ประเด็นร้อน

| 12 มิถุนายน 2560 | 10:54

24 บจ. mai อาการโคม่า! ส่วนทุนจ่อติดลบ-งบขาดทุนบักโกรก

         บจ. mai วิกฤติ พบหลายบริษัทขาดทุนบักโกรก แถมมี 4 บจ.เสี่ยงส่วนทุนติดลบ กูรูแนะจับตามหกรรมเพิ่มทุน-ลงทุนด้วยความระมัดระวัง ขณะที่มี 13 บริษัท ขาดทุน 3 ปีติด แบกขาดทุนสะสมบาน ซ้ำมี 7 บจ.ส่งสัญญาณอันตราย พลิกขาดทุนต่อเนื่องทั้งปี 59 และ ไตรมาส 1/60 ขณะที่ภาพรวม 5 เดือนแรกปีนี้ P/E ตลาด mai พุ่งทะลุ 90 เท่า เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี ขณะที่หุ้นโดนเทขายกดมาร์เก็ตแคปวูบเกือบแสนล้านบาท
 
     "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ได้ตรวจสอบข้อมูลบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ(mai) พบว่า ปัจจุบันมีหุ้นใน mai ประมาณ 25% หรือ 20 บริษัท มีปัญหาเกี่ยวกับผลประกอบการและต้องติดตามฐานะการเงินอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนควรรับทราบและใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน

*** 4 บจ.มีความเสี่ยงส่วนทุนติดลบ
    จากข้อมูลงบการเงินประจำไตรมาส 1/60 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ mai พบว่า มี 4 บริษัทที่ส่วนผู้ถือหุ้น(ส่วนทุน)ลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามผลประกอบการ โดย 3 บริษัทเหลือไม่ถึง 100 ล้านบาท และมีความเสี่ยงที่ส่วนทุนจะติดลบ หากผลการดำเนินงานยังไม่ดีขึ้น ประกอบด้วย
    1.บมจ.ฮอท พอท (HOTPOT) ประสบภาวะขาดทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 57-59 จำนวน 54.45 ล้านบาท, 94.99 ล้านบาท และ 148.23 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ไตรมาส 1/60 ก็ยังขาดทุน 47.82 ล้านบาท ทำให้ส่วนผู้ถือหุ้นลดลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับ 347.34 ล้านบาทในปี 57 เหลือเพียง 75.51 ล้านบาทในไตรมาส 1/60
    2.บมจ.ไฮโดรเท็ค (HYDRO) ขาดทุนตั้งแต่ปี 56-59 จำนวน 10.34 ล้านบาท, 177.63 ล้านบาท, 88.54 ล้านบาท และ 130.55 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ไตรมาส 1/60 ก็ยังขาดทุน 9.64 ล้านบาท โดยส่วนผู้ถือหุ้นเมื่อปี 56 อยู่ที่ 263.67 ล้านบาท เหลือเพียง 60.15 ล้านบาทในปัจจุบัน
    3.บมจ.ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส (UMS) ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีหลังสุด ตั้งแต่ปี 55-59 บริษัทขาดทุน 288.26 ล้านบาท , 375.74 ล้านบาท, 22.11 ล้านบาท, 371.23 ล้านบาท และ 57.63 ล้านบาท ตามลำดับ โดยไตรมาส 1/60 บริษัทก็ยังขาดทุน 16.62 ล้านบาท 
  ซึ่ง UMS เคยมีส่วนผู้ถือหุ้นติดลบมาแล้วระดับ 184.59 ล้านบาท เมื่อปี 58 และได้เพิ่มทุนแก้ไขแล้วเมื่อไตรมาส 1/59 โดยส่วนผู้ถือหุ้นกลับมาเป็นบวก 147.41 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสดังกล่าว แต่ก็ยังประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่อง ทำให้ส่วนผู้ถือหุ้นกลับไปเหลือเพียง 92.13 ล้านบาท ในปัจจุบัน
    4.บมจ.นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น (NEWS) ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีหลังสุด ตั้งแต่ปี 55-59 บริษัทขาดทุน 146.17 ล้านบาท, 197.42 ล้านบาท, 559.97 ล้านบาท, 605.71 ล้านบาท และ 1,502.25 ล้านบาท ตามลำดับ โดยไตรมาส 1/60 ยังขาดทุนเพิ่มอีก 140.91 ล้านบาท จากบริษัทที่มีส่วนผู้ถือหุ้นถึง 3,158.21 ล้านบาท เมื่อปี 57 เหลือเพียง 475.39 ล้านบาทในปัจจุบัน ลดหลายเท่าตัวในเวลาเพียง 2 ปีกว่าๆ 

*** โบรกฯ แนะจับตาแผนเพิ่มทุน-ระมัดระวังลงทุน
    นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเชีย เวลท์ ระบุว่า กลุ่มบริษัทข้างต้นมีโอกาสประกาศเพิ่มทุนสูง เพื่อแก้ไขฐานะการเงินไม่ให้เข้าสู่ภาวะที่จะผิดคุณสมบัติของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งให้ระมัดระวังการลงทุน
    "ให้ระวังการลงทุนหุ้นเหล่านี้ให้ดี เพราะน่าจะมีการเพิ่มทุนเพื่อแก้ไขฐานะการเงิน ซึ่งการเพิ่มทุนลักษณะนี้อาจจะไม่คุ้มค่า เพราะไม่ได้ใช้เพื่อลงทุนสร้างการเติบโตของรายได้และกำไรในอนาคต และยังจะได้รับผลกระทบจากไดลูชั่นอีก ผมมองว่าการเพิ่มทุนเพื่อไปชดเชยทุนเดิมที่ลดลงไป มักไม่สร้างประโยชน์ให้กับนักลงทุน ยิ่งบริษัทที่ไม่มีแผนธุรกิจที่ชัดเจน ให้หลีกเลี่ยงจะดีกว่า"
    ทั้งนี้ จากกลุ่มบริษัทข้างต้นมี 1 บริษัทที่ประกาศเพิ่มทุนไปแล้วคือ NEWS โดยจะเพิ่มทุนมูลค่าราว 2,000 ล้านบาท ขณะที่ HOTPOT ได้มีการขอผู้ถือหุ้นเมื่อการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 60 เพื่อขอเพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate) จำนวน 81.2 ล้านหุ้น โดยจะขายให้ผู้ถือหุ้นเดิม (RO) 40,600,000 หุ้น และบุคคลในวงจำกัด (PP) 40,600,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 0.25 บาท

***13 บริษัท ขาดทุน 3 ปีติด 
    ขณะที่มีบจ. 13 แห่งขาดทุนอย่างน้อย 3 ปีติดต่อกัน ซึ่งบริษัทที่ขาดทุนเพิ่มขึ้นทุกปีได้แก่ บมจ.นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น (NEWS), บมจ.ฟู้ด แคปปิตอล (FC), บมจ.สตาร์ ยูนิเวอร์แซล เน็ตเวิร์ค (STAR), บมจ.ฮอท พอท (HOTPOT), บมจ.ที.เอ็ม.ซี. อุตสาหกรรม (TMC) และ บมจ.ยูเรกา ดีไซน์ (UREKA)
    โดย บจ.ที่มีขาดทุนสะสมสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ บมจ.นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น (NEWS), บมจ.ฟู้ด แคปปิตอล (FC), บมจ.ยูไนเต็ด เพาเวอร์ ออฟ เอเชีย (UPA), บมจ.ดีเอ็นเอ 2002 (DNA) และ บมจ.ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส (UMS)(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในตาราง)
 
 

บริษัท

กำไรปี 57 (ลบ.)

กำไรปี 58 (ลบ.)

กำไรปี 59 (ลบ.)

ขาดทุนสะสม (ลบ.)

NEWS

-559.97

-605.71

-1,502.25

-3,553.39

FC

-251.87

-279.69

-423.36

-1,348.25

UPA

-64.63

-402.41

-47.8

-779.79

DNA

-50.21

-457.78

-270.88

-705.76

UMS

-22.11

-371.23

-57.63

-575.92

TSF

-483.21

-729.73

-281.44

-416.13

HYDRO

-177.63

-88.54

-130.55

-396.15

STAR

-24.1

-43.1

-133.64

-256.1

HOTPOT

-54.45

-94.99

-148.23

-244.57

TMC

-49.81

-65.59

-236.69

-231.72

UREKA

-17.97

-54.53

-78.37

-135.28

SIMAT

-54.53

-80.33

-10.98

-29.42

SANKO

-16.41

-3.13

-23.61

-20.02


*** 7 บริษัทส่งสัญญาณแย่ เริ่มพลิกขาดทุน
     พร้อมกันนี้พบว่ามี 7 บริษัท ที่เริ่มมีผลประกอบการตกต่ำ โดยพลิกขาดทุนในปี 59 และ ไตรมาส 1/60 ทั้งที่ปี 58 ยังมีผลประกอบการกำไร
    โดยบริษัทที่ขาดทุนมากสุดได้แก่ บมจ.อี ฟอร์ แอล เอม (EFORL) จากปี 58 ที่มีกำไร 210.39 ล้านบาท พลิกเป็นขาดทุนมโหฬาร 614.45 ล้านบาทในปี 59 และต่อเนื่องในไตรมาส 1/60 อีก 39.06 ล้านบาท(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในตาราง)

บริษัท

กำไรปี 58 (ลบ.)

กำไรปี 59 (ลบ.)

กำไร Q1/60 (ลบ.)

EFORL

210.39

-614.45

-39.06

CHO

35.74

-91.29

-73.28

QTC

118.8

-80.53

-18.15

UWC

12.8

-35.41

-13.22

PCA

53.39

-24.72

-34.3

SEAOIL

6.5

-23.98

-18.46

PHOL

34.31

-15.25

-10.99

*** 5 เดือนแรกปีนี้ ตลาด mai มีค่า P/E พุ่งเกิน 90 เท่า 
    ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบโดยภาพรวมพบว่า แม้ผลประกอบการของบริษัทใน mai ไตรมาส 1 ที่ผ่านมาจะเติบโตต่อเนื่อง แต่เนื่องจากมีบริษัทที่ประสบผลขาดทุนถึง 40 บริษัท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 35 บริษัท ทำให้ค่า P/E ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้พุ่งขึ้นไปอยู่ระดับเฉลี่ยมากกว่า 90 เท่าครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี จากสิ้นปี 59 ที่อยู่ระดับ 63.26 เท่า
    ขณะเดียวกันพบว่ามีการปรับตัวลดลงของราคาหุ้นหลายบริษัททำให้มาร์เก็ตแคปรวมลดลงเหลือเพียง 3.18 แสนล้านบาท จากสิ้นปี 59 ที่อยู่ระดับ 4.25 แสนล้านบาท 
    "มงคล พ่วงเภตรา" ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) มองว่า สาเหตุที่เกิดภาวะดังกล่าวขึ้น เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาหุ้นขนาดเล็กมีการเติบโตอยู่ในระดับที่ดีมาก ทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจและเข้าซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ราคาเกินพื้นฐานไปค่อนข้างมาก แต่เมื่อกำไรเริ่มไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ จึงเกิดแรงขายออกมาค่อนข้างรุนแรง 
    “มีแรงขายในหุ้นเล็กค่อนข้างมากช่วงนี้ เพราะเกิดจากการผิดหวังผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามที่คาด ซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิดและระมัดระวังในการลงทุน แม้ว่าผลกระทบจะไม่มีกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์โดยตรงเนื่องจากมีน้ำหนักในดัชนีค่อนข้างน้อย แต่ตัวเลขเหล่านี้มักมีผลต่อความมั่นใจโดยรวมของนักลงทุน”

*** ตลท.เร่งหาทางแก้ปัญหา บจ.โคม่า 
    "ประพันธ์ เจริญประวัติ" ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) เผยว่า ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ mai และบริษัทจดทะเบียนที่เป็นสมาชิก อยู่ระหว่างการทำงานร่วมกันเพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือกลุ่มบริษัทที่มีปัญหาเรื่องผลการดำเนินงาน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดถึงวิธีการได้
    "ยังไม่อยากพูดรายละเอียดเรื่องนี้ในขณะนี้ เพราะข่าวลักษณะนี้จะส่งผลลบต่อบริษัทที่อยู่ในข่าย แต่เราได้มีการหารือกันว่าจะมีแนวทางการช่วยเหลือหรือให้คำปรึกษากันอย่างต่อเนื่อง เรายังมีความหวังที่บริษัทเหล่านั้นจะสามารถพลิกฟื้นผลประกอบการให้มีทิศทางที่ดีขึ้นได้ในอนาคต"

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด