ประเด็นร้อน

| 8 พฤษภาคม 2560 | 10:43

หุ้นพลังงานทดแทนพร้อมรบ! แห่ชิงโซลาร์ราชการฯเฟสสอง 219MW

         กลุ่มผู้ประกอบการพลังงานทดแทนประเภทโซลาร์ฟาร์ม เคลื่อนไหวกันอีกระลอก หลังคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ประกาศเตรียมรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร ระยะที่ 2 กำลังการผลิตไม่เกิน 219 เมกะวัตต์(MW) 
         การคัดเลือกยังใช้วิธีการจับสลากเช่นเดิม ซึ่งมีกำหนดให้ผู้ประกอบการยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ 29 พ.ค.-2 มิ.ย. และจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติ 14 มิ.ย. โดยจะมีการจับสลากในวันที่ 26 มิ.ย.นี้  สำหรับอัตราการรับซื้อไฟฟ้าจะเป็นระบบ FiT ที่ 4.12 บาทต่อหน่วย อายุสัญญาการซื้อขายไฟ 25 ปี 
         ครั้งนี้ กกพ. ได้แบ่งเป้าหมายการจัดหาไฟฟ้าออกเป็นหน่วยงานราชการไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ และสหกรณ์การเกษตรไม่เกิน 119 เมกะวัตต์ แยกเป็นแต่ละพื้นที่คือกรุงเทพฯ และปริมณฑล 25 เมกะวัตต์ ภาคกลาง 5 เมกะวัตต์ ภาคตะวันตก 15 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออก 5 เมกะวัตต์ ภาคเหนือ 29 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 70 เมกะวัตต์ และภาคใต้ 70 เมกะวัตต์
         จากการสำรวจข้อมูลของ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" พบว่ามีบริษัทจดทะเบียน(บจ.) เตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมโครงการนี้จำนวนมาก ทั้งรายเดิมที่ชนะการจับสลากโซลาร์สหกรณ์ระยะที่ 1 รวมถึงมีหน้าใหม่เข้ามาร่วมเพิ่มเติมอีก รายละเอียดดังนี้

*** SUPER-GUNKUL ลั่นส่งเข้าลุ้นกว่า 100 เมกะวัตต์
          "จอมทรัพย์ โลจายะ" ประธานคณะกรรมการ บมจ. ซุปเปอร์บล็อก (SUPER) เปิดเผยว่า เตรียมยื่นเข้าร่วมโครงการนี้กำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 100 เมกะวัตต์ โดยขณะนี้มีเจรจากับสหกรณ์การเกษตรและส่วนราชการที่อยู่ในพื้นที่รับซื้อไฟฟ้าหลายแห่ง 
         "การที่เรามีพันธมิตรที่เป็นสหกรณ์การเกษตรและหน่วยงานราชการ ย่อมสะท้อนถึงโอกาสในการชนะการคัดเลือกที่ใช้ระบบจับสลาก ซึ่งเบื้องต้นน่าจะยื่นไม่ต่ำกว่า 100 เมกะวัตต์ และคาดหวังว่าจะได้มากที่สุดเหมือนครั้งก่อน"
          ด้าน "พงษ์สกร ดำเนิน" รองกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจและวางแผนกลยุทธ์ บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) ประกาศความพร้อมเต็มที่ เตรียมยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการรวมกว่า 100 เมกะวัตต์เช่นกัน
           "ครั้งที่แล้วเราได้น้อยเพียง 5 เมกะวัตต์ เนื่องจากตอนนั้นดีลกับหน่วยงานสหกรณ์ได้เพียงไม่กี่แห่ง เพราะส่วนใหญ่พันธมิตรเราเป็นหน่วยงานราชการ ซึ่งคราวนี้มั่นใจว่าจะได้มากขึ้น 
            โดยตอนนี้เราได้เจรจากับทางสหกรณ์และหน่วยงานราชการ(องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก)หลายสิบแห่ง ภายในสัปดาห์นี้คงจะได้ข้อสรุปว่าจะปิดดีลได้ทั้งหมดเท่าไหร่ แต่คงอยู่ระดับรวม 100 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการคัดเลือกเป็นระบบจับสลาก ก็ต้องไปรอลุ้นอีกทีว่าสุดท้ายแล้วจะได้เท่าไหร่"

*** TSE-PSTC-ETE โดดเข้าชิงชัยไม่ต่ำกว่า 50 เมกะวัตต์
            "สมภพ พรหมพนาพิทักษ์" ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บมจ.ไทย โซลาร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) คาดว่า น่าจะยื่นเข้าร่วมโครงการดังกล่าวราว 50 เมกะวัตต์ ซึ่งมีทั้งหน่วยงานสหกรณ์และราชการ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการแบ่งรายได้ให้กับทั้ง 2 หน่วยงาน คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์นี้ 
           เช่นเดียวกับ "พระนาย กังวาลรัตน์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี (PSTC) ที่เตรียมร่วมชิงใบอนุญาตขายไฟฟ้าจากโครงการนี้ไม่ต่ำกว่า 50 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นจากหน่วยงานราชการ 2-5 แห่ง สหกรณ์ 5-10 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งจะมีกำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ โดยจุดแข็งของบริษัทคือพื้นที่หน่วยงานที่เจรจาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีการรับซื้อไฟฟ้ามากที่สุด 70 เมกะวัตต์
          ขณะเดียวกัน "ไรวินท์ เลขวรนันท์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง (ETE) บจ.น้องใหม่ที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ได้แสดงความพร้อมในการเข้าร่วมชิง PPA จำนวน 55 เมกะวัตต์

*** หน้าใหม่ร่วมชิงเค้กเพียบ
            นอกจาก ETE ที่เป็นน้องใหม่ในรายการนี้แล้ว ยังมีอีกหลายแห่งที่เตรียมโดดเข้ามาร่วมวงด้วย อาทิ บมจ.ธีระมงคล อุตสาหกรรม (TMI) ซึ่ง "ธีระชัย ประสิทธิ์รัตนพร"ประธานกรรมการ เปิดเผยแล้วว่า มีเป้าหมายได้ PPA จากโครงการนี้ไม่ต่ำกว่า 5 เมกะวัตต์ เช่นเดียวกับ "เกียรติ วิมลเฉลา" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สยามราช (SR) ที่มั่นใจว่าจะสามารถคว้ากำลังการผลิตได้อย่างน้อย 5 เมกะวัตต์เช่นกัน
           รวมไปถึง "สหัสชัย อินทรสุขศรี" ประธานกรรมการ บมจ.กรีน รีซอร์สเซส (GREEN) ที่ระบุว่า ต้องได้รับ PPA ในครั้งนี้ 10 เมกะวัตต์ขึ้นไป

*** กูรูยกผู้เล่นรายเดิมได้รับผลบวกมากสุด
           "สุวัฒน์  สินสาฎก" นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ประเมินว่า การเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์มเฟส 2 จะส่งผลบวกต่อ บจ.หลายรายที่มีความสนใจเข้าร่วม โดยกลุ่มที่มีความน่าสนใจในแง่การลงทุนจะเป็นผู้เล่นรายเดิม เพราะการรับซื้อไฟฟ้าครั้งนี้มีอัตราการรับซื้อที่ 4.12 บาทต่อหน่วย ต่ำกว่าครั้งก่อนที่ 5.66 บาทต่อหน่วย ซึ่งบริษัทที่เคยทำมาก่อนจะมีความสามารถด้านการบริหารจัดการต้นทุนได้ดีกว่า โดยเด่นสุดที่ฝ่ายวิเคราะห์เลือกคือ GUNKUL เพราะจะได้รับประโยชน์ทั้งการขายไฟฟ้าและการก่อสร้างโรงไฟฟ้า
          ทั้งนี้ บจ.ที่ชนะการจับสลากในรอบก่อน ประกอบด้วย SUPER จำนวน 42 เมกะวัตต์, บมจ.บางจากปิโตรเลียม (BCP) 12 เมกะวัตต์, PSTC ได้ไป 10 เมกะวัตต์,บมจ.โซลาร์ตรอน (SOLAR) 9 เมกะวัตต์, บมจ.อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น (IFEC) 6 เมกะวัตต์, บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) 5 เมกะวัตต์, บมจ.สแกนอินเตอร์ (SCN) 5 เมกะวัตต์ และ GUNKUL จำนวน 5 เมกะวัตต์

***ผู้ประกอบการโอด FiT ที่ 4.12 กดรายได้-IRR
           "สมภพ พรหมพนาพิทักษ์" แสดงความคิดเห็นว่า อัตราการรับซื้อไฟฟ้าที่ลดลงเหลือ 4.12 บาทต่อหน่วยนั้น กระทบต่อรายได้การขายไฟฟ้าลดลง รวมถึงผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) จากเดิมที่อยู่ระดับ 12-14% จะเหลือไม่ถึง 10% ซึ่งความยากคือการเจรจาแบ่งรายได้ให้กับสหกรณ์และหน่วยงานราชการ เพราะต้องจ่ายลดลง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเป็นพันธมิตรได้ อย่างไรก็ตามบริษัทมั่นใจว่าสามารถบริหารทุกอย่างได้อย่างเหมาะสม
            ขณะที่"พระนาย กังวาลรัตน์" ที่ระบุว่า "จากสถานการณ์นี้การรักษา IRR ให้ได้ราว 10% ถือว่าเก่งมากแล้ว ซึ่งหากเป็นผู้ที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อนอาจจะลดลงเหลือเพียง 7-8% เท่านั้น โชคดีที่เราอยู่ในธุรกิจนี้อยู่แล้วรวมไปถึงปัจจุบันราคาโซลาร์เซลล์ก็ลดลง ทำให้ต้นทุนต่อ 1 เมกะวัตต์ของเราอยู่ที่ราว 30-35 ล้านบาท 
           ทั้งนี้ แม้รายได้และ IRR จะลดลงแต่ก็ยังคุ้มค่าที่จะลงทุนเพราะเป็นรายได้ระยะยาวที่มั่นคง หน้าที่ของเราคือต้องไปบริหารจัดการต้นทุนภายในให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น"

 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด