ประเด็นร้อน

| 24 มกราคม 2560 | 10:06

17 บจ.ติดกลุ่มเสี่ยงเบี้ยวหนี้ B/E หวั่นถูกโขกดอกเบี้ย หลังความเสี่ยงพุ่ง

           ประเด็นร้อนแรงในวงการตลาดทุนไทยชั่วโมงนี้คงหนีไม่พ้นปัญหาการเบี้ยวหนี้ตั๋วแลกเงินระยะสั้น(B/E)ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่อยู่ดีๆเกิดอาการติดเชื้อกันเป็นแถว

            เริ่มตั้งแต่ บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) ต่อด้วย บมจ.เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ (KC) ตามมาด้วย บมจ.อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น (IFEC) ลากไปถึงบมจ.อี ฟอร์ แอล เอม (EFORL) และล่าสุด บมจ.ริช เอเชีย คอร์ปอเรชั่น (RICH) กลายเป็นปัญหาไฟลามทุ่งสะเทือนวงการและได้รับการจับตามองว่าใครจะเป็นรายต่อไป 
             ปัจจุบันมีบจ.ที่ออกตั๋วบี/อีและมีกำหนดชำระคืนภายในปี 60 จำนวน 118 บริษัท (ไม่รวมกลุ่มแบงก์) มูลค่ารวมทั้งสิ้น 553,850 ล้านบาท ซึ่งมีรายที่ออกเล็กน้อยแค่150 ล้านบาท จนถึงสูงสุดที่ระดับ 4 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าเครื่องมือทางการเงินประเภทนี้ได้รับความนิยมพอสมควรเลยทีเดียว

*** พบ 17 บจ.เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงผิดนัด B/E
              บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ทิสโก้ ระบุว่า บริษัทที่มีความเสี่ยงผิดชำระหนี้ตั๋ว B/E จะประกอบด้วยลักษณะ 4 ประการดังนี้
             1.มีสัดส่วนหนี้ตั๋วเงินระยะสั้นต่อหนี้สินรวมที่สูงกว่า 10% 
             2.มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนมากกว่า 1 เท่า 
             3.มีอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนน้อยกว่า 1 เท่า 
             4.มีเงินสดในมือต่ำ
              ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลของ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” พบว่า บจ.ที่ออกตั๋ว B/E และมีกำหนดชำระคืนภายในปีนี้ พบว่า มี 17 บริษัท ที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงตามเงื่อนไขข้างต้น 
              โดยมี 3 บริษัทที่จะครบกำหนดภายในไตรมาส 1 นี้ ประกอบ ด้วยบมจ.เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น (PACE) มูลค่า  5,000 ล้านบาท วันครบกำหนด 18 ก.พ.60, บมจ.เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ (CHOW) มูลค่า 3,000 ล้านบาท วันครบกำหนด 9 มี.ค.60 และ บมจ.เอสโซ่ (ประเทศไทย) (ESSO) มูลค่า 12,000 ล้านบาท วันครบกำหนด 31 มี.ค.60 
              ซึ่ง ESSOมีมูลการออกสูงที่สุดในกลุ่มนี้ โดยมีอัตราหนี้สินต่อทุน 2.09 เท่า ตั๋ว B/E ที่ออกคิดเป็น 31.41% ของหนี้สินรวมทั้งหมด มีอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน 0.78 เท่า และมีเงินสด 885.20 ล้านบาท
              ด้านบริษัทที่มีสัดส่วนหนี้ B/E ต่อหนี้สินรวมสูงสุดคือ บมจ.โซลาร์ตรอน (SOLAR) โดยมีมูลค่าการออกตั๋ว B/E ที่ 1,000 ล้านบาท คิดเป็น 48.29% ของหนี้สินรวม 

ตารางแสดงหุ้นที่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ B/E (ข้อมูล ณ Q3/59)

บริษัท

มูลค่าตั๋วบี/อี (ล้านบาท)

วันครบกำหนด

หนี้สินต่อทุน (เท่า)

สัดส่วนหนี้ตั๋วเงินระยะสั้นต่อหนี้สินรวม (%)

อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (เท่า)

เงินสด (ล้านบาท)

PACE

5000

18/02/60

10.78

17.79

0.65

816.16

CHOW

3000

09/03/60

7.27

30.22

0.63

411.37

ESSO

12000

31/03/60

2.09

31.41

0.78

885.2

EARTH

6000

11/04/60

2

28.19

0.95

661.05

GUNKUL

4000

22/05/60

1.39

31.1

0.96

2210.27

EFORL

600

31/05/60

2.88

14.4

0.5

31.74

JMART

1000

05/06/60

2.4

14.63

0.63

213.16

GRAND

3000

12/06/60

1.44

20.3

0.4

422.93

MAJOR

1500

07/07/60

1.2

18.96

0.37

551.17

KSL

5000

21/07/60

1.76

20.88

0.67

125.03

BRR

1010

10/08/60

2.12

21.23

0.97

101.15

SIMAT

150

01/08/60

1.17

20.43

0.69

19.88

DEMCO

1200

01/08/60

1.63

25.16

0.92

489.46

TFI

200

23/08/60

2.16

12.86

0.53

118.46

PSTC

400

01/09/60

1.24

23.34

0.47

173.33

TFG

3500

30/10/60

1.45

40.51

0.9

885.2

SOLAR

1000

22/12/60

1.03

48.29

0.82

111.57

 

 

                อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าบริษัทที่เข้าเงื่อนไขข้างต้นจะต้องผิดนัดชำระหนี้ตั๋ว B/E เพราะแต่ละบริษัทอาจมีลักษณะเฉพาะ หรือมีโครงสร้างทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ที่แตกต่างกัน รวมทั้งข้อมูลที่ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"ใช้พิจารณาประกอบ เป็นเพียงข้อมูล ณ สิ้นงบไตรมาส 3/59 ยังไม่ใช่ข้อมูลในงบการเงินรายปีซึ่งอาจมีข้อมูลทางการเงินที่ครบถ้วนมากกว่า

*** บจ.แห่ออกตั๋วบี/อี เหตุต้นทุนการเงินต่ำ 
              นักวิเคราะห์สายงานตลาดตราสารหนี้ ระบุว่า จุดเด่นของการออกตั๋วบี/อี คือมีต้นทุนทางการที่ต่ำกว่าการกู้แบงก์ โดยดอกเบี้ยตั๋วเงินระยะสั้นอยู่ที่เฉลี่ยต่ำสุดแค่ 2.7% 
              ขณะที่ให้ผลตอบแทนต่อเจ้าของเงินดีกว่าการออมผ่านแบงก์ รวมไปถึงการออกตั๋วบี/อี มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เพราะไม่ต้องมีต้นทุนด้านการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ "CreditRating"
              "เป็นเรื่องของความลงตัวระหว่างผู้ออกและผู้ซื้อ จึงมีการขายตั๋วบี/อีกันอย่างคึกคัก และด้วยความง่ายของกระบวนการออกตราสารประเภทนี้ทำให้เกิดการ Roll Over ทุนใหม่อย่างต่อเนื่อง จนลืมนึกถึงความเสี่ยงเรื่องการผิดชำระหนี้ เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีกรณีตัวอย่างให้เห็นเท่าไหร่นัก
              ตั๋วบี/อี เป็นที่นิยมมาประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่ต้องมีจัดอันดับ และไม่ต้องนำไปขึ้นทะเบียนกับสมาคมตราสารหนี้ไทย ทำให้ง่ายต่อการระดมทุน ใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์เท่านั้น ถ้ามีการติดต่อประสานงานกันก่อน  ต่างกับการออกหุ้นกู้ จะต้องหาที่ปรึกษาทางการเงิน ยื่นไฟลิ่ง รวมถึงการแต่งตั้งผู้จัดจำหน่าย ซึ่งต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน"

*** ใช้ทุนผิดประเภท ต้นเหตุโดมิโน่เบี้ยวหนี้
              นักวิเคราะห์รายเดิมกล่าวต่อไปว่า สาเหตุสำคัญที่เกิดปรากฏการณ์ผิดชำระหนี้ คือบริษัทที่ออกตั๋วบี/อี ใช้เงินทุนผิดประเภท นำเงินกู้ระยะสั้นไปลงทุนในโครงการระยะยาว 
              "ตั๋วบี/อี เป็นตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุไม่เกินแค่ 270 วัน แต่นำไปลงทุนโครงการที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะถึงจุดคุ้มทุน เช่น โรงไฟฟ้า จึงทำให้เกิดอาการชักหน้าไม่ถึงหลัง หรืออย่างบางกรณีก็เกิดจากปัญหาภายในด้านการบริหาร
               อย่างไรก็ตามมองว่าเป็นความโชคร้ายของตราสารหนี้ประเภทนี้ ที่บังเอิญเกิดเหตุการณ์ผิดชำระหนี้ขึ้นพร้อมกันหลายบริษัท จึงทำให้เกิดความตระหนกต่อภาพรวมทั้งหมด ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าจะส่งผลกระทบเพียงระยะสั้นเท่านั้น"

*** จับตาดอกเบี้ยบี/อี จะไม่ถูกอีกต่อไป
             ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาการเงิน ระบุว่า จากนี้ไปการออกตั๋วบี/อี อาจจะทำได้ยากขึ้น เพราะผู้เกี่ยวข้องเริ่มแสดงบทบาทของตัวเองเพื่อจัดระเบียบตราสารประเภทนี้ใหม่ 
              อีกทั้งจะเกิดปรากฏการณ์ความเขี้ยวของนักลงทุนที่มองว่าตั๋วบี/อีมีความเสี่ยงสูง ดังนั้นจะเกิดการขอเพิ่มดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่จะได้รับ ซึ่งอาจจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของตั๋วบี/อีไม่ถูกอีกต่อไป
              "คนที่ลงทุนตั๋วบี/อี ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีประสบการณ์ด้านการลงทุนสูง เมื่ออีกฝ่ายอยากได้เงิน แต่การให้กู้แบบนี้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ดังนั้นดอกเบี้ยที่จะได้ก็ต้องมากขึ้นเช่นกัน
              และกลุ่มที่จะต้องยอมเพิ่มดอกเบี้ยก็คือบริษัทที่มีปัญหาเรื่องหนี้สินต่อทุน กู้แบงก์ไม่ได้ และไม่อยากเพิ่มทุน โดยจะเริ่มเห็นในบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก"
                เช่นเดียวกับ "ธาดา พฤฒิธาดา" กรรมการผู้จัดการ สมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ที่มองว่า “ผลกระทบจากการผิดนัดชำระ อาจจะส่งผลต่อต้นทุนดอกเบี้ยที่ขยับขึ้น เพราะกลุ่มคนที่สนใจลงทุนอาจจะเรียกร้องผลตอบแทนสูงขึ้น จึงอยากจะเตือนผู้ออกว่าสถานการณ์ที่คิดว่าจะ Roll over ได้ตลอดเวลา สถานการณ์อาจไม่ใช่แบบนั้นแล้ว”

*** บิ๊กตลาดทุนเชื่อไม่กระทบภาพรวม
              "สันติ กีระนันทน์" รองผู้จัดการหัวหน้างานสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ปัญหาการผิดชำระตั๋วบี/อี จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวม เนื่องจากประเมินสัดส่วนมูลค่าความเสี่ยงอยู่ที่ราว 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่ายังเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับยอดตั๋วบี/อี คงค้างทั้งระบบ ณ ปี 59 ที่ราว 2-3 แสนล้านบาท   
                "ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของ บจ.คาดว่าจะไม่ลุกลามวงกว้าง เพราะผู้ลงทุนส่วนใหญ่เป็นผู้ลงทุนแค่กลุ่มสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ ซึ่งความเสียหายหากเกิดการผิดนัดชำระจะค่อนข้างจำกัด
                 ขณะที่บจ. ของไทยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) เฉลี่ยอยู่ที่ราว 1 เท่าเศษ ซึ่งแม้บางกลุ่มอาจมีการก่อหนี้ค่อนข้างเยอะ แต่เป็นการเตรียมไว้สำหรับการลงทุน ขณะที่กระแสเงินสดของ บจ.ไทยยังมีเพียงพอและสามารถก่อหนี้ได้อีก
                ไม่มีอะไรน่าห่วง แต่เราก็ไม่ประมาท โดยตลาดหลักทรัพย์ฯและสมาคมตลาดตราสารหนี้กำลังร่วมกันสำรวจตลาดตั๋วบี/อี ทั้งหมดว่ามีมูลค่าเท่าไหร่ และมีกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการผิดนัดชำระหนี้กับรายไหนบ้าง"

*** ก.ล.ต.เล็งคุมเข้มการออกตั๋ว B/E 
               "รพี สุจริตกุล" เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มขั้นตอนให้บริษัทที่จะออกตั๋วแลกเงินระยะสั้นต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน รวมถึงศักยภาพในการดำเนินงาน วัตถุประสงค์การใช้เงินอย่างชัดเจน 
                โดย ก.ล.ต. ได้หารือกับผู้เกี่ยวข้องทั้ง บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) หลังจากนั้นต้องเปิดรับฟังความคิดเห็น หรือ Public Heering ก่อนจะกลับมาออกเป็นกฎเกณฑ์
           "เราคงไม่เข้าไปชะลอการออกตั๋ว B/E เพราะมันเป็นเพียงปัญหาการบริหารจัดการที่ไม่ลงตัวภายในบริษัทเท่านั้น ยังไม่มีปัญหาที่ลามออกมาสู่ระบบการเงินโดยรวมแต่เราคงต้องเข้าไปเพิ่มกลไกให้การออกตั๋วเหล่านี้ช้าลง และเปลี่ยนจากตั๋วระยะสั้นเป็นตั๋วระยะยาวมากขึ้น โดยเราคงให้บริษัทที่มีความเสี่ยงมากๆ แจงฐานะทางการเงินอย่างละเอียด ซึ่งจะเพิ่มข้อมูลให้นักลงทุนตัดสินใจได้มากขึ้น ทั้งนี้ต้องเข้มงวดกับผู้ที่เอาตั๋วเหล่านี้ไปขายให้เปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงเหล่านี้ด้วย คาดว่าการดำเนินงานทั้งหมดน่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน" 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด