ประเด็นร้อน

| 2 พฤษภาคม 2560 | 10:52

จับตาปรากฏการณ์ `Sell in May` กูรูหวั่นดัชนีใกล้ปรับฐาน

        เข้าสู่ช่วงเดือน พ.ค. ของทุกปี ความกังวลเรื่อง "Sell in May" มักจะถูกจับตาเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ตลาดหุ้นเผชิญแรงขายและปรับตัวลดลง โดยเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งในต่างประเทศจะเป็นช่วงการเตรียมเข้าสู่ช่วงหยุดพักผ่อนฤดูร้อน ส่วนในประเทศไทยเป็นช่วงที่บริษัทจดทะเบียน(บจ.)ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1และหากผลที่ออกมาไม่สู้ดีนัก ตลาดก็จะรับรู้ข่าวเชิงลบได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่บริษัทขนาดใหญ่จะมีการขึ้นเครื่องหมาย XD ซึ่งจะส่งผลต่อภาพรวมการซื้อขายได้
  

*** 10 ปีหลังเกิด "Sell in May" ถึง 6 ครั้ง
        จากการสำรวจข้อมูลของ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" พบว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (2549-2559) ดัชนีหุ้นไทยเดือน พ.ค.ปรับตัวลดลงจากเดือน เม.ย. ถึง 6 ปี หรือคิดเป็นอัตราส่วนถึง 60% และมีถึง 6 ปีที่ดัชนีปรับตัวลงมากกว่า 40 จุดในระหว่างเดือน พ.ค. โดยลดลงมากสุดคือปี 49 ที่ 70 จุด และปี 55 ที่ 126.90 จุด(ดูตารางประกอบ) 

ตารางแสดงการเปลี่ยนแปลงดัชนีจากเดือน เม.ย.-พ.ค.

 

ราคาปิด ณ สิ้นเดือน เม.ย.

การเคลื่อนไหวดัชนีในเดือน พ.ค.

ปี

เปิด

ปิด

สูงสุด

ต่ำสุด

2549

768.29

770.86

709.43

787.55

698.30

2550

699.18

700.10

737.40

739.36

700.10

2551

832.45

836.83

833.65

886.57

821.10

2552

491.69

498.46

560.41

569.55

497.81

2553

763.51

788.74

750.43

798.67

720.47

2554

1,093.56

1,092.53

1,073.83

1,102.44

1048.63

2555

1,228.49

1,234.32

1,141.50

1,247.72

1,101.59

2556

1,597.86

1,601.00

1,562.07

1,649.77

1,555.23

2557

1,414.94

1,416.30

1,415.73

1.426.52

1,369.69

2558

1,526.74

1,529.56

1,496.05

1,536.30

1,478.90

2559

1,404.61

1,403.52

1,424.28

1,428.29

1,376.74

*** หลากปัจจัยลบรุมเร้า หวั่นดัชนีลงทดสอบแนวรับ 1,524 จุด
           "พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์(บล.)ธนชาต ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยมีสัญญาณพักฐานมาตั้งแต่หลังสงกรานต์ และมีโอกาสถึง 60% ที่จะถูกดึงลงมาทดสอบแนวรับแรกที่ 1,545 จุด และอาจจะลงไปถึงแนวรับถัดไปที่ 1,524 จุด เพราะ Valuation หุ้นไทยไม่ถือว่าถูกแล้ว ตลาดต้องการปัจจัยกระตุ้นใหม่ๆ เช่นกำไรไตรมาส 1/60 ของ บจ.ส่วนใหญ่โตดีเกิน 15% สหรัฐฯมีความชัดเจนในเรื่องแผนปฏิรูปภาษี ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี หรือตะวันออกกลาง รวมถึงระหว่างมหาอำนาจ สหรัฐฯ รัสเซีย จีน คลี่คลายลง เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา
            ด้าน "คมศร ประกอบผล" หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ทิสโก้ มองว่า ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นแรงมากแล้ว ทำให้  Valuation ของหลายตลาดขึ้นมาอยู่ในระดับสูง อย่างเช่น ดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ ซื้อขายที่ Forward P/E ประมาณ 18 เท่า นับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ “Dot-com Bubble” เมื่อช่วงปลายทศวรรษที่ 90 เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทย เอเชีย และยุโรป ซึ่งซื้อขายที่ Forward P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตแทบทั้งสิ้น โดยมีเพียงตลาดหุ้นญี่ปุ่นเท่านั้น ที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
            อีกหนึ่งปัจจัยลบสำคัญที่จะส่งผลต่อตลาดหุ้นช่วงนี้ คือ แรงเทขายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะเหล็ก ซึ่งราคาแร่เหล็กในตลาด Dalian CommodityExchange ปรับตัวลดลงแรงต่อเนื่องราว 45% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา และเริ่มกดดันให้โลหะอุตสาหกรรมอื่นๆ ปรับตัวลดลงตาม
           ประกอบกับราคาน้ำมัน WTI ที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 เหรียญต่อบาร์เรล จากที่เคยทรงตัวที่ระดับ 52-55 เหรียญต่อบาร์เรลในช่วงต้นปี ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ตลาดหุ้นโลก ซึ่งซื้อขายที่ระดับ Valuation ค่อนข้างแพง มีความเสี่ยงที่จะปรับฐานในระยะอันใกล้นี้ โดยสัญญาณราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเงินเฟ้อและการขยายตัวของกำไรในตลาดหุ้นได้

*** ระวังหุ้นขนาดใหญ่กดดันดัชนี
            "อรลักษณ์ วงศ์มาศา" นักวิเคราะห์อนุพันธ์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) เผยว่า สถิติ 10 ปีที่ผ่านมาดัชนี SET50 ในเดือน พ.ค. ลดลง 7 ปี จาก 10 ปี (คิดเป็น 70%) ซึ่งปีนี้คาดว่าจะเริ่มมีแรงขายทำกำไรหลังต้นเดือน พ.ค. เมื่อบริษัทขนาดใหญ่ประกาศผลกำไรไตรมาสแรกปีนี้
           โดยผลสำรวจของนักวิเคราะห์คาดกำไรไตรมาส 1/60 ของบริษัทที่อยู่ในดัชนี SET50 จะลดลงราว 9% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
            ประกอบกับการขึ้น XD ของหุ้นขนาดใหญ่ระหว่างวันที่ 2-8 พ.ค.นี้ จะมีการขึ้น XD หุ้นในดัชนี SET50 รวม 11 บริษัท ส่งผลต่อดัชนีฯราว 3.3 จุด ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่จะกดดันตลาดหุ้นให้ลดลงได้ ซึ่งต้องระวังแรงขายทำกำไร โดยเฉพาะช่วงหลังการขึ้น XD ของหุ้นขนาดใหญ่

*** สัญญาณเทคนิคยังสับสน
          "รณกฤต สารินวงศ์" กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เออีซี ให้ความเห็นเชิงเทคนิคว่า กราฟ SET แกว่งตัวแคบ และยังไม่สามารถระบุทิศทางระยะสั้นได้อย่างชัดเจน 
           โดยสัญญาณ RSI ปักหัวลง สวนทางกับ Stochastic ที่ยังโค้งขึ้น การขัดกันของสัญญาณทำให้ทิศทาง SET สับสน แกว่งตัวได้ทั้งบวกและลบ ขณะที่ Patternของกราฟแท่งเทียนระยะสั้นไม่ได้ส่งสัญญาณเด็ดขาดในทางใดเช่นกัน 
            ขณะที่รูปแบบล่าสุดของ Candlestick เป็น Negative ขนาดเล็ก ด้วยวอลุ่มตลาดเบาบาง จึงมีความเป็นไปได้ที่จะย่อตัวโดยหากดัชนีฯ หลุด 1,560 จุด จะชี้นำให้เกิดสัญญาณการปรับฐานชัดเจน
            ด้าน "หยง" ธำรงชัย เอกอมรวงศ์ เซียนเทคนิคและเทรดเดอร์ชื่อดัง มองว่า ให้ระมัดระวังการลงทุนช่วงไตรมาส 2 เนื่องจากสัญญาณเทคนิคเป็นลักษณะการเคลื่อนไหวที่ไม่ชัดเจนในเชิงลบ ซึ่งมีการปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ตามสถิติเดือน พ.ค.จะเป็นช่วงที่แย่สุดของปี ดัชนีฯ มีโอกาสปรับตัวลงตั้งแต่ 50-100 จุด

*** แนะชะลอลงทุนระยะสั้น
           "พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ" แนะนำว่า ให้ชะลอการลงทุนในช่วงเดือนนี้ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง จากปัจจัยต่างๆข้างต้น
             "เมื่อเข้าสู่เดือน พ.ค. มักมีการพูดถึง Sell in May and Go Away หมายถึงให้ขายหุ้นในเดือน พ.ค. แล้วออกจากตลาดหุ้น ลองตามดูครับ" 
            เช่นเดียวกับ "เอกภาวิน สุนทราภิชาติ" นักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ ระบุว่า เนื่องจากตลาดหุ้นไทยอาจเผชิญกับภาวะการปรับฐาน จึงให้ชะลอการลงทุนระยะสั้นและทยอยลดพอร์ต
            ส่วน "อรลักษณ์ วงศ์มาศา" ให้ขายทำกำไรช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้น โดยมองว่าอาจจะปรับดีดขึ้นได้เพื่อเก็งกำไรผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
            ขณะที่ รณกฤต แนะ เก็งกำไรในกรอบ 1,560-1,570 จุด เน้นหุ้นขนาดเล็ก โดยหากทะลุขึ้นให้ซื้อเพิ่มและหากดิ่งลงให้ลดการถือครอง
            ด้าน "หยง" ธำรงชัย กล่าวว่า "อย่าเข้าซื้อตามแบบไล่ราคาเมื่อดัชนีปรับตัวลดลง รอให้สิ้นสุดการปรับฐานก่อน คาดว่าน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป"
            ปิดท้านด้วยนักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี ระบุว่า เน้นเก็งกำไรบริษัทที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1 จะออกมาดีเป็นหลัก ภายใต้ข้อกำหนดว่าดัชนีต้องไม่หลุดระดับ 1,560จุด หากไม่สามารถยืนได้อาจต้องลดพอร์ตและรอซื้อกลับบริเวณ 1,545 จุด
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด