ประเด็นร้อน

| 31 กรกฎาคม 2560 | 10:17

กองทุนหุ้นไทยโชว์ยีลด์ 18.15% สวนทาง SET ซึมยาว!

        "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจทิศทางการลงทุนกองทุนรวม พบกองทุนหุ้นต่างประสร้างผลตอบแทนสูงสุด เฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน(Year to date) ให้ผลตอบแทนมากกว่า 30% ขณะที่กองทุนหุ้นไทยยังให้ผลตอบแทนสูงกว่า 18% ไม่หวั่น SET ทรงตัว กูรูแนะปรับพอร์ตเพิ่มน้ำหนักหุ้นต่างประเทศจาก 20% เป็น 30% ระบุครึ่งปีหลังยังเด่น เหตุอัพไซด์แจ่มกว่าหุ้นในประเทศ ชูกองทุนหุ้นจีนเด่น พร้อมเข้าสะสมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์-รีทส์-กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ชี้ปันผลงามเฉลี่ย 5-6% ต่อปี แถมให้ทยอยสะสม LTF ช่วงนี้ เพราะได้ต้นทุนถูกกว่าแห่ซื้อช่วงปลายปี

*** กองทุนหุ้นต่างประเทศผลตอบแทนพุ่งกว่า 30%
  จากการตรวจสอบมูลพบว่า กองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดตั้งแต่ต้นปีนี้ (YTD Return) 3 อันดับแรก เป็นประเภทที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศทั้งสิ้น ได้แก่
  1.กองทุนเปิดแอสเซทพลัสไชน่า ให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีระดับ 33.30%
  2.กองทุนเปิดเคแทม อินเดีย อิควิตี้ ฟันด์ ชนิดสะสมมูลค่า ผลตอบแทนจากต้นปีอยู่ที่ 30.16%
  3.กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นเกาหลี ผลตอบแทนจากต้นปี 29.80%
  ขณะเดียวกันกองทุนประเภทนี้ยังมีผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี (1 Year Annualized return) สูงสุดเช่นกัน โดย 3 อันดับแรก ได้แก่
  1.กองทุนเปิดกรุงศรีเจแปนเฮดจ์ปันผล ผลตอบแทนเฉลี่ยในรอบ 1 ปี ระดับ 39.10%
  2.กองทุนเปิดเคแทม ยูโรเปียน อิควิตี้ ฟันด์ ผลตอบแทนเฉลี่ยในรอบ 1 ปี อยู่ที่ 34.96% 
  3.กองทุนเปิดแอสเซทพลัสไชน่า ผลตอบแทนเฉลี่ยในรอบ 1 ปี อยู่ที่ 34.11%

*** บลจ.กรุงศรี คว้าแชมป์ผลตอบแทนกองทุนหุ้นไทย 
  ด้านกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน(YTD Return) ได้แก่
  1.กองทุนเปิดกรุงศรีไฟแนนเชี่ยลโฟกัสปันผล ผลตอบแทน 18.15% โดยเน้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน ซึ่งหุ้นที่อยู่ในพอร์ต 5 อันดับแรก ประกอบด้วย บมจ.ทุนธนชาต (TCAP) สัดส่วน 10.67%, ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) สัดส่วน 9.72%, ธนาคารกรุงไทย (KTB) สัดส่วน 8.43%, บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) สัดส่วน 8.36% และ บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO)สัดส่วน 7.47%
  2.กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นไดนามิคปันผล ผลตอบแทน 15.84% เน้นกระจายการลงทุนในหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีแนวโน้มการเติบโตในอัตราสูง ซึ่งหุ้นที่อยู่ในพอร์ต 5 อันดับแรก ประกอบด้วย บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์(WORK)สัดส่วน 8.07%, บมจ.พรีเชียส ชิพปิ้ง (PSL) สัดส่วน 7.92%, บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) สัดส่วน 7.86%, บมจ.ทุนธนชาต (TCAP)สัดส่วน 7.82% และ บมจ.เมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS) สัดส่วน 6.73%
  3.กองทุนเปิดบัวหลวงโครงสร้างพื้นฐาน ผลตอบแทน 11.88% มีนโยบายลงทุนในบริษัทซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจไทย เช่น บริษัทในกลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง พลังงาน สื่อสาร พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และขนส่ง หุ้นที่อยู่ในพอร์ต 5 อันดับแรกได้แก่ บมจ.ปตท. (PTT) สัดส่วน 7.56% บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) สัดส่วน 6.75% บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) สัดส่วน 6.58% บมจ.บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ (BAFS) สัดส่วน 6.35% และ บมจ.ผลิตไฟฟ้า (ECGO) สัดส่วน 5.60% 
  ขณะที่กองทุนหุ้นในประเทศที่ผลตอบแทนเฉลี่ยในรอบ 1 ปี (1 Year Annualized return) สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
  1.กองทุนเปิดกรุงศรีไฟแนนเชี่ยลโฟกัสปันผล ผลตอบแทน 28.03%
  2.กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นไดนามิคปันผล ผลตอบแทน 26.18%
  3.กองทุนเปิดเค Mid Small Cap หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ ผลตอบแทน 17.20% เน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก(มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท) หุ้นในพอร์ต 5 อันดับแรกประกอบด้วย บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) สัดส่วน 5.18%, บมจ.จีเอฟพีที (GFPT) สัดส่วน 5.02%, บมจ.ทุนธนชาต (TCAP) สัดส่วน 4.86% (SPALI) สัดส่วน 4.58% และ ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) สัดส่วน 4.54%

*** เปิดกลยุทธ์เลือกกองทุนรวมครึ่งปีหลัง
  “พีระพงศ์ จิระเสวีจินดา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) บัวหลวง ประเมินว่า ในช่วงครึ่งปีหลังการลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะมีผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในหุ้นไทยที่อัพไซด์จำกัด โดยให้ปรับพอร์ตเพิ่มสัดส่วนกองทุนต่างประเทศเป็น 30% จาก 20% ส่วนกองทุนในประเทศให้ลดสัดส่วนเหลือ 70% จาก 80%
  ด้าน “สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล” นักวิเคราะห์กองทุนรวม บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่ากองทุนที่น่าสนใจในครึ่งปีหลังได้แก่ กองทุนหุ้นไทยประเภท Passive Fund, กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (REITs ไทย และ REITs สิงคโปร์) และหุ้นจีน A-share (หุ้นจีนที่จดทะเบียนในตลาดเซี่ยงไฮ้และเสินเจิ้น) 
  "ให้กองทุนหุ้นประเภท Passive Fund หรือกองทุนที่ลงทุนตามดัชนี เพราะต้องเลือกกองทุนที่เน้นการคัดเลือกหุ้นมากขึ้น และมีแนวโน้มไม่ผันผวนนัก โดยกองทุนที่เข้าข่าย คือ กองทุนหุ้น T-lowbeta ของ บลจ.ธนชาต ซึ่งตามนโยบายแล้วจะลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนต่ำกว่าตลาดเป็นส่วนใหญ่ของพอร์ต และมีสไตล์การเลือกหุ้นแบบ Bottom-up โดยดูจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทที่แข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดสอดคล้องกับรายได้ และมีความสามารถในการสร้างกำไรในอนาคต ลักษณะกองทุนแบบนี้มีโอกาสที่จะช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเมื่อตลาดหุ้นเกิดความผันผวน
  ถัดมาคือกองทุนหุ้นจีน A-share เพราะมีสัดส่วนธุรกิจในกลุ่มการเงิน ราว 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาด เป็น Sector ที่ปรับตัวลงค่อนข้างแรงในช่วงที่ผ่านมาหลังรัฐบาลจีนได้พยายามนำหนี้นอกระบบ (Shadow Banking) นำเข้ามาจัดการให้อยู่ในระบบมากขึ้น ทำให้ตัวเลขหนี้สินจีนที่แสดงออกมาในช่วงหลังๆ ดูไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไรนัก แต่พื้นฐานระยะยาวยังน่าสนใจ และราคาก็ยังถูก ทำให้ Downside Risk ไม่สูงนัก ในขณะที่โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนดีในระยะยาวยังมีอยู่ กองทุนหุ้นที่แนะนำก็จะเป็น กองทุน SCBCHA จาก บลจ.ไทยพาณิชย์ ซึ่งจะเข้าลงทุนตามดัชนี CSI300 
  สุดท้ายคือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยให้เลือกกลุ่ม REITs ไทย และ REITs สิงคโปร์ เนื่องจากราคาที่ปรับลดลงมาก่อนหน้านี้เป็นโอกาสที่ดีในการทยอยสะสม เพราะทางพื้นฐานไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ที่ลงเพราะความกังวลการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งกองทุนลักษณะดังกล่าวมีอยู่ 2 กองทุน คือ กองทุน PHATRA PROP-D ของ บลจ.ภัทร และ CIMB-PRINCIPAL iPROP ของ บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ที่มีสัดส่วนในการลงทุนทั้งในไทยและสิงคโปร์ เลือกลงทุนด้วยวิธี Bottom-up เพื่อค้นหา REITs ที่ตั้งอยู่บนทำเลที่ดี และมีราคาคุ้มค่าแก่การลงทุนทั้งคู่"
  ด้าน “กวี ชูกิจเกษม” รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย แนะนำกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) รีทส์ (REITs) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เนื่องจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 5-6% ต่อปี และในไตรมาส 2 เป็นต้นไปมีแนวโน้มว่าจะเติบโตแบบขั้นบันได
  
"กองทุนที่น่าสนใจได้แก่ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า เทสโก้ โลตัส รีเทล โกรท (TLGF), กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทลโกรท (CPNRF), กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมดิจิทัล (DIF), กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตจัสมิน (JASIF), กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุย (SPF)เป็นต้น"

*** อย่าลืมสะสม LTF ก่อนสิ้นปี
  “สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล” เพิ่มเติมว่า นอกจากกองทุนปกติแล้ว นักลงทุนควรทะยอยสะสม กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)ด้วย เนื่องจากจะได้ต้นทุนที่ถูกกว่าการซื้อช่วงปลายปี โดยกลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือลงทุนแบบทยอยลงทุนเท่ากันทุกเดือน หรือ Dollar Cost Average (DCA) 
  สำหรับ 5 อันดับกองทุน LTF ที่บริษัทแนะนำ คือ 1.กองทุนเปิดภัทร หุ้นระยะยาวปันผล(PHATRA LTFD)โดยหุ้นที่กองทุนเข้าไปลงทุน ได้แก่ PTT, SCB, CPALL, CPF และ BANK OF THAILAND 
  2.กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ไลฟ์ หุ้นระยะยาว (CIMB-PRINCIPAL LTF) โดยหุ้นที่กองทุนนี้ถือ ได้แก่ CPALL, SAWAD, TCAP, BCH และ ADVANC
  3.กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาว (B-LTF) โดยหุ้นที่กองทุนนี้ถือ ได้แก่ SCB, PTT, BJC, BLA และ CPALL
  4.กองทุนเปิดวรรณเอเอ็มซีเล็คทีฟโกรทหุ้นระยะยาว (1SG-LTF) หุ้นที่กองทุนถือ ได้แก่ PTT, SCC, CPALL, ADVANC และ SCB
  5.กองทุนเปิด ฟิลลิป หุ้นระยะยาว (P-LTF) หุ้นที่ถือ ได้แก่ SCC, AOT, EA, EPG และ BANPU
  โดยทั้ง 5 กองทุนที่บริษัทเลือกมีจุดเด่นที่อัตราผลตอบแทน 5 ปีที่ผ่านมา สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกองทุน LTF และมีความผันผวนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่มเดียวกัน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด