ประเด็นร้อน

| 21 สิงหาคม 2560 | 10:07

7 บจ.โดดชิงเค้กโรงไฟฟ้าไฮบริดฯ ชีวมวล-โรงงานน้ำตาลเต็งจ๋า

         เหลือเวลาอีกเพียงราวเดือนเศษเท่านั้น ก็จะถึงคิวการชิงใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้า(PPA)โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรูปแบบ SPP Hybrid Firm จำนวนรวม 300 เมกะวัตต์ นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนและผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)หลายรายเฝ้ารอที่จะคว้า PPA ไปครอบครอง  
  โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้กำหนดวันยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้า 2-6 ต.ค.นี้ และจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกในวันที่ 14 ธ.ค.60
  สำหรับวิธีการคัดเลือกจะใช้รูปแบบการแข่งขันทางด้านราคา(Competitive Bidding) มีอัตราการรับซื้อไฟฟ้าแบบ FiT (Feed In Tariff) ที่ 3.66 บาทต่อหน่วย 
  "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" จึงได้ทำการสำรวจข้อมูลและความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการประมูลในครั้งนี้

*** บิ๊ก บจ.ประกาศพร้อมเข้าร่วมชิงเค้ก
  จากการพูดคุยกับผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) พบว่า หลายรายมีความพร้อมและเตรียมเข้าชิง PPA โดยมีผู้ที่ยืนยันชัดเจนแล้ว ดังนี้
  "เชิดศักดิ์ วัฒนวิจิตรกุล" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีพีซี เพาเวอร์โฮลดิ้ง (TPCH) เผยด้วยความมั่นใจว่า บริษัทมีความพร้อมทุกคุณสมบัติสำหรับการเข้าร่วมประมูลโครงการ SPP Hybrid Firm โดยมีศักยภาพรองรับกำลังการผลิตระดับ 70-100 เมกะวัตต์
  "SPP Hybrid Firm จำนวน 300 MW จะมาจากสายส่งภาคใต้จำนวน 100 เมกะวัตต์ ถือว่าเป็นไปตามที่เราคาดไว้ ซึ่งภาคใต้เป็นพื้นที่ที่เรามีความชำนาญในการลงทุนอยู่แล้ว จึงสามารถร่วมกับพันธมิตรเดิมที่ดำเนินธุรกิจโรงไม้ เพื่อป้อนเชื้อเพลิงให้กับบริษัท พร้อมกันนี้เรายังสนใจในส่วนของภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย ล่าสุดอยู่ในระหว่างการเจรจากับพันธมิตร มั่นใจว่าด้วยศักยภาพและประสบการณ์จะสามารถประมูลได้อย่างน้อย 70-100 เมกะวัตต์”
 ด้าน"ปรียนาถ สุนทรวาท" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) เตรียมจะยื่นเสนอขายไฟทั้ง 300 เมกะวัตต์ คาดว่าจะได้รับเลือกไม่ต่ำกว่า 25% ของทั้งหมด ซึ่งได้มีการเตรียมพร้อมพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า โดยจะลงนามสัญญาซื้อที่ดินทันทีที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 30 แปลง ราวเกือบ 1 หมื่นไร่ และจับมือกับพันธมิตรที่มีความชำนาญด้านโรงไฟฟ้าชีวมวล จุดแข็งของบริษัทคือเงินทุน เพราะเพิ่งได้รับเงินจากการขายหุ้นไอพีโอมา
  ขณะที่"วรวิทย์ เลิศบุษศราคาม" รองผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายโรงงาน บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) ระบุว่า บริษัทเตรียมยื่นขอ PPA อย่างน้อย 100 เมกะวัตต์ โดยอยู่ระหว่างปรับปรุงโรงไฟฟ้าเดิมที่สระบุรีให้มีคุณสมบัติรองรับตามเกณฑ์ที่ กกพ.ตั้งไว้ ส่วนเงินลงทุนอยู่ในงบรวม 1 หมื่นล้านบาท สำหรับรองรับการลงทุนพลังงานทดแทนจากภาครัฐ ซึ่งได้มาจากการขายหุ้นไอพีโอ
  "อนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ" ประธานกรรมการบริหาร บมจ.น้ำตาลบุรีรัมย์ (BRR) เตรียมยื่นขอ 3 โครงการ บนพื้นที่ จังหวัดบุรีรัมย์ และสุรินทร์ กำลังการผลิตรวม 60 เมกกะวัตต์
  ด้าน"ชลัช ชินธรรมมิตร์" กรรมการ บมจ.น้ำตาลขอนแก่น (KSL) เปิดเผยว่า มีความพร้อม 2 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าเอสพีพี จ.เลย กำลังการผลิต 20-25 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าชีวมวล จ.ขอนแก่น กำลังการผลิต 20 เมกะวัตต์ โดยบริษัทมีโรงไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อยผลิตไฟฟ้าใช้ภายในโรงงานน้ำตาล แต่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าเหลืออยู่ จึงต้องการเสนอขอขายไฟฟ้าเข้าระบบในโครงการดังกล่าว
  "พระนาย กังวาลรัตน์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี (PSTC) ระบุว่า จะยื่นขอประมาณ 3-4 โครงการ กำลังการผลิตโครงการละ 30-50 เมะกะวัตต์ ซึ่งคาดหวังว่าจะชนะการประมูลอย่างน้อย 1 โครงการ
  "ชัชพล ประสพโชค" กรรมการผู้จัดการ บมจ.ยูเอซี โกลบอล (UAC) ยืนยันว่าเตรียมยื่นประมูลเช่นกัน โดยจะใช้โครงการโรงไฟฟ้าจากพืชพลังงาน ที่ จ.ขอนแก่น กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์

*** เซียนชี้ชีวมวล-โรงงานน้ำตาลได้เปรียบสุด
  นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง ระบุว่า เนื่องจาก SPP Hybrid firm ผู้เล่นหลักจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นหลัก เพราะเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ซึ่งผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมงที่เสถียรสุดในขณะนี้ โดยมองว่าผู้ประกอบการกลุ่มชีวมวลเดิมและกลุ่มโรงน้ำตาลจะได้เปรียบที่สุด และมีโอกาสชนะการประมูลสูงสุด เนื่องจากมีแหล่งวัตถุดิบเชื้อเพลิงรองรับการผลิตให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ กกพ.กำหนด (เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า 100% ในช่วง Peak และ ในช่วง Off-peak ไม่ต่ำกว่า 65 %) รวมถึงจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่งรายอื่น ซึ่งบริษัทที่โดดเด่นได้แก่ TPCH, KSL และ BRR
  ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เสริมว่า TPCH จะมีบทบาทสูงสุดในกลุ่มโรงไฟฟ้าประเภทนี้ และมีความพร้อมที่สุด เพราะปัจจุบันมี capacity fator ระดับ 80-90% สอดคล้องกับเงื่อนไข firm ที่ต้องผลิตไฟฟ้าอย่างน้อย 65% ที่สำคัญเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีสายส่งรองรับสูงสุดถึง 100 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนรวมต่ำกว่าคู่แข่ง

*** เตือน IRR โครงการนี้ต่ำกว่าพลังงานทดแทนเดิม
  นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี เปิดเผยว่า โรงไฟฟ้า SPP hybrid ที่กำลังจะเปิดประมูลจะถูกกดดันจากกำลังการผลิตสำรองที่ยังมีอยู่จำนวนมาก สวนทางกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะด้านราคา ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR)โครงการนี้จะต่ำกว่าพลังงานทดแทนปกติ
  "เชื่อว่าโครงการที่ประมูลรอบนี้จะสร้างกำไรให้ผู้ประกอบการน้อยกว่าโครงการพลังงานทดแทนปัจจุบัน เพราะมีข้อกำหนดที่เข้มงวดกว่าเดิมตาม firm condition และการแข่งขันด้านราคาตอนประมูล
  คาด IRR ของกลุ่มโรงไฟฟ้าชีวมวลจะอยู่ที่ 11.4% และกลุ่มโซลาร์ฟาร์มที่มีหน่วยจัดเก็บไฟฟ้าจะอยู่ที่ 8.9% (ปัจจุบันชีวมวลให้ IRR ระดับ 12-18% และโซลาร์ฟาร์ม 12-15%) ภายใต้สมมติฐาน FiT ที่ 3.66 บาท/กิโลวัตต์, capacity factor เฉลี่ยที่ 75%, ต้นทุนการจัดเก็บไฟฟ้า 100 เหรียญ/กิโลวัตต์ โดยมีอายุการใช้งาน 3,000 รอบ 
  และแม้ว่ากลุ่มชีวมวลจะให้ IRR สูงสุด แต่ต้องเผชิญกัยความเสี่ยงของต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน รวมถึงปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ เพราะแต่ละโรงจะมีกำลังการผลิตค่อนข้างใหญ่ 
ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับโรงไฟฟ้าประเภทนี้ต้องเป็นการผสมกันระหว่างชีวมวลและโซลาร์ฟาร์มแบบมีหน่วยจัดเก็บไฟฟ้า เพราะจะทำให้สามารถดำเนินการได้ตามข้อกำหนด และควบคุมความเสี่ยงด้านวัตถุดิบได้ 
  อย่างไรก็ตามยังในบ้านเราตอนนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการที่รวมทั้ง 2 ระบบเข้าด้วยกัน"

*** ทำความรู้จัก SPP Hybrid Firm
  "วีระพล จิรประดิษฐกุล" โฆษก กกพ. ระบุว่า SPP Hybrid Firm เป็นพลังงานทดแทนเวอร์ชั่นอัพเกรดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 
  "ไฟฟ้าพลังงานทดแทนปัจจุบันมีข้อจำกัด คือ ไฟที่ผลิตได้ยังขาดความเสถียร มาบ้างไม่มาบ้าง เช่น โซลาร์ฟาร์มที่ผลิตไฟฟ้าได้แค่ช่วงกลางวัน เป็นต้น ซึ่งหากจะให้พลังงานหมุนเวียนเป็นกระแสหลักของประเทศได้ในอนาคต จะต้องมีความสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างสมบูรณ์
  เพราะฉะนั้นจึงมีนโยบายรับซื้อพลังงานทดแทนรูปแบบผสมผสานที่เรียกว่า Hybrid คือ จ่ายไฟแบบ Firm ที่กำหนดไว้ และจ่ายไฟได้ 24 ชั่วโมง
  SPP Hybrid จะเป็นก้าวแรกของไฟฟ้าทดแทน ที่จะเข้ามาเป็นหนึ่งในพลังงานหลักของประเทศได้ หากประสบความสำเร็จ เราก็อาจจะช่วยลดการสร้างโรงไฟฟ้าจากฟอสซิล ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหิน ซึ่งมีมลภาวะมากกว่าได้"
  SPP Hybrid Firm ที่กำลังจะเปิดประมูลนี้มีเงื่อนไขเพิ่มเติมจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั่วไปคือ ต้องเป็นโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า 100% ในช่วง Peak และ 65% ในช่วง Off-peak โดยสามารถใช้เชื้อเพลิงได้มากกว่า 1 ประเภทและอาจจะใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ร่วมได้ 
  ขณะเดียวกันผู้ยื่นขอ PPA จะต้องมีความพร้อมต่างๆ เช่น ความพร้อมด้านเชื้อเพลิง ที่ดิน เทคโนโลยี และแหล่งเงินลงทุนโครงการ รวมถึงต้องไม่เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากภาค รัฐ เช่น กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) หรือเงินอุดหนุนอื่นๆ โครงการที่เคยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้าแล้ว รวมไปถึงยกเว้นการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชน แต่ อย่างไรก็ตาม จะสามารถใช้เชื้อเพลิงขยะ(RDF)เป็นเชื้อเพลิงร่วมดำเนินการได้
  ทั้งนี้ กำลังการผลิตที่รับซื้อ 300 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นสายส่งจากพื้นที่ภาคกลาง 20 เมกะวัตต์, กรุงเทพฯ และปริมณฑล 15 เมกะวัตต์, ภาคตะวันออก 20 เมกะวัตต์, ภาคใต้ 100 เมกะวัตต์, ภาคตะวันตก 20 เมกะวัตต์, ภาคเหนือ 65 เมกะวัตต์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 60 เมกะวัตต์ ซึ่งหากปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าในภูมิภาคใดไม่ครบตามเป้าหมาย ทางกกพ.จะนำส่วนที่เหลือไปเปิดรับซื้อในภูมิภาคอื่นได้ โดยราคารับซื้อไฟฟ้าที่ต่ำที่สุดและศักยภาพของสายส่ง(Grid Capacity)ที่รองรับได้จะเป็นจุดสำคัญของการประมูลครั้งนี้

 

 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด