ประเด็นร้อน

| 29 พฤษภาคม 2560 | 10:32

จับตาเงินบาทแข็งค่าเร็วผิดปกติ หุ้นกลุ่มอิเล็กฯ-อาหาร กระอัก!

       ตลาดเงิน-ตลาดทุน ดิ้นบาทแข็งค่าเร็วเกินพิกัด ล่าสุดแตะ 34.04 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าสุดรอบ 2 ปี หวั่นกระทบส่งออกที่กำลังเป็นขาขึ้น กูรูคาดไปต่อได้ถึง 33.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ส่วนใหญ่เชื่อแค่ระยะสั้น ทั้งปียังมองเฉลี่ยในกรอบ 34.50-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จับตาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์-อาหาร หวั่นฉุดกำไร ราคาเหมาะสม เหตุส่วนใหญ่รายได้เป็นเงินดอลลาร์กว่า 70%

*** ทุนนอกไหลเข้าดันบาทแข็งค่าสุดในรอบ 2 ปี 
  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว แตะ 34.04 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ถือว่าแข็งค่ามากสุดในรอบ 2 ปี ขณะที่เมื่อเทียบกับสิ้นปี 59 ปรากฏว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้วประมาณ 4.8% 
  "จิติพล พฤกษาเมธานันท์" นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย ให้เหตุผลว่า เงินบาทที่แข็งค่าช่วงนี้เกิดจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเชีย เพราะตลาดผิดหวังกับรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ(FED)ที่ยังไม่ชัดเจน ในการขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า 
  อีกทั้งยังมีแรงบวกจากปัจจัยทางเทคนิคและแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งถูกกระตุ้นจากความไม่แน่นอนของจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ไม่สามารถปรับตัวกลับขึ้นมาได้ ทำให้มีเงินลงทุนไหลเข้าฝั่งเอเชีย ทั้งในตลาดญี่ปุ่นและตลาดเกิดใหม่อย่างเห็นได้ชัด 
  ด้าน “อริยา ติรณะประกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA)กล่าวว่า เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะสั้น หากนับเฉพาะต้นเดือน พ.ค. ถึงปัจจุปัน หรือแค่ 17 วันทำการ ต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้แล้ว 3.46 หมื่นล้านบาท 
  ขณะที่หากนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเม็ดเงินไหลเข้าแล้วถึง 8.6 หมื่นล้านบาท เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินปรับตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลมาจากนักลงทุนไม่เชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้เงินที่ไหลกลับไปช่วงก่อนหน้านี้ไหลกลับเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาพักในตลาดตราสารหนี้

*** วงการชี้ผิดปกติ หวั่นกระทบขาขึ้นส่งออก
  "เกรียงไกร เธียรนุกุล" รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า การแข็งค่าของเงินบาทในขณะนี้ถือเป็นภาวะผิดปกติ เพราะค่าเงินปรับตัวเกินประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปินส์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของผู้ส่งออกซึ่งกำลังอยู่ในทิศทางที่ดีได้ 
  ทั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ต้องเข้ามาดูแลอย่างเร่งด่วน โดยระดับค่าเงินที่เหมาะสมคือ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
  "เอกชนจึงมีความกังวลว่าจะกระทบต่อการส่งออกของไทยที่กำลังมีสัญญาณขยายตัวดี หากเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่องจะทำให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่ง มีภาระด้านราคาจนอาจต้องปรับราคาขายและทำให้ผู้สั่งซื้อหันไปสั่งสินค้าจากประเทศอื่นแทน"
  เช่นเดียวกับ "กรภัทร วรเชษฐ์" นักวิเคราะห์ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน เสริมว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วจะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยเฉพาะในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก เช่น อิเล็กทรอนิกส์ และ อาหารแช่แข็ง เนื่องจากมีรายได้เป็นเงินสกุลต่างประเทศ แต่ต้นทุนกลับอยู่ในรูปเงินบาทเป็นส่วนใหญ่

*** กูรูฟันธงฉุดงบกลุ่มอิเล็กฯ-อาหาร
  “มงคล พ่วงเภตรา” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์บล.เคทีบี(ประเทศไทย) เผยว่า ค่าเงินบาทจากต้นปีถึงปัจจุบันมีส่วนต่างค่อนข้างมากเกือบ 5% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการหุ้นกลุ่มส่งออกที่มีรายได้เป็นดอลลาร์อย่างแน่นอน แม้ว่าส่วนใหญ่จะมีการทำประกันความเสี่ยงค่าเงินไว้ แต่คงช่วยได้ไม่มาก เพราะเป็นการแข็งค่าแบบผิดปกติ 
  ทั้งนี้หุ้นที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดได้แก่ DELTA, KCE, HANA, TU และ CPF เพราะบริษัทเหล่านี้มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์มากกว่า 70%
  “เอนกพงศ์ พุทธาภิบาล” นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ทุกๆการแข็งค่าของเงินบาท จะส่งผลกระทบต่อคาดการณ์กำไรและราคาเหมาะสมของหุ้นในกลุ่มนี้อย่างมีนัยสำคัญ (สมมติฐานค่าเงินบาทของฝ่ายวิเคราะห์อยู่ที่ 35 บาท/ดอลลาร์) ดังนี้
  DELTA ฝ่ายวิเคราะห์ประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ที่ 6,288 ล้านบาท ราคาเป้าหมายหมาย 81 บาท ซึ่งทุก 1 บาทที่แข็งค่าจะกระทบต่อกำไรสุทธิลดลง 5.7% และราคาเหมาะสมลดลง 6.9% เนื่องจากบริษัทมีรายได้เป็นค่าเงินดอลลาร์ถึง 72%
  KCE คาดการณ์กำไรสุทธิปีนี้ที่ 2,840 ล้านบาท ราคาเป้าหมาย 90 บาท โดย KCE มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ 70% ซึ่งทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่าจะกระทบกำไรสุทธิลดลง 5.5% และราคาเหมาะสมลดลง 6.9% 
  HANA คาดกำไรสุทธิปี 60 ที่ 2,329 ล้านบาท ราคาเป้าหมาย 42 บาท ซึ่งทุก 1 บาทที่แข็งค่าจะกระทบต่อกำไรสุทธิ 6.2% และราคาเหมาะสม 6.6%
  SVI มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ 70% โดยทุก 1 บาทที่แข็งค่าจะกระทบต่อกำไรสุทธิลดลง 5.2% และราคาเหมาะสม 6.1% ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์ประเมินกำไรปีนี้ที่ 912 ล้านบาท ราคาเหมาะสม 6.50 บาท
  TU คาดการณ์กำไรสุทธิปีนี้ 5,365 ล้านบาท ราคาเหมาะสม 21 บาท ซึ่ง TU มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯถึง 70% ดังนั้นทุกการแข็งค่า 1 บาท จะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ 5.5% และราคาเหมาะสม 6.9%
  CPF ประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ 16,842 ล้านบาท ราคาเหมาะสม 30 บาท โดยทุก 1 บาทที่แข็งค่า จะกระทบต่อกำไรสุทธิ 4.9% และราคาเหมาะสม 0.4%

*** มองบาทแข็งค่าได้อีก ลุ้นครึ่งปีหลังอ่อนตัวลง
  "จิติพล พฤกษาเมธานันท์" กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงที่เหลือของปีนี้เงินบาทจะแข็งค่าได้อีก ประเมินแนวโน้มว่าอาจจะลงไปได้ถึง 33.70 บาท/ดอลลาร์ ในช่วงไตรมาส 2 นี้ 
  อย่างไรก็ตาม "ธิติ ตันติกุลานันท์" ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย มองว่า ปัญหาเงินบาทแข็งค่าจะเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น โดยยังคงเป้าหมายค่าเงินบาทปีนี้ที่ 34.50 บาทต่อดอลลาร์
  "เชื่อว่าคงไม่แข็งค่าไปกว่านี้มากนัก ที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นการไหลเข้ามาเก็งกำไรในระยะสั้นของเม็ดเงินต่างชาติเท่านั้น เนื่องจากถ้าดูในระดับภูมิภาคไตรมาสแรกปีนี้ มี 3 ประเทศที่ค่าเงินแข็งค่าในระดับ 6-7% คือ ไทย เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งเป็นประเทศที่มีระดับการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดค่อนข้างมาก ทำให้มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินด้วย แต่เรายังเชื่อว่า เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงไปอยู่ในระดับ 34.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ FED"
  เช่นเดียวกับ "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล.เอเชีย พลัส ที่มองว่าค่าเงินบาทเฉลี่ยปีนี้จะอยู่ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งภาวะบาทแข็งเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น ตามเงินที่ไหลเข้าภูมิภาค เชื่อว่าหาก FED มีนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยชัดเจนในครึ่งปีหลัง จะทำให้สถานการณ์ต่างๆ เข้าสู่ภาวะปกติ
 
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด