ประเด็นร้อน

| 10 เมษายน 2560 | 10:31

เซียนหุ้นเซ็ง Q1/60พอร์ตโตเรี่ยดิน เบนเข็มเล่น DW-สินค้าโภคภัณฑ์

           เจาะพอร์ตเทรดเดอร์ชื่อดังหลังหุ้นไทยปี 60 ผ่านไป 1 ไตรมาส ส่วนใหญ่เซ็งหุ้นดีไม่เคลื่อนไหว ผลตอบแทนต่ำ รายย่อยแห่เก็งกำไร DW และหุ้นปั่น เบนเข็มลุยหุ้นนอกและสินค้า TFEX รับขาขึ้นสินค้าโภคภัณฑ์ พยุงพอร์ตรวมให้เติบโต ระบุไตรมาส 2/60 ยังซึมต่อ เหตุมีวันหยุดยาวมาก-ไร้ปัจจัยบวกที่โดดเด่นสนับสนุน ชูระยะยาวยังสดใสทั้งเทคนิคและพื้นฐาน จับตาความชัดเจนเลือกตั้งไทย หากไฟเขียวหนุน SET ทะยาน

*** หุ้นใหญ่นิ่งสนิท
         "ฐิติ กิตติพัฒนานนท์ หรือ "ปิง" เซียนหุ้นรายใหญ่ชื่อดังเปิดเผยว่า การลงทุนหุ้นไทยในไตรมาส 1 ที่ผ่านมาค่อนข้างจับทิศทางลำบาก หุ้นกลุ่ม Blue-Chip สร้างผลตอบแทนต่ำ ไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหว สวนทางกับองค์ประกอบด้านมูลค่าที่ยังไม่สูงมากนัก
          "Q1 เล่นยากมาก พอร์ตผมบวกมานิดเดียว เพราะคนส่วนใหญ่ไปกังวลเรื่องดัชนีฯ ปัจจุบันซื้อขายที่ P/E สูง พอทำท่าว่าจะทะลุ 1,600 จุดได้ ก็มีแรงขายทำกำไรออกมาตลอด เป็นลักษณะกั๊กๆ ไปไม่สุดสักที ขณะเดียวกันพวกหุ้น Blue-Chip ก็ไม่ค่อยเคลื่อนไหว ซึ่งผมเน้นเล่นหุ้นประเภทนี้ จึงทำให้ผลตอบแทนไม่ค่อยดีนัก ทั้งๆที่ในแง่ Valuation ไม่ได้แพงเลย"
           ด้านเทรดเดอร์ระดับบิ๊กอีกรายที่แปะสมญานามเสี่ยนำหน้า ก็ยอมรับเลยว่า ไตรมาส 1/60 ขาดทุนจากการลงทุนหุ้นไทยในรอบหลายปี เพราะเลือกลงทุนผิดบริษัทผิดจังหวะ 
            "พอร์ตผมส่วนใหญ่เป็นหุ้น BIG CAP แต่มันดันไม่ค่อยบวก ทั้งๆ ที่ในเชิงมูลค่า ราคาหุ้นต้องตอบรับได้ดีกว่านี้ แต่นี่นิ่งสนิท บางตัวเข้าผิดตัว ผิดจังหวะ ขาดทุนไปเยอะเลย"

*** แห่เล่น DW และหุ้นขนาดเล็ก
         เสี่ยรายเดิมกล่าวต่อไปว่า อีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้หุ้นขนาดใหญ่ไม่ได้รับความสนใจมากนักเนื่องจากปัจจุบัน นักลงทุนส่วนใหญ่นิยมหันไปเก็งกำไรสินค้าทางการเงินประเภท DW และ หุ้นปั่นที่มีความหวือหวามากกว่า
          เช่นเดียวกับ "นิก" ชานน รุ่งเรืองไพฑูรย์ เทรดเดอร์ชื่อดัง ที่แสดงความเห็นว่า "ช่วงนี้แปลกมาก เล่นหุ้นดีๆ กลับไม่ค่อยได้เงิน ไตรมาส 1 ที่ผ่านมาถ้านับเฉพาะหุ้นไทยที่ผมลงทุนก็เกือบขาดทุนเลยทีเดียว เพราะมันไม่ขึ้น 
          ต่างกับคนรู้จักในวงการเทรดเดอร์ด้วยกันที่เน้นเล่นพวก Product การเงินอย่าง DW หรือ หุ้นที่มีกระแสข่าวบ่อยๆ กลับทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่งอันนี้ถือว่าผิดปกติไม่มีการสนใจว่าพื้นฐานจะเป็นอย่างไร มะรุมมะตุ้มกับราคาที่แสน Swing ของหุ้นกลุ่มที่ว่าอย่างเดียว เหมือนตลาดหุ้นไทยกลายเป็นบ่อนไปแล้ว"
          ขณะที่ "หยง" ธำรงชัย เอกอมรวงศ์ เซียนเทคนิคและเทรดเดอร์แถวหน้า กล่าวไปในทำนองเดียวกันว่า ปัจจุบันนักลงทุนชอบเข้าไปเก็งกำไร DW และ หุ้นปั่น จำนวนมาก ทั้งๆ ที่มีความเสี่ยงมหาศาล และไม่มีพื้นฐานใดๆ รองรับ แม้โดยส่วนตัวจะเชี่ยวชาญการลงทุนในลักษณะเก็งกำไร แต่จะไม่ชอบลงทุนแบบดังกล่าวเลย โดยจะเน้นพวก Single Stock Future เป็นหลัก

*** เบนเข็มลุยหุ้นนอก-สินค้าโภคภัณฑ์
           "ชานน รุ่งเรืองไพฑูรย์" เผยอีกว่า โดยส่วนตัวไตรมาส 1 ที่ผ่านมาพอร์ตเติบโตราว 10% แต่เกิดจากหุ้นต่างประเทศล้วนๆ 
           "โชคดีที่ผมกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะหุ้นในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นขาขึ้นจึงได้กำไรมาพอสมควร โดยเมื่อถัวเฉลี่ยกับหุ้นไทยที่มีทำให้พอร์ตโดยรวมโตได้น่าพอใจ แต่หากคิดจากหุ้นไทยอย่างเดียวไม่โอเค เพราะหุ้นดีๆ ที่เข้าลงทุนแทบจะไม่ขึ้นเลย"
             เช่นเดียวกับ "ธำรงชัย เอกอมรวงศ์" ที่บอกว่า "พอร์ตในไตรมาส 1 บวกไปกว่า 30% โดยตัวชูโรงสำคัญคือสินค้า TFEX ที่เกี่ยวข้องกับ Commodities ซึ่งผมได้ประเมินก่อนหน้านี้แล้วว่าเป็นขาขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะทองคำ ขณะที่น้ำมันก็มี Gap ให้เล่นพอสมควร พร้อมกันนี้ยังมี Single Stock Future หลายตัวที่เลือกไว้ ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นไม่เช่นนั้นอาจจะติดลบได้ เพราะหุ้นรายตัวเล่นยากมาก ในช่วงที่ผ่านมา"
           ขณะที่ “เป๊ก" ปุณยวีร์ จันทรขจร เทรดเดอร์ชื่อดังอีกราย เสริมว่า พอร์ตโดยรวมโตราว 12% เนื่องจากจับจังหวะภาวะการลงทุนในสินค้า Commodities ได้ดี จึงได้กำไรการลงทุน TFEX มาพอสมควร แต่หุ้นขนาดใหญ่ที่มักจะซื้อแล้วถือผลงานไม่ดี จึงได้ลดสัดส่วนหุ้นกลุ่มดังกล่าวเหลือแค่ 30% จากเดิม 50% เพราะผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นแค่ 3-4% บางบริษัทผลตอบแทนเป็นลบก็มี

*** มองแนวโน้ม Q2/60 ซึมต่อเนื่อง
          "ปุณยวีร์ จันทรขจร" ประเมินภาพการลงทุนในไตรมาส 2/60 ยังไม่มีสัญญาณบวกชัดเจนนัก อาจจะมีจุดพักฐานแรงๆ ลงได้ตั้งแต่ 50-100 จุด เป็นปกติของทุกปีเพราะจบรอบข่าวดีเรื่องงบปี 59 ไปแล้ว ขณะเดียวกันก็มีวันหยุดยาวหลายวัน ให้ลงทุนด้วยความระมัดระวัง 
         ต่อด้วย "หยง" ธำรงชัย ที่บอกว่า " หุ้นไทย Q2 น่าจะซึมนะ เป็นปกติอยู่แล้ว เพราะวันหยุดยาวเยอะ แล้วก็ไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ มาหนุน อย่างไรก็ตามมองว่าในทางเทคนิคมีสัญญาณที่ดี เป็นไซด์เวย์กรอบกว้าง มีช่องให้เล่น 50-80 จุด เอา 1,600 เป็นแนวต้าน ให้หาจังหวะที่เหมาะสมและเลือกลงทุนหุ้นเล็กที่พื้นฐานดี เพราะมี Gap ให้ทำกำไรสูงกว่าหุ้นขนาดกลาง-ใหญ่”

*** ระยะยาวขาขึ้นชัดเจนอย่างน้อยถึงปี 62
             สำหรับภาพระยะยาวของตลาดหุ้นไทย "ซัน" กระทรวง จารุศิระ เซียนเทรดชื่อก้อง มองว่า ตลาดหุ้นไทยเป็นขาขึ้นชัดเจนในระยะยาว เพราะอยู่ในช่วงของการลงทุนพัฒนาประเทศที่นำโดยภาครัฐ 
              "ในเชิง Fundamental ถือว่าหุ้นไทยแข็งมาก และอยู่ในช่วงของการลงทุนขนาดใหญ่ ขณะที่ Valuation ก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิด คือแพงจริงถ้าคิดดัชนีฯ ตรงนี้เทียบกับเพื่อนบ้าน แต่แพงเพื่อที่จะไปต่อได้อีก เพราะมีเรื่องของการลงทุนจากภาครัฐมาสนับสนุน"
            ด้าน "ปิง ฐิติ" มองด้วยความมั่นใจว่า หุ้นไทยจะเป็นขาขึ้นไปอีกอย่างน้อยถึงปี 62 เพราะพื้นฐานดีมาก การลงทุนของภาครัฐจะช่วยหนุนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งถ้ามีการเลือกตั้งที่ชัดเจน เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติจะไหลเข้ามาอีกจำนวนมาก
           ทั้งนี้ “เป๊ก" ปุณยวีร์ แนะนำเพิ่มเติมว่า อย่าตระหนกกับข่าวการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของต่างประเทศมากนัก เพราะส่วนใหญ่รับข่าวไปหมดแล้ว ให้มองภาพรวมในประเทศเป็นหลัก จะได้ไม่เสียโอกาสกับข่าวที่มากระทบระยะสั้นๆ

*** เลือกหุ้นให้ถูกตัว แบ่งพอร์ตให้เหมาะสม
            "กระทรวง จารุศิระ" ระบุว่า พอร์ตของตนในไตรมาส 1 ที่ผ่านมาเติบโตกว่า 30% เนื่องจากได้ทำการศึกษาข้อมูลมาอย่างดี และเลือกหุ้นได้ถูกกลุ่มถูกบริษัทและถูกจังหวะ 
             "ผมได้กำไรจากหุ้นลิสซิ่งและหุ้นปิโตรฯ เยอะมากในไตรมาสที่ผ่านมา เพราะได้ทำการบ้านมาตั้งแต่ช่วงก่อนหน้านี้แล้วว่ากำไรจะดี จึงเข้าซื้อ ซึ่งผลที่ออกมาพอใจมากจึงอยากแนะนำว่าก่อนทำการลงทุนไม่ว่าจะเล่นสั้นหรือยาวก็ต้องศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์ภาวะแวดล้อมต่างๆ ให้ตกผลึกเสียก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน อย่าสุ่มสี่สุ่มห้าเพราะการลงทุนมีความเสี่ยงทั้งสิ้น"
             นอกจากนี้แนะนำว่าให้จัดสัดส่วนพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงในแต่ละรูปแบบของการลงทุน
             "พอร์ตผมจะแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ 1.หุ้นปันผล 40% ซึ่งผมจะเลือกหุ้นที่มีอัตราการจ่ายปันผล 6% ขึ้นไป และจะไม่สนใจเรื่องกำไรราคาหุ้น เพราะเราถือว่าเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ และจะไม่เสีย Focus กับเรื่องราคา
              2.หุ้นลงทุนระยะสั้น 30% ซึ่งอันนี้คือส่วนที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลให้ลึกดังที่บอกไปข้างต้น หากถูกกลุ่มถูกตัวถูกจังหวะ ก็จะสามารถสร้างกำไรในระยะสั้นได้
             3.ส่วน Day Trade 10% ส่วนนี้ถือว่าสำคัญไม่น้อย เพราะหากทำผลงานดี จะสร้างเงินสดได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเทคนิคคือต้องมีวินัย กล้า Cut loss ห้ามติดหุ้น เพราะDay trade ก็ต้องจบในวันนั้นๆ และให้เลือกเล่นหุ้นที่เป็นที่สนใจในวันนั้น อย่าเล่นหุ้นนอกกระแส เพราะจะมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องได้
              4.เงินสด 20% ส่วนนี้เก็บไว้รอจังหวะหาซื้อหุ้นดีในช่วงตลาด Panic"
 ด้าน “เป๊ก" ปุณยวีร์ เสริมต่อว่า แม้จะเป็นเทรดเดอร์ระยะสั้น แต่อย่าละเลยการดูพื้นฐาน เพราะเป็นสิ่งสำคัญของการลงทุนในตลาดหุ้น
             "เดี๋ยวนี้กราฟไม่ตอบโจทย์เสมอไป ต้องดูภาพเศรษฐกิจโดยรวมก่อน แล้วหาหุ้นพื้นฐานดีที่เกี่ยวข้อง แล้วค่อยใช้กราฟมาหาจุดซื้อ จำไว้ว่า Fundamental Supportสำคัญเสมอ"
             เช่นเดียวกับ "หยง" ธำรงชัย ที่กล่าวปิดท้ายว่า "หุ้นไม่ได้ขึ้นเพราะทะลุแล้วต้าน แต่หุ้นจะขึ้นเพราะ E คือ Earning ที่เติบโต หรือขึ้นเพราะ P/E มันเข้าสู่รอบของการExpansion หลังตลาดฯ ยอมรับและซื้อเมื่อเห็นว่าดี ควรจะซื้อในราคาที่แพงขึ้น ไม่อยากให้เข้าใจผิดประเด็นและหลงไปกับกราฟจนเกินไป"
 
 
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด