ได้แก่ มาจีค ,รีไวว์ , กราวีธัส ,โนเบิลไวท์,ไทม์แคปซูล, สลิคซ์, เคลียร์เอ็กซ์เพิร์ท และเพียร่า 
  เพียงแค่ช่วงเวลาราว 1 ปีกลับดันผลประกอบการพลิกกลับมามีกำไรถึง 222.85 ล้านบาทในไตรมาส 3/60 ซึ่งสาเหตุหลักมาจากยอดขายและกำไรของธุรกิจใหม่ที่เติบโตก้าวกระโดด ผลิตภัณฑ์ได้รับการตอบสนองจากลูกค้าเป็นอย่างดี และที่สำคัญมีมาร์จิ้นสูง โดยเมื่อรวมธุรกิจใหม่อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทดีขึ้นเป็นอย่างมากจากราว 25% ในช่วง Q3/59 เป็น 42.5% ใน Q3/60 
  2.บมจ.ผาแดงอินดัสทรี (PDI) เปลี่ยนจากผู้ดำเนินธุรกิจเหมืองแร่ประเภทผลิตโลหะสังกะสี ซึ่งมีความผันผวนด้านราคาขายและวัตถุดิบ เข้าสู่ธุรกิจใหม่แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ พลังงานทดแทน, จำหน่ายโลหะที่ได้จากการรีไซเคิล และบริหารจัดการของเสีย 
  โดยธุรกิจใหม่สร้างผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกำไรที่รับรู้รายได้กำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ดำเนินการผลิตทั้งสิ้นรวม 38.6 เมกะวัตต์ ขณะที่ปี 61 จะเพิ่มเป็น 50 เมกะวัตต์ และยังเตรียมการเข้าลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำลาวอีก 144 เมกะวัตต์
กำไรปี 58 อยู่ที่ 150.76 ล้านบาท เพิ่มเป็น 477.77 ล้านบาท และ ไตรมาส 3/60 มีกำไร 636.89 ล้านบาท
  3.บมจ.เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ (CHOW) หลังจากเริ่มปรับเป้าหมายเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทนเพื่อลดความผันผวนจากราคาเหล็ก ผลของการลงทุนเริ่มทำให้กำไรสุทธิของบริษัทมีความมั่นคงมากขึ้น โดยปัจจุบันรับรู้กำลังการผลิตไฟฟ้าเป็น 43.42 เมกะวัตต์ ในไตรมาส 3/60 ขณะเดียวกันมีเป้าหมายจะเพิ่มกำลังการผลิตแตะ 100 เมกะวัตต์ภายใน 1-2 ปีนี้
  4.บมจ.สตาร์ยูนิเวอร์แซล เน็ตเวิร์ค (STAR) เดิมคือผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสุขภัณฑ์ ก่อนปรับเปลี่ยนธุรกิจเป็นรับเหมาก่อสร้างและสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ 
  โดย 9 เดือนแรกปีนี้พลิกกำไร 258.28 ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุน 133.64 ล้านบาท แม้กำไรดังกล่าวจะมีการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนในบริษัท สตาร์ ซานิทารี่แวร์ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 276.83 ล้านบาท ซึ่งหากตัดรายการดังกล่าวบริษัทจะมีผลขาดทุนราว 18 ล้านบาท แต่ก็ถือว่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อน ซึ่งเกิดจากการตัดสินใจเปลี่ยนธุรกิจหลัก 
  โดยปัจจุบันบริษัทยังอยู่ระหว่างการขยายธุรกิจเป็นผู้บริหารจัดการรีไซเคิลขยะในประเทศออสเตรเลีย รวมถึงธุรกิจบริการจัดหาวัสดุก่อสร้างและให้บริการงานวิศวกรรม 
  5.บมจ.ทาพาโก้ (TAPAC) เปลี่ยนจากธุรกิจพลาสติกอุตสาหกรรม เป็นรับเหมาก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้เริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ต้นปีก่อน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีมาร์จิ้นต่ำ โดยส่งผลให้ผลประกอบการดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยล่าสุด ณ ไตรมาส 3/60 สัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่ขยับเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับมากกว่า 75% 

ตารางแสดงบจ.ที่เปลี่ยนธุรกิจแล้วผลประกอบการดีขึ้น

ชื่อย่อบริษัท

ธุรกิจใหม่

ธุรกิจเดิม

กำไรสุทธิปี 58

(ล้านบาท)

กำไรสุทธิปี 59

(ล้านบาท)

กำไรสุทธิ 9M/60 (ลบ.)

RS

ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม

สื่อและบันเทิง

121.63

-102.15

222.85

PDI

พลังงานทดแทน-วัสดุรีไซเคิล

เหมืองแร่

150.76

477.77

636.89

CHOW

พลังงานทดแทน

เหล็ก

-110.42

32.53

104.82

STAR

รับเหมาก่อสร้าง-สื่อโฆษณา

จำหน่ายสุขภัณฑ์

-43.1

-133.64

258.28

TAPAC

รับเหมาก่อสร้าง-อสังหาริมทรัพย์

ชิ้นส่วนพลาสติก

26.71

112.99

143.52

*** แบโผ 5 บจ. เปลี่ยนแล้วยังแย่
  
ขณะเดียวกันพบว่ามี 5 บริษัทที่แม้จะเปลี่ยนธุรกิจแต่ผลประกอบการก็ยังไม่ดีขึ้น ประกอบด้วย
  1.บมจ.เอเจ แอดวานซ์ เทคโนโลยี (AJA) รายนี้เปลี่ยนธุรกิจหลายรอบแต่ไม่ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ถือหุ้นเท่าไหร่นัก โดยจากเดิมทำธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ "AJ" เปลี่ยนไปทำกล่อง SET TOP BOX จากนั้นไปทำธุรกิจตู้เติมเงิน ซึ่งธุรกิจหลังสุดถูกหมายมั่นปั้นมือว่าจะขึ้นไปเทียบชั้นกับผู้เล่นหลักของตลาดได้ แต่สุดท้ายกลับไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดไว้ 
  ผลประกอบการ 9 เดือนปีนี้ พลิกขาดทุน 342.25 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีกำไร 355.46 ล้านบาท โดยล่าสุดได้ขายธุรกิจตู้เติมเงินออกไป และได้เปลี่ยนธุรกิจใหม่อีกครั้งโดยจะทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไป
  2.บมจ.ดิจิตอลเทค แพลนเน็ต (DIGI) หรือชื่อเดิมคือ บมจ.แอสเซท ไบร์ท (ABC) จากผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายถุงเท้าเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ผลประกอบการก็ยังขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปลี่ยนชื่อใหม่และเตรียมรุกธุรกิจ E-Payment และ E-Commerce 
  3.บมจ.ดีเอ็นเอ 2002 (DNA) อีกหนึ่งรายที่มีการเปลี่ยนธุรกิจบ่อยครั้ง ตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 55 จากผู้ประกอบการจัดจำหน่ายสินค้าสื่อโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ ปี 56 เปลี่ยนดำเนินธุรกิจผลิตสื่อบันเทิงทางโทรทัศน์และธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่มร้านเบเกอรี่ “มิสเตอร์บัน” 
  ปี 58 ลงทุนในธุรกิจบริหารสิทธิประโยชน์ด้านกีฬา และในปี 59 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้วยการเข้าสู่ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร และ Accessory ต่างๆ ของระบบแอนดรอยด์ ภายใต้ชื่อ “KingKong Phone” แต่ผลประกอบการก็ยังไม่ดีขึ้น ขาดทุนต่อเนื่องมา 3 ปีติดต่อกัน ขณะที่ไตรมาส 3/60 ก็ยังขาดทุนอยู่ 173.82 ล้านบาท
  4.บมจ.เอเพ็กซ์ ดีเวลลอปเม้นท์ (APEX) กลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เมื่อต้นปีด้วยธุรกิจใหม่คืออสังหาริมทรัพย์ จากเดิมดำเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม แต่หลังจากสร้างกำไรมา 3 ปี จนได้กลับมาเทรดเมื่อต้นปีนี้ ผลประกอบการก็กลับเข้าสู่วังวนเดิมอีกครั้ง ณ ไตรมาส 3/60 ขาดทุนพลิก 60.48 ล้านบาท
  5.บมจ.เฟอร์รั่ม (FER) หรือชื่อเดิมคือ บมจ.เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น (MLINK) ผู้จำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร เปลี่ยนเป็นธุรกิจพลังงาน ทั้งพลังงานทดแทนและจำหน่ายแก๊ส LPG แต่ก็ยังไม่มีทิศทางที่ดีขึ้น และผลประกอบการก็ยังขาดทุนต่อเนื่อง

ตารางแสดงบจ.ที่เปลี่ยนธุรกิจแล้วผลประกอบการยังไม่ดีขึ้น

ชื่อย่อบริษัท

ธุรกิจใหม่

ธุรกิจเดิม

กำไรสุทธิปี 58

(ล้านบาท)

กำไรสุทธิปี 59

(ล้านบาท)

กำไรสุทธิ 9M/60 (ลบ.)

AJA

ตู้เติมเงิน

จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า

6.38

355.46

-342.25

DIGI

E-Payment-E-Commerce

อสังหาริมทรัพย์

-73.32

-108.68

-115.95

APEX

อสังหาริมทรัพย์

เกษตรอุตสาหกรรม

65.62

61.89

-60.48

DNA

อุปกรณ์สื่อสาร-เทคโนโลยี

สื่อโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์

-457.78

-270.88

-173.82

FER

พลังงาน

อุปกรณ์สื่อสาร

-350.73

-164.19

-225.74

*** จับตา 3 ราย กำลังเริ่มเปลี่ยนธุรกิจ
  นอกจากนี้มีอีก 3 บริษัทที่เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงธุรกิจ ประกอบด้วย
  1.บมจ.สามารถ ดิจิตอล (SDC) เดิมชื่อ บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) หรือ SIM ปรับเปลี่ยนธุรกิจครั้งใหญ่ โดยลดขนาดธุรกิจมือถือที่มีการแข่งขันสูง ทำให้ผลประกอบการปีก่อนพลิกขาดทุนรอบหลายปีถึง 719.64 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 3/60 ก็ยังขาดทุน 840.81 ล้านบาท ซึ่ง SDC เตรียมเปลี่ยนเข้าสู่ธุรกิจดิจิตอลครบวงจร
  2.บมจ.สยามสปอร์ต ซินดิเคท (SPORT) ประกาศลดสัดส่วนธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ โดยจะเน้นเป็นผู้ให้บริหารสื่อกีฬารูปแบบดิจิทัลรวมถึงเป็นผู้บริหารลิขสิทธ์การถ่ายทอดสดกีฬายอดนิยมจากต่างประเทศ
  3.บมจ.ฟู้ด แคปปิตอล (FC) ประกาศปรับโครงสร้างเข้าสู่ธุรกิจพลังงาน หลังถูกกลุ่ม "ไพร์ม โรด แคปปิตอล" เข้า BackDoor ซึ่งกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ทั้งในและต่างประเทศ ที่ดำเนินการผลิตแล้วและอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ รวมถึงอยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้า มีโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว จำนวน 10 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้น 91.663 เมกะวัตต์

*** กูรูเตือนระวังกับดักเปลี่ยนพื้นฐานป่วนราคาหุ้น
  นักวิคราะห์บล.เออีซี ระบุว่า การลงทุนในหุ้นที่ปรับโครงสร้างหรือเปลี่ยนธุรกิจหลักต้องศึกษาให้รอบคอบ เพราะหลายครั้งมีแต่ข่าวแต่ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม ซึ่งอาจจะตกเป็นเหยื่อของการสร้างราคาหุ้นได้
  "ต้องระวังกับดักของคำว่าพื้นฐานเปลี่ยนให้ดี ต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ เพราะธุรกิจใหม่ที่น่าลงทุนต้องเป็นธุรกิจที่อยู่ใน Mega Trend มีแนวโน้มการเติบโตชัดเจน หลายครั้งมีแต่ข่าวหรือบางครั้งเปลี่ยนธุรกิจแต่ไม่ได้สร้างการเติบโตที่มีนัยสำคัญ ซึ่งหุ้นที่เกี่ยวข้องมักมีความเคลื่อนไหวของราคาหวือหวาเกินความเป็นจริง 
  อีกประเด็นคือการเปลี่ยนธุรกิจหลักมักต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี ถึงจะสร้างความแตกต่างด้านผลประกอบการ หรือเห็นความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ"

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด