ประเด็นร้อน

| 6 กุมภาพันธ์ 2560 | 10:47

ผ่าสมรภูมิ`ตู้เติมเงิน` การแข่งขันระอุ! บจ.แห่ชิงเค้ก 1.2 แสนลบ.


         "ตู้เติมเงิน" กลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตาเป็นอย่างมาก เพราะสามารถดึงดูดผู้ประกอบรายใหม่ๆ โดดเข้ามาร่วมแบ่งเค้กด้วยจำนวนมาก เริ่มตั้งแต่ บมจ.คราวน์เทค แอดวานซ์(AJD) ต่อเนื่องมาจนถึงบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น(TRUE) จากเดิมที่มีผู้เล่นหลักเพียง 2 ราย คือ บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส(FSMART) และ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย(SINGER) ที่สำคัญรายใหม่ๆที่เข้ามาร่วมวงด้วยล้วนแต่วางเป้าจำนวนตู้เติมเงินระดับ 4-5 หมื่นตู้กันทั้งนั้น เกิดเป็นข้อสังเกตว่าจำนวนตู้เติมเงินที่เพิ่มเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆในอุตสาหกรรมนี้ จะล้นเกินความต้องการแล้วหรือยัง 
           "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" จึงรวบรวมความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในธุรกิจนี้ เพื่อไขข้อกระจ่างเกี่ยวกับสถานการล่าสุดของสมรภูมิเดือด "ตู้เติมเงิน"

*** สงครามเพิ่งเริ่ม ตลาดยังไม่อิ่มตัว
           นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส ประเมินว่า การแข่งขันของอุตสาหกรรม "ตู้เติมเงิน" เพิ่งเข้าสู่ช่วงแรกของความเข้มข้นเท่านั้น โดยมองว่ายังเติบโตได้อีกมาก เพราะปัจจุบันสัดส่วนการเติมเงินมือถือระบบ Pre-paid ผ่านตู้เติมเงินอยู่ที่เพียง 20% จากช่องทางการเติมเงินทั้งหมด 
           ทั้งนี้ สัดส่วนใหญ่ที่สุดเป็นการเติมเงินผ่านตัวแทนอิสระประจำชุมชนที่ 30% ที่เหลือเติมผ่านร้านสะดวกซื้อ 7-11 สัดส่วน 25% และช่องทางอื่นๆ เช่น ATM ,Website,บัตรเติมเงิน อีก 25%   
           ขณะที่มองว่าสัดส่วนการใช้บริการตู้เติมเงินจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการที่ผู้ประกอบการแข่งขันกันมากขึ้น จะทำให้ผลประโยชน์ตกแก่ประชาชนตามไปด้วย ทั้งในแง่ของความสะดวกในการเข้าถึงและค่าธรรมเนียมต่างๆที่จะลดลง
             "ลืมประเด็นเรื่องการอิ่มตัวของอุตสาหกรรมนี้ไปได้เลยแม้จะเห็นว่ามีผู้เล่นหน้าใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในและนอกตลาดฯ ซึ่งความเป็นจริงแล้วความเข้มข้นเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น พราะปัจจุบันทั้งระบบมีตู้เติมเงินอยู่เพียง 2 แสนตู้ เทียบกับประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีสถิติพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ใกล้เคียงกับประเทศไทย มีจุดอิ่มตัวของตลาดตู้เติมเงินที่ 1ล้านตู้ ถือว่ายังมีช่องว่างให้เติบโตอีกมาก" นักวิเคราะห์ กล่าว

*** ศึกชิงเค้กตลาดแสนลบ.ระอุ ดันยอดพุ่ง 5 แสนตู้ใน 3 ปี
             นักวิเคราะห์กล่าวต่อไปว่า มูลค่ารวมของตลาดการเติมเงินระบบ Pre-paid ปัจจุบันอยู่ที่ราว 1.2 แสนล้านบาท ขณะที่สัดส่วนของการใช้บริการตู้เติมเงินอยู่ที่เพียง20% เท่านั้น คาดว่าจะเห็นการเร่งขยายตู้เติมเงินในเชิงรุกของผู้ประกอบการทุกรายเพิ่มขึ้นรวมปีละ 1 แสนตู้ ซึ่งจะทำให้ภายในปี 62 จะมีตู้เติมเงินทั้งระบบแตะ 5 แสนตู้
              "การที่มีผู้เล่นหน้าใหม่เกิดขึ้นในธุรกิจนี้เรื่อยๆ เพราะเขาเห็นช่องทาง ตลาดยังโตได้มีหลายเท่าตัว ดูจากมูลค่าตลาดการรับเติมเงินระบบ Pre-paid สูงถึง 1.2 แสนล้านบาท และมีโอกาสที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายฐานลูกค้าของโอเปอเรเตอร์ แต่สัดส่วนข้างต้นเกิดจากตู้เติมเงินเพียง 20% เท่านั้น
               กลยุทธ์สำคัญที่ตู้เติมเงินจะขยายสัดส่วนดังกล่าวก็คือการขยายตู้ให้มากพอรองรับกับความต้องการใช้ ดังนั้นจากนี้ไปจะเห็นการเพิ่มตู้ในเชิงรุกจากผู้ประกอบการทั้งในและนอกตลาดอย่างแน่นอน ประเมินว่าอย่างน้อยรวมๆ ทุกเจ้าแล้วต้องมีไม่ต่ำกว่า 1 แสนตู้ต่อปี"นักวิเคราะห์ กล่าว

*** ธุรกิจมาร์จิ้นต่ำ ไม่เจ๋งจริง-เสี่ยงเจ๊งสูง
           แหล่งข่าวผู้บริหารธุรกิจตู้เติมเงิน วิเคราะห์ว่า การเข้าสู่ธุรกิจนี้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากมีอัตรากำไรสุทธิต่ำ ดีสุดในตลาดตอนนี้ก็เพียง  4-5% เท่านั้น เพราะเป็นธุรกิจที่ต้องมีการปันส่วนแบ่งรายได้ให้หลายฝ่าย ประกอบกับมีต้นทุนทั้งด้านระบบ บริการหลังการขาย รวมถึงต้นทุนการผลิตตู้เติมเงินด้วย ดังนั้นหากผู้เล่นรายใหม่ๆ ไม่มีจุดขายที่แตกต่างเพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้ง่ายมาก 
             "ธุรกิจนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอก ทำไม่ดีเจ๊งได้ง่ายๆ เพราะต้นทุนสูงพอสมควร มาร์จิ้นต่ำมาก ต้องใช้จำนวนตู้ถมเข้าไปให้เกิด Economy of scale ซึ่งตอนนี้เห็นมีแต่ FSMART ที่เป็นเจ้าตลาดเท่านั้นที่ยังมีกำไรในระดับที่ดี ส่วนเจ้าแรกๆ อย่าง SINGER ก็เริ่มหันไปทำอย่างอื่นเสริม ไม่ค่อยเพิ่มตู้เชิงรุกเหมือนในอดีต หรือในราย AJD ก็ยังมีตู้ไม่สูงมากนัก ที่พึงระวังคือวิธีการขายตู้ที่มีระบบผ่อนชำระ มีความเสี่ยงเกี่ยวกับหนี้เสียสูง ส่วนรายใหม่อย่าง TRUE ต้องดูว่าจะมีจุดเด่นอะไรบ้าง" แหล่งข่าว กล่าว

*** น้องใหม่บิ๊กไซส์ แต่ไม่น่ากลัว
            แหล่งข่าวรายเดิมเสริมอีกว่า การเข้ามาของ TRUE อาจจะไม่ส่งผลอะไรมากนัก เพราะรับลูกค้าได้แค่ของ TRUEMOVE เท่านั้น 
            "คนที่ทำมาก่อน รับให้บริการทั้ง 3 ค่ายมือถือ ยังเหลือมาร์จิ้นนิดเดียว แล้ว TRUE ที่กระโดดเข้ามาร่วมวงด้วย รับได้แต่ลูกค้าตัวเองเจ้าเดียว จะทำยังไงให้มีกำไรผมยังสงสัย นอกจากจะมีระบบหรือบริการอื่นๆ อะไรเพิ่มเติมที่แตกต่างกับคนอื่นชัดเจน  
              ชื่ออาจจะดูยิ่งใหญ่และหน้ากลัว แถมมี 7-11 เป็นฐานหน้าร้านให้ แต่คงไม่น่ากลัวอย่างที่คิดหรอก" แหล่งข่าว กล่าว

*** FSMART จะครองตลาดอีกนาน
              นักวิเคราะห์ บล.เคทีบี ประเมินว่า แม้จะมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามา แต่ FSMART จะยังคงมีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 1 ต่อไปอีกหลายปี โดยธุรกิจนี้จำนวนตู้มากกว่าจะมีความได้เปรียบมากกว่า ขณะเดียวกัน FSMART มีจุดเด่นด้านบริการหลังการขายและความเสถียรของระบบ (ใช้ระบบซอฟแวร์คล้ายคลึงกับตู้เอทีเอ็มของธนาคาร) จึงทำให้ได้รับความนิยมเป็นอยากมาก แม้ว่าระยะ 1-2 ปี จากนี้อาจจะต้องเสียส่วนแบ่งการตลาดไปบ้าง เพราะมีผู้เล่นมากขึ้น แต่ไม่มีนัยสำคัญมากนัก
             ส่วนโอกาสที่ 7-11 จะไม่ต่อสัญญาตู้ "บุญเติม"เกิดขึ้นยาก เพราะกลุ่ม TRUE ผลิตตู้เติมเงินมาเพื่อเสริมธุรกิจ True Move และ True Online มากกว่าที่จะทำกำไรอย่างจริงจังจากธุรกิจตู้เติมเงิน อีกทั้ง TRUE ยังรับส่วนแบ่งรายได้จากตู้บุญเติมอยู่ 
             FSMART จะได้รับผลกระ ทบจากยอดเติมเงินที่ลดลงเท่านั้น คาดว่าหาก TRUE สามารถดำเนินการตลาดตู้เติมเงินได้สำเร็จ FSMART จะได้รับผลกระทบต่อกำไรสุทธิประมาณเพียง 30 -40 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น
              ด้าน "สมชัย สูงสว่าง" กรรมการผู้จัดการ FSMART มั่นใจว่าจะรักษาส่วนแบ่งการตลาดเกิน 40% ยึดเบอร์ 1 ของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง 
              "การเข้ามาของ TRUE จะไม่ส่งผลกระทบกับเรา และไม่กังวลด้วย เพราะจำนวนตู้ที่อยู่หน้า 7-11 มีเพียง 7-8 พันตู้ คิดเป็นเพียง 7-8% เท่านั้นจากตู้ของเราทั้งหมดที่สำคัญเชื่อว่า 7-11 จะไม่ยกเลิกสัญญาพื้นที่หน้าร้าน เนื่องจากเป็นพันธมิตรที่ดีกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งการที่ TRUE เข้าสู่ธุรกิจนี้ก็เพื่อหวังอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าทรูมูฟเพิ่มเติมเท่านั้น
              ขณะที่แผนการขยายตู้เติมเงินของเราก็เดินหน้าเชิงรุก ตั้งเป้าจำนวนตู้เติมเงินแตะ 1.7 แสนตู้ภายในปี 62
              นอกจากนี้เราเชื่อว่าจุดเด่นของตู้บุญเติมคือระบบการเติมเงินและบริการหลังการขาย นั่นทำให้ตู้ของเราได้รับความนิยมจากผู้ใช้มากที่สุดและจะรักษามาตรฐานนี้ต่อไป" สมชัย กล่าว

*** AJD-SINGER ชิงที่ 2
              ด้าน 2 ผู้ประกอบการที่รองลงมาอย่าง SINGER ที่มีมาร์เก็ตแชร์ 30% ด้วยจำนวนตู้เติมเงินราว 6 หมื่นตู้ และ AJD ผู้ครองมาร์เก็ตแชร์ 20% มีตู้เติมเงินกว่า 3.5 หมื่นตู้ต่างตั้งเป้าหมายขับเคี่ยวกันในการช่วงชิงอันดับ 2 ของอุตสาหกรรม
               "ชูเกียรติ รุจนพรพจี" ผู้บริหารธุรกิจตู้เติมเงิน AJD ประกาศชัดว่า ตั้งเป้าหมายชิงอันดับ 2 จาก SINGER ภายใน 1-2 ปีนี้ โดยจะใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง เร่งขยายฐานลูกค้าต่างจังหวัด และวางเป้าหมายมีตู้เติมเงินครบ 5 หมื่นตู้ภายในปีนี้
                พร้อมเสริมด้วยว่าไม่กังวลต่อการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่
                "เป้าหมายของตู้"เอเจ เติมสบาย" คือการชิงส่วนแบ่งการตลาดเพื่อขึ้นเป็นอันดับ 2 เราไม่ห่วงรายใหม่ เพราะธุรกิจนี้ยิ่งเริ่มช้ายิ่งเสียเปรียบ"
                 ส่วน "กิตติพงศ์ กนกวิไลรัตน์" ผู้อำนวยการสายงานการขายและการตลาด SINGER ระบุว่า บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นรักษาฐานลูกค้าตู้เติมเงินต่อไป แม้ปัจจุบันจะกระจายธุรกิจไปขายสินค้าประเภทอื่นๆ มากขึ้น แต่ก็จะไม่ทิ้งธุรกิจนี้ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกมาก่อน เพราะตลาดยังเติบโตได้อีกมาก
                 ที่สำคัญธุรกิจตู้เติมเงินเป็นธุรกิจที่สร้างเงินสดได้เป็นอย่างดี โดยตั้งเป้าหมายขยายปีละ 1 หมื่นตู้ จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 6 หมื่นตู้ และจะพัฒนาระบบให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากที่สุด เพื่อรักษาการเป็นอันดับ 2 ต่อไป
 
 
 
 
 
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด