ประเด็นร้อน

| 20 กุมภาพันธ์ 2560 | 10:34

เปิดปมบจ.กระอักพิษเช่าที่ดินรัฐ ชี้กฏหมายไม่ชัด-เจ้าหน้าที่ไม่รัดกุม

         ตลาดหุ้นไทยมักมีปัจจัยลบใหม่ๆ ผุดขึ้นมาสร้างความประหลาดใจให้นักลงทุนอยู่เสมอ ซึ่งในช่วงนี้ก็มีปัญหาเรื่องการเช่าที่ดินกับภาครัฐโผล่ขึ้นมาเขย่าพื้นฐานบริษัทจดทะเบียน(บจ.)หลายบริษัทในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
         เริ่มตั้งแต่กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ปรากฏว่าไปสร้างโครงการอยู่บนพื้นที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) หุ้นในกลุ่มนี้โดนหางเลขยกก๊วน นำโดย บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) บมจ.ผลิตไฟฟ้า(EGCO) บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง(RATCH) และบมจ.เด็มโก้(DEMCO) ถึงแม้ล่าสุดสถานการณ์ต่างๆดูเหมือนจะคลี่คลายไปในทางที่ดี มีการหารือแก้ไขปัญหากันระหว่าง ส.ป.ก.และ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้ แต่ก็สั่นคลอนความเชื่อมั่นและทำให้การลงทุนในพลังงานลมของเอกชนชะลอลงไป
           นอกจากนี้ยังมีข้อพิพาทในเรื่องที่ดินภาครัฐของหุ้นกลุ่มการบินอย่าง บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) ซึ่งเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์เพื่อทำพื้นที่ปลอดภัยบริเวณสนามบินสมุย แต่ก็โดนกล่าวหาว่าบุกรุกพื้นที่สาธารณะแทน รวมถึงข้อพิพาทระหว่าง บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) กับกรมธนารักษ์ ในเรื่องค่าเช่าที่ดินสนามบินสุวรรณภูมิ ที่มีความเห็นต่างกันในเรื่องระยะเวลาของการเริ่มต้นสัญญาเช่าที่ดินและอัตราค่าเช่าที่เพิ่มสูงขึ้น
           ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่สามารถพูดได้ชัดเจนว่าเป็นความผิดพลาดจากการทำสัญญาของบจ.หรือความไม่แน่นอนของนโยบายหน่วยงานรัฐ เพราะแต่ละกรณีมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ชัดเจนคือนักลงทุนได้รับผลกระทบจากการลงทุนไปแล้ว และยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของเอกชนที่มีต่อภาครัฐอีกด้วย

*** กฎหมายไม่เคลียร์ ต้นเหตุบกพร่องโดยสุจริต
            นักวิเคราะห์กลุ่มพลังงานทดแทน ระบุว่า ประเด็นเกี่ยวกับที่ดิน ส.ป.ก. เกิดจากความไม่ชัดเจนของกฎหมาย ทำให้ยากต่อการตีความ และส่งผลให้เกิดความผิดพลาดที่คาดไม่ถึง
            "กฎหมายอาจจะไม่เคลียร์ ส่งผลให้เกิดความบกพร่องโดยสุจริต เพราะเอกชนโดยเฉพาะ บจ. ไม่เสี่ยงทำผิดกฎหมายหรอก แต่มีการเปิดช่องทางกฎหมายจึงคิดกันว่าไม่น่าจะมีอะไร กรณีนี้เป็นเรื่องของการตีความกฎหมายมากว่า เพราะตาม พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดิน ส.ป.ก.สามารถนำไปใช้ในกิจการอื่นที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของเกษตรกรได้ ซึ่งการสร้างกังหันลมใช้พื้นที่การตั้งเสาไม่เกิน 1 ตารางเมตร และมีระยะห่างพอสมควร เท่ากับว่าชาวบ้านยังทำเกษตรกรรมได้ ที่สำคัญจะมีรายได้จากการเช่าพื้นที่สร้างกังหันอีก 
            ขณะที่พลังงานลมไม่สร้างมลภาวะใดๆ ต่อพื้นที่เลย จึงไม่น่าผิดวัตถุประสงค์แต่อย่างใด กลับกันถ้านำพื้นที่ดังกล่าวไปสร้างโครงการอสังหาฯ โรงแรมหรือรีสอร์ทต่างๆจนเต็มพื้นที่เกษตรกรรม อันนั้นจึงจะถือว่าผิดวัตถุประสงค์ อย่างไรก็ตามก็ต้องรอผลการตัดสินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง เพราะตอนนี้ไม่มีใครยืนยันได้ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร" นักวิเคราะห์ กล่าว

*** วงการชี้เจ้าหน้าที่รัฐไม่รอบคอบ-ละเลยหน้าที่
            แหล่งข่าวระดับผู้บริหาร เล่าให้ฟังว่า ปัญหาการเช่าที่ดินกับภาครัฐเกิดจากกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่รอบคอบ ละเลยการตรวจสอบในเชิงลึก 
            "เรื่องพวกนี้ถือว่าซ้ำซาก ทั้งในแง่ช่องโหว่กฎหมาย และกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมักไม่รอบคอบรัดกุม บางกรณีก็เจตนาเลี่ยงกฎเกณฑ์เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
           เห็นได้จากกรณีซ้ำๆ ก่อนหน้านี้ที่มักมีการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ เช่น พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่ราชพัสดุ ที่ดินสาธารณสมบัติ ฯลฯ ไปใช้ประโยชน์ในที่ดินมากกว่าจำนวนที่ได้รับอนุญาต และนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือถือครองเกินกว่าระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต รวมถึงกรณีบุกรุกเข้าถือครองทำประโยชน์ หรือยึดครองที่ดินของรัฐเป็นของตนเอง ซึ่งหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเพิกเฉย ไม่ดำเนินการจริงจังกับผู้ทำผิดกฎหมาย
            ขณะเดียวกันที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐไม่มีมาตรการตรวจสอบติดตามว่า ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดิน ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ทำให้เกิดความชะล่าใจว่าคงไม่มีอะไรตามมาเป็นลูกโซ่
            เห็นได้จากกรณีโรงไฟฟ้าพลังงานลมและสนามบินสมุย ซึ่งเอกชนที่ดำเนินการก็ประกาศออกสื่อชัดเจนว่ากำลังจะทำอะไร แต่ก็ไม่มีใครเข้าไปตรวจสอบว่าสามารถทำได้หรือไม่ จนมาถึงยุคที่มีการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง เกิดอาการน้ำลดตอผุด ไร้คนรับผิดชอบ คนที่เสียหายก็คือเอกชนที่เข้าไปลงทุนถูกลอยแพ
              ผมว่าเรามีบทเรียนมามากพอแล้ว จากนี้ไปจำเป็นต้องจริงจังกับการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินรัฐใหม่ทั้งระบบ กำหนดมาตรการ เงื่อนไขการอนุญาต การกำกับดูแลให้เข้มงวดมากขึ้น และดำเนินการเฉียบขาดกับผู้ฝ่าฝืน ควรจะเน้นป้องกันตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่วัวหายล้อมคอกแบบนี้" แหล่งข่าว กล่าว

*** บิ๊ก บจ.น้อมรับบทเรียน-เร่งตรวจสอบแก้ไข
             แหล่งข่าวผู้บริหาร บจ. ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีข้างต้น เปิดเผยว่า กรณีที่เกิดขึ้นบริษัทฯ ไม่ได้มีเจตนาละเมิดกฎเกณฑ์ใดๆ ของภาครัฐ ซึ่งที่ผ่านมาก่อนดำเนินการโครงการต่างๆ ได้มีการขออนุญาตจากทางการเป็นลายลักษณ์อักษรเรียบร้อยตามกระบวนการ ที่สำคัญโครงการต่างๆ ที่ได้รับอนุญาตนั้น ไม่ได้มีการทักท้วงเกี่ยวกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นหรือขัดต่อกฎหมายฉบับใด
              "เราดำเนินการขออนุญาตต่างๆ ตามระบบระเบียบทุกครั้ง ค่อนข้างตกใจและไม่เข้าใจว่าอยู่ดีๆ เกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้อย่างไร ซึ่งหากมีการยกเลิกจริงจะส่งความเสียหายเป็นอย่างมาก เพราะโครงการต่างๆ ใช้เงินลงทุนสูง ยังไงก็คงต้องมีการเจรจาหรืออุทธรณ์กันต่อไป 
              เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ จากนี้ไปต้องตรวจสอบรายละเอียดการทำธุรกรรมกับภาครัฐให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น จนถึงตรวจสอบโครงการอื่นๆ ที่มีว่าเข้าข่ายการขัดต่อกฎหมายใดๆหรือไม่ เพราะเรื่องเหล่านี้กระทบต่อธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วย" ผู้บริหารบจ. กล่าว
              ผู้บริหาร บจ.อีกราย ระบุว่า ประเด็นนี้ถือว่ามีนัยต่อบริษัทค่อนข้างมาก การดำเนินธุรกิจที่ต้องเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวในอนาคตทีมบริหารและคณะกรรมการบริษัทจะต้องศึกษารายละเอียดให้ถี่ถ้วน ไม่ว่าจะมาจากภาครัฐหรือเอกชน แต่ยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทฯทำตามกฎระเบียบทุกประการ
             "ในฐานะที่เป็นบริษัทจดทะเบียน เรื่องความถูกต้องตามกฎเกณฑ์และกฎหมายต้องมาก่อนเสมอ ยืนยันว่าทุกธุรกรรมของบริษัทได้มีการขออนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และมีเอกสารสัญญาต่างๆชัดเจน แต่ต่อไปคงต้องระมัดระวังมากขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้เกิดซ้ำอีก ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน" ผู้บริหารกล่าว

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด