ประเด็นร้อน

| 11 กรกฎาคม 2560 | 10:07

จับตา 9 หุ้นสภาพคล่องตึง หนี้บาน-ขาดทุนต่อเนื่อง

        ปัญหาวิกฤติสภาพคล่องทางการเงินและการผิดชำระหนี้ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทำทีว่าจะยังไม่จบสิ้น และเริ่มผุดออกมาอย่างต่อเนื่อง ลุกลามมาตั้งแต่กรณีเบี้ยวหนี้ตั๋วบี/อีฟีเวอร์ก่อนหน้านี้ จนล่าสุดลากไปจนถึงหุ้นกู้และหนี้สถาบันการเงินของ บมจ. บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ (EARTH) ซึ่งผิดชำระเงินให้กับเจ้าหนี้เกือบทุกรูปแบบมูลค่ารวมเฉียด 7 พันล้านบาท !
  
สืบเนื่องจากประเด็นดังกล่าว "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"ได้ทำการสำรวจข้อมูลต่อและพบว่า ปัจจุบันมี บริษัท ที่เข้าข่ายมีความเสี่ยงจะเกิดวิกฤติด้านสภาพคล่อง โดยทั้งหมดเป็นบริษัทที่มีหนี้สินต่อทุนสูง อัตราส่วนสภาพคล่องต่ำ เงินสดติดลบ ซ้ำผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่อง กูรูแนะนักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เป็นไปได้ให้หลีกเลี่ยง หวั่นซ้ำรอยโดยแขวน "SP" ยาว

***เปิดสูตรหาหุ้นสภาพคล่องการเงินฝืด
  

  ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี ระบุว่า หลักการในการคัดกรองหุ้นที่มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องทางการเงินมีดังนี้
  1.อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนหรืออัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) ต่ำกว่า 1 เท่า โดยคำนวณจาก สินทรัพย์หมุนเวียน/หนี้สินหมุนเวียน ซึ่งค่านี้ใช้วัดความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น
  2.อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio or Acid Test Ratio) ต่ำกว่า 1 เท่า คำนวณจาก (สินทรัพย์หมุนเวียน-สินค้าคงเหลือ)/หนี้สินหมุนเวียน ซึ่งเป็นการวัดส่วนของสินทรัพย์ที่ได้หักค่าสินค้าคงเหลือที่เป็นสินทรัพย์ระยะสั้นและมีความคล่องตัวในการเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ต่ำสุดออก เพื่อให้ทราบถึงสภาพคล่องที่แท้จริงของกิจการ
  3.หนี้สินต่อทุนเกิน 3 เท่า
  4.อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio)ต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งค่านี้คำนวณจาก (กำไรสุทธิ+ภาษีเงินได้-ดอกเบี้ยจ่าย)/ดอกเบี้ยจ่าย โดยใช้วัดความสามารถของธุรกิจในการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ โดยปกติหากมากกว่า 1 เท่าแสดงว่าธุรกิจของผู้ประกอบการมีความสามารถที่จะจ่ายชำระค่าดอกเบี้ยได้ทั้งหมด แต่หากต่ำกว่า 1-0 แสดงว่าธุรกิจมีความสามารถในการจ่ายชำระดอกเบี้ยได้เพียงบางส่วนเท่านั้น และถ้าหากผลลัพธ์ที่ได้ออกมามีค่าเท่ากับ 0 หรือติดลบ เท่ากับว่าธุรกิจของผู้ประกอบการไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยได้เลยแม้แต่บาทเดียว ซึ่งจะพัฒนากลายเป็นปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงินในที่สุด
  ด้านนักวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) เสริมว่า นอกจากวิธีการข้างต้นแล้ว ให้สำรวจที่งบกระแสเงินสด เพราะจะสะท้อนการทำมาหาได้ของธุรกิจ ซึ่งมี 3 ส่วน ประกอบด้วย
  1.เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน ควรมีค่าเป็นบวกและใกล้เคียงกับกำไรสุทธิในงบกำไรขาดทุน แสดงให้เห็นว่าบริษัทมี สภาพคล่องทำมาหากินแล้วมีเงินงอกจากการดำเนินงาน
  2.เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน ควรมีค่าเป็นลบ เพราะจะสะท้อนว่าบริษัทมีการลงทุนขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง
  3.เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน ควรมีค่าเป็นลบ เพราะแสดงว่าบริษัทเอาเงินไปจ่ายหนี้เงินต้น หรือจ่ายปันผล แต่หากเป็นบวกเรื่อย ๆ แสดงว่าบริษัทมีเงินสดจากการกู้หรือระดมทุนทางอื่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มากกว่ามาจากธุรกิจ
  ที่สำคัญให้ดูผลประกอบการด้วย หากขาดทุนต่อเนื่องจะส่งผลกระทบในทางลบต่อทุกอัตราส่วนที่ใช้คำนวณและสะท้อนถึงความเสี่ยงที่มากขึ้น

  "ตัวอย่างง่าย ๆ เหมือนกรณี EARTH ทั้ง ๆ ที่ค่าอัตราส่วนทางการเงินบางอย่างจะอยู่เหนือกว่าเกณฑ์เช่น Current ratio มากกว่า มี D/E ต่ำกว่า เท่า และมีกำไรมาต่อเนื่อง แม้จะลดลงเรื่อย ๆ ก็ตาม แต่ที่น่าสนใจคือธุรกิจมีเงินสดจากการดำเนินงานติดลบตลอดต่อเนื่องมาหลายปี ขณะที่ใช้ช่องทางการเพิ่มเงินสดจากการกู้มาตลอด เหมือนกู้มาโปะไปเรื่อย ๆ ขณะที่ธุรกิจก็แย่ลงต่อเนื่อง จนเกิดการขาดทุนในไตรมาส ที่ผ่านมา จึงเกิดปัญหาสะดุดขาตัวเองล้มชักหน้าไม่ถึงหลังอย่างที่เห็น เพราะต้องไม่ลืมว่าเจ้าหนี้เขาคอยจับตาดูทิศทางการดำเนินงานตลอด พอธุรกิจ Down เรื่อย ๆ การจะให้กู้ใหม่เพื่อไปโปะของเก่าก็ทำได้ยาก"นักวิเคราะห์กล่าว

 

งบกระแสเงินสด EARTH (ลบ.)

Q1/60

Q1/59

ปี 59

ปี 58

ปี 57

เงินสดจากการดำเนินงาน

-2,635.24

-202.6

-2,995.26

-2,696.23

-2,640.53

เงินสดจากการลงทุน

-1.85

-280.96

-513.69

-384.24

-440.94

เงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน

2,016.24

-167.15

3,357.85

4,334.28

3,192.74

เงินสดสุทธิ

-620.86

-650.71

-151.1

1,253.82

111.27


***พบ บจ.เข้าข่ายเสี่ยง สภาพคล่องฝืด

  ผู้สื่อข่าวทำการสำรวจเงื่อนไขข้างต้นพบว่าปัจจุบันมี 9 บริษัท ที่เข้าข่ายมีความเสี่ยงจะมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงินดังตารางต่อไปนี้

ชื่อย่อหลักทรัพย์

Current Ratio

Q1/60 (เท่า)

Quick

Ratio Q1/60

(เท่า)

D/E

Q1/60 (เท่า)

Interest Coverage Ratio

Q1/60

(เท่า)

กำไรสุทธิ Q1/60

(.)

กำไรสุทธิ ปี 59

(.)

เงินสด

จากการดำเนินงาน

(.)

เงินสด

จากการ

ลงทุน

(.)

เงินสด

จากกิจกรรมจัดหาเงิน

(.)

CHOW

0.58

0.22

9.53

0.36

-36.74

32.53

211.31

21.56

-480.84

EFORL

0.56

0.27

4.37

-1.42

-39.06

-614.45

41.15

-73.56

-496.98

HOTPOT

0.18

0.02

7.57

-12.36

-47.82

-148.23

-2.24

-3.76

-2.76

HYDRO

0.8

0.28

7.12

-1.67

-9.64

-130.55

-6.26

6.73

-19.38

JUTHA

0.06

0.01

3.39

-2.29

-39.6

-117.11

11.42

-0.77

-19.48

NEWS

0.34

0.33

3.18

-7.32

-140.91

-1,502.25

-156.95

-10.07

-16.87

PACE

0.79

0.26

28.08

-2.46

-575.64

-2,326.40

-235.77

-664.47

5,454.39

SPORT

0.4

0.3

10.41

-3.68

-68.65

-358.04

-35.57

-0.22

33.74

UMS

0.42

0.23

10.07

-0.83

-16.62

-57.63

-212.01

34.84

149.67

 
  ทั้งนี้พบว่าบมจ.ฮอท พอท (HOTPOT) เพราะมี Current ratio และ Quick Ratio ต่ำสุดอยู่ที่ 0.18 เท่า และ 0.02 เท่า ตามลำดับ รวมทั้งมีอัตราความสามารถในการชำระดอกเบี้ยต่ำสุดคือ -12.36 เท่า ปัจจุบัน D/E สูงถึง 7.57 เท่า ผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่อง 2 ปีติด 48.50 ล้านบาท และ 196.74 ล้านบาท ในปี 58 และปี 59 ตามลำดับ ขณะที่ไตรมาส 1/60 ก็ขาดทุนอีก 244.57 ล้านบาท ทำให้ส่วนผู้ถือหุ้นปัจจุบันอยู่ที่เพียง 75.51 ล้านบาท เงินสดสุทธิติดลบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 57
  ในขณะที่ บมจ.เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น (PACE) มีหนี้สินต่อทุนสูงสุด 28.08 เท่า ขณะที่เงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินเป็นบวกทุกปี เนื่องจากมีการกู้เงินต่อเนื่อง สวนทางกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ติดลบทุกปีเช่นกัน อีกทั้งปัจจุบันมียอดขาดทุนสะสมถึง 5,322.36 ล้านบาท 

 

งบกระแสเงินสด PACE (ลบ.)

Q1/60

Q1/59

ปี 59

ปี 58

ปี 57

เงินสดจากการดำเนินงาน

-235.77

-282.23

-2,305.97

-3,767.35

-808.5

เงินสดจากการลงทุน

-664.47

-440.69

-2,312.84

-1,183.51

-8,138.46

เงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน

5,454.39

571.61

4,660.17

5,177.44

8,429.43

เงินสดสุทธิ

4,554.15

-151.32

41.35

226.58

-517.54

 

***กูรูแนะหลีกเลี่ยง ชี้ความเสี่ยงมากเกินไป
  
นักวิเคราะห์ บล.คันทรี่กรุ๊ป แนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มดังกล่าว เนื่องจากมีความเสี่ยงมากเกินไป
  "หุ้นลักษณะนี้ไม่คุ้มที่จะเสี่ยงลงทุน เพราะอัพไซด์ทางพื้นฐานจำกัดมาก แต่ความเสี่ยงไม่จำกัด อันดับแรกคือช่องทางการหาทุนเพิ่มของบริษัทเหล่านี้มีไม่มากนัก ส่วนใหญ่ต้องจบด้วยการเพิ่มทุน เพราะดูจากตัวเลขต่าง ๆ แล้วโอกาสที่แบงก์จะให้กู้มีไม่มาก ประการต่อไปมีความเสี่ยงผิดชำระหนี้เหมือนบริษัทก่อน ๆ หน้านี้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นหุ้นอาจจะโดน SP หรือโดนห้ามซื้อขาย บางรายงบการเงินน่าเป็นห่วงมาก อาจจะต้องถูกเข้าแผนฟื้นฟูกิจการด้วยซ้ำ หรืออาจจะมีปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ถือว่าเป็นหายนะของนักลงทุนเลยทีเดียว ลองไปดูตัวอย่างหุ้นก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ SSI, IFEC, KC หรืออย่าง EARTH กรณีล่าสุด จัดว่าเป็นอุทาหรณ์ให้นักลงทุนได้เป็นอย่างดี"

----------------------------------------------

***บทความชิ้นนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลจากงบการเงินของบริษัทจดทะเบียน เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนไว้ใช้ประกอบการตัดสินใจ มิได้มีเจตนาชี้นำว่าบริษัทที่อยู่ในเงื่อนไขข้างต้นจะผิดชำระหนี้แต่อย่างใด

By สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย”

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด