ประเด็นร้อน

| 6 พฤศจิกายน 2560 | 10:09

ส่อง 7 บจ.เครดิตทรุดต้นทุนพุ่ง จับตา 29 บริษัทสภาพคล่องตึง

     เปิดโผ 7 บริษัทจดทะเบียน(บจ.)ถูกลดอันดับเครดิต ส่วนใหญ่ผลประกอบการอ่อนแอ จับตาอีก 6-7 รายที่มีแนวโน้มถูกปรับลดอันดับเครดิตอีก วงการกังวลต้นทุนการเงินพุ่งกระทบผลประกอบการ พร้อมจับตาสภาพคล่อง 29 บริษัทที่มีเรทติ้งตั้งแต่ BBB- หวั่นซ้ำรอยเบี้ยวหนี้เพิ่มอีก

*** 7 บจ.ถูก"ทริส"หั่นอันดับเครดิต
  "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลเครดิตเรทติ้งของบริษัทจดเบียน (บจ.) จากบริษัท ทริสเรตติ้ง จำกัด และ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด พบว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันมีบริษัทที่ถูกปรับลดอันดับเครดิตเรทติ้งทั้งสิ้น 7 ราย ดังต่อไปนี้

ชื่อย่อบริษัท

ประเภทอันดับเครดิต

อันดับเครดิตล่าสุด

อันดับเครดิตเดิม

สาเหตุ

STA

องค์กร

BBB+

A-

ภาระหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

GL

ตราสารหนี้

BB+

A-

ความน่าเชื่อถือของผู้ค้ำประกันและผู้ออกตราสารลดลง

CCP

องค์กร

BB+

BBB-

ผลประกอบการอ่อนแอ

SINGER

องค์กร

BBB-

BBB

ผลประกอบการอ่อนแอ

EARTH

องค์กร

D

BBB-

ผิดนัดชำระหนี้

QTC

องค์กร

BBB-

BBB

ผลประกอบการอ่อนแอ

TRT

องค์กร

BBB-

BBB

ผลประกอบการอ่อนแอ

        โดยทั้ง 7 บริษัท ถูกทริสเรตติ้งปรับลดอันดับเครดิต จากจำนวน บจ.ทั้งหมด 176 บริษัท ที่ทริสฯ เป็นผู้จัดทำเครดิตเรตติ้ง ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากผลประกอบการที่อ่อนแอต่อเนื่อง ประกอบด้วย 

  1.บมจ.ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี (CCP) ที่ผลประกอบการลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 56 จากกำไรสุทธิระดับ 392.84 ล้านบาท เหลือ 155.24 ล้านบาท ในปี 57 ส่วนปี 58 เหลือ 53.66 ล้านบาท และปี 59 กำไรสุทธิแค่ 11.83 ล้านบาท จนถึงครึ่งแรกปีนี้พลิกขาดขาดทุน 28.19 ล้านบาท
  ขณะเดียวกันเงินทุนจากการดำเนินงานก็ลดลงต่อเนื่องตามกำไร โดย ณ ไตรมาส 2/60 มีเงินทุนจากการดำเนินงานเหลือประมาณ 68 ล้านบาท ต่ำกว่าที่ทริสฯ คาดการณ์ไว้ แต่ภาระเงินกู้ของบริษัทฯ กลับเพิ่มขึ้นเป็น 885 ล้านบาท ณ เดือนมิ.ย.60 อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมลดลงเหลือ 16.5% (หลังปรับเป็นตัวเลขเต็มปี) ในช่วงครึ่งแรกของปี 60 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ของทริสฯ ที่กำหนดไว้ที่ระดับ 20% กระแสเงินสดที่อ่อนตัวลงจนมีผลกระทบต่อการชำระเงินกู้ดังกล่าวบ่งบอกถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น 
  2.บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) งบการเงินของบริษัทที่อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 57 จากกำไรสุทธิ 241.43 ล้านบาท เหลือ 143.15 ล้านบาทในปี 58 และ 119.81 ล้านบาทในปี 59 และครึ่งแรกปีนี้พลิกขาดทุน 11.92 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากคุณภาพสินเชื่อลดลง โดยบริษัทมี NPL ณ ไตรมาส 2/60 ระดับ 13.8% จากช่วงปี 56-58 ที่อยู่เฉลี่ยเพียง 6% เท่านั้น รวมถึงผลกระทบจากภาวะอุปสงค์ภายในประเทศที่ฟื้นตัวช้า ราคาสินค้าทางการเกษตรที่ตกต่ำ และหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ต่างจังหวัดซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของบริษัท 
  3.บมจ.คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ (QTC)ได้รับผลกระทบจากภาวะอุตสาหกรรมหม้อแปลงไฟฟ้าที่ชะลอตัวและการแข่งขันที่รุนแรง กดดันความสามารถในการทำกำไร โดยบริษัทพลิกขาดทุนในปี 59 ที่ 80.53 ล้านบาท ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกปีนี้ก็ยังขาดทุน 41.16 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจใหม่อย่างการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าก็ยังอยู่ในช่วงการลงทุน ยังไม่สามารถทดแทนธุรกิจหลักในปัจจุบันได้
  4.บมจ.ถิรไทย (TRT) เช่นเดียวกับ QTC ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะอุตสาหกรรมหม้อแปลงไฟฟ้าที่ชะลอตัวและการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้ความสามารถในการทำกำไรลดลง โดยพลิกขาดทุนในครึ่งแรกปีนี้ 83.95 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 61.22 ล้านบาท 
  5.บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) รายนี้ถูกลดอันดับเครดิตเนื่องจากมีระดับภาระหนี้ที่สูงขึ้นต่อเนื่อง โดยหนี้เงินกู้รวมของบริษัทอยู่ที่ 36,031 ล้านบาท ณ เดือน มิ.ย.60 จากระดับ 19,126 ล้านบาท ณ เดือน ธ.ค.58 เป็นไปตามความต้องการใช้เงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น จากการขยายกำลังการผลิต การลงทุนในสวนยาง และการลงทุนในบริษัทย่อย
  ทั้งนี้บริษัทมีอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนอยู่ที่ระดับ 67.07% ณ สิ้นเดือน มิ.ย.60 เทียบกับ 40%-49% ในช่วงปี 55-58 แม้ว่าจะมีการเพิ่มทุนจำนวน 2,555 ล้านบาทช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา แต่คาดว่าอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนจะยังคงอยู่ที่ระดับสูงประมาณ 60% ต่อเนื่องในช่วงปี 60-63 เพราะยังมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนในระดับสูงเพื่อใช้ขยายกำลังการผลิตในโรงงานแปรรูปยางแท่งและโรงงานถุงมือยาง ซึ่งภาระหนี้ที่สูงส่งผลกระทบทำให้เงินสดส่วนเกินที่รองรับการชำระหนี้ของบริษัทฯ ปรับตัวลดลง
  6.บมจ.กรุ๊ปลีส (GL) ถูกลดอันดับเครดิตหุ้นกู้ที่มีการค้ำประกัน เนื่องจากสะท้อนความน่าเชื่อถือของทั้งผู้ค้ำประกันและผู้ออกตราสาร หลังคณะกรรมกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษ นายมิทซึจิ โคโนชิตะ ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทฯ ในความประพฤติผิดและบิดเบือนข้อเท็จจริงสำหรับธุรกรรมกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน 
  7.บมจ.เอ็นเนอร์ยี เอิร์ธ (EARTH) ถูกปรับลดอันดับเครดิตเป็น "D" ซึ่งหมายถึงองค์กรหรือตราสารหนี้ที่อยู่ในสภาวะผิดนัดชำระ จากก่อนหน้านี้ที่บริษัทฯ มีอันดับเครดิตอยู่ที่ BBB-

*** พบอีก 10 รายมีแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ
  ขณะเดียวกันยังมีบจ.อีก 6-7 รายที่มีแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “Negative” หรือ “ลบ” ซึ่งอาจจะถูกปรับลดเครดิต โดยจากทริสฯ มี 7 ราย ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ 3 ราย ส่วนอีก 4 ราย ได้แก่
  1.บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) โดยแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “ลบ” สะท้อนถึงผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่อ่อนแอลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรง สถานะทางการเงินของบริษัทคาดว่าน่าจะอ่อนแอลงในระยะปานกลางเมื่อพิจารณาถึงการแข่งขันที่สูงและภาระหนี้ของบริษัทที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากคลื่นความถี่ใหม่และจากการขยายโครงข่ายให้ครอบคลุม รวมไปถึงหากบริษัทฯ ไม่มีคลื่นความถี่ให้เพียงพอต่อการให้บริการเพื่อคงความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ให้ได้
  2.บมจ.โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ (NOBLE) ทีสถานะแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “ลบ” เนื่องจากอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนอยู่ในระดับค่อนข้างสูง 
  3.บมจ.อารียา พรอพเพอร์ตี้ (A) โดยมีความกังวลต่อการก่อหนี้ในระดับสูงต่อเนื่อง สวนทางกับสภาพคล่องที่อ่อนแอของบริษัท 
  4.บมจ.บมจ.กรุ๊ปลีส (GL) มีอันดับเครดิตพินิจเป็น "ลบ" สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของสถานะของธุรกิจและการเงินของบริษัทที่อาจเสื่อมถอยลงในระยะใกล้ จากกรณีที่นายมิทซึจิ โคโนชิตะ ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทฯ จะถูกสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษตามข้อกล่าวหาของ กลต. ซึ่งก่อให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะที่แท้จริงในสินทรัพย์ของบริษัท ความแข็งแกร่งทางการเงิน และโอกาสทางธุรกิจในอนาคต
  อนึ่ง “เครดิตพินิจ” (CreditAlert) เป็นขั้นตอนหนึ่งของการทบทวนอันดับเครดิตที่ทริสฯ จะประกาศต่อสาธารณะในกรณีเกิดเหตุการณ์สำคัญต่อบริษัท ซึ่งพิจารณาแล้วเห็นว่าอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจหรือการเงินขององค์กรที่ทริสฯ จัดอันดับ แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ชัดเจน หรืออาจจะยังสรุปผลไม่ได้ 
  ด้าน "เลิศชัย กอเจริญรัตนกุล" ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ขณะนี้มีบริษัทที่อยู่ในสถานะ Negative ราว 2-3 บริษัท จากทั้งหมด 25 บริษัท ที่ฟิทช์ทำเครดิตให้ โดยส่วนใหญ่ยังมีสถานะ "คงที่" หรือ "Stable" 
  "บริษัทส่วนใหญ่ที่ฟิทช์ทำเรทติ้งให้เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งมักจะมีพื้นฐานแข็งแกร่ง และไม่ค่อยถูกปรับลดอันดับเครดิตเท่าไหร่นัก อย่างปีก่อนก็มีเพียงบริษัทเดียว โดยปัจจุบันเราดูอยู่อยู่ประมาณ 25 บริษัท และโดยปกติจะมีบริษัทที่อยู่ในแนวโน้ม Negative ราว 10% แค่นั้น ส่วนใหญ่จะปกติ"

*** เครดิตเรทติ้งลดดันต้นทุนการเงินพุ่ง
  "เลิศชัย" กล่าวต่อไปว่า บริษัทที่ถูกลดอันดับเครดิตจะมีผลโดยตรงต่อต้นทุนการระดมทุนสูงขึ้น ทำให้บริษัทนั้นๆ มีแนวโน้มจะต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้และเงินกู้จากธนาคารสูงขึ้นจากปัจจุบัน สำหรับการออกหุ้นกู้ใหม่หรือกู้เงินก้อนใหม่จากธนาคาร และจะส่งผลเชิงลบต่อเนื่องถึงผลการดำเนินงานของบริษัท 
  "บริษัทที่ถูกปรับลดเครดิต นักลงทุนหรือแหล่งเงินทุน ย่อมระมัดระวังมากขึ้น เพราะถือว่าเป็นความเสี่ยง เพราะฉะนั้นต้องเพิ่มผลตอบแทนที่มากขึ้นเพื่อสร้างความจูงใจ"

*** ทริสฯ จับตาสภาพคล่อง 29 บจ. หวั่นผิดนัดชำระหนี้ 
  ด้าน วัฒนา ถิรานุชิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการติดตามข้อมูลความเคลื่อนไหวของบริษัทที่ใช้บริการระเมินเครดิตเรทติ้งกับทริสฯ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่มีเรตติ้งตั้งแต่ BBB- ลงมา เนื่องจากมีหลายปัจจัยเสี่ยงต้องระวัง
        โดยเฉพาะเรื่องสภาพคล่องซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าปัจจุบันมีบจ.ที่อยู่ในข่ายดังกล่าวรวม 29 บริษัท 
        "ตั้งแต่เกิดปัญหาผิดนัดชำระตั๋วบี/อีเมื่อปลายปี 59 เราก็ติดตามสถานการณ์ของลูกค้ามาโดยตลอด กลุ่มที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษก็คือ ตั้งแต่ BBB- ลงไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลาง-เล็ก อาจจะประสบภาวะปัญหาด้านสภาพคล่องซ้ำรอยขึ้นอีกเพราะปฏิกิริยาลูกโซ่เรื่องการผิดชำระหนี้ จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เข้าสู่สถานการณ์ปกติ สะท้อนจากนักลงทุนให้ความสนใจน้อยลง โดยจะเลือกลงทุนตราสารหนี้ที่มีอันดับเครดิตตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป" วัฒนา กล่าว
          อย่างไรก็ตามการประเมินอันดับเรตติ้งโดยรวมในปัจจุบันถือว่ายังคงอยู่ในสถานการณ์ปกติ ซึ่งตัวเลขผู้ถูกปรับลด-เพิ่มอันดับเครดิต อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด